ตอนที่ 4 : ห้องต้องห้าม
เสียงฝนโปรยบางเบาตลอดทั้งคืน
ธีรัตน์นั่งอยู่บนเตียงไม้เก่า ดวงตาจับจ้องไปยังแหวนทองที่วางอยู่บนโต๊ะ
วงแหวนเก่าแก่สลักคำว่า
"คำมั่นนิรันดร์"
ทั้งที่เมื่อคืนเขาแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดอยู่บนระเบียง
แล้วแหวนวงนี้มาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร...
เขาลองหยิบขึ้นมาพิจารณา
ทองคำยังเปล่งประกายราวกับเพิ่งสร้างขึ้นไม่นาน
ไม่มีคราบสนิม
ไม่มีรอยหมองของกาลเวลา
ราวกับมันไม่เคยถูกทิ้งไว้กว่าร้อยปี
ทันทีที่สวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้าย
หัวของเขาพลันปวดร้าวอย่างรุนแรง
ภาพบางอย่างแล่นเข้ามาในห้วงความคิด
ชายคนหนึ่งกำลังหัวเราะ
หญิงสาวในชุดไทยกำลังร้อยมาลัย
เสียงระฆังวัด
เสียงเรือแจว
เสียงหัวเราะของผู้คน
และเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่ง...
"เมื่อเรือนหลังนี้สร้างเสร็จ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ผู้ใดมาพรากมันไปจากเจ้า"
ธีรัตน์รีบถอดแหวนออก
ภาพทั้งหมดจึงหายไป
เหลือเพียงเสียงลมหายใจของตนเองที่ดังชัดในห้องอันเงียบงัน
เช้าวันถัดมา
คำปันยืนกวาดลานใต้ต้นพิกุล
แม้จะกวาดเท่าใด กลีบดอกสีขาวก็ยังร่วงลงมาไม่หยุด
ทั้งที่ยังไม่ใช่ฤดูออกดอก
"ลุงคำปัน"
ชายชราหันมา
"กุญแจห้องชั้นบน...อยู่ที่ไหน"
ไม้กวาดในมือหยุดชะงัก
สีหน้าของชายชราเปลี่ยนไปทันที
"ใครสั่งให้ถาม"
"ไม่มีครับ"
"ผมแค่อยากสำรวจบ้านให้ครบ"
คำปันนิ่งอยู่นาน ก่อนถอนหายใจ
"กุญแจหายไปตั้งแต่วันที่เจ้าของเรือนหายตัว"
"ไม่มีใครเปิดห้องนั้นได้อีก"
ธีรัตน์ขมวดคิ้ว
"แล้วของข้างในล่ะ"
"ไม่มีใครรู้"
ชายชราพูดเสียงเบา
"เพราะไม่มีใครเคยเข้าไป"
บ่ายวันนั้น
ธีรัตน์เดินสำรวจรอบเรือนอีกครั้ง
แสงแดดลอดผ่านช่องไม้เป็นลำ
เขาสังเกตเห็นรอยขีดบางอย่างบนพื้นระเบียง
เป็นรอยลากยาวเหมือนเฟอร์นิเจอร์หนัก ๆ เคยถูกเคลื่อนย้าย
แต่รอยนั้น...
กลับมุ่งตรงไปยังผนังไม้ด้านหนึ่ง
ผนังที่ดูธรรมดา
ไม่มีประตู
ไม่มีหน้าต่าง
เขาเคาะเบา ๆ
ก๊อก...
ก๊อก...
เสียงโปร่ง
ไม่เหมือนผนังทึบ
"ข้างในกลวง"
เขาพึมพำ
ใช้ไฟฉายส่องสำรวจอย่างละเอียด
จนพบรอยบากเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ใต้ลายไม้ฉลุ
เขาสอดปลายนิ้วเข้าไป
กดเบา ๆ
ครืด...
ผนังทั้งแผ่นเลื่อนออกช้า ๆ
เผยให้เห็นช่องทางแคบ ๆ ที่ไม่มีใครเคยพบมานานนับศตวรรษ
กลิ่นไม้เก่าและกลิ่นกำยานโชยออกมา
เย็นยะเยือก
ราวกับอากาศในนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ธีรัตน์หยิบไฟฉาย เดินเข้าไป
ห้องลับไม่ใหญ่
แต่ทุกสิ่งยังอยู่ครบ
โต๊ะเขียนหนังสือ
ตู้ไม้
ชั้นวางหนังสือ
แจกันดอกพิกุลแห้ง
แม้แต่ถ้วยน้ำชาก็ยังวางอยู่
เหมือนเจ้าของเพิ่งลุกออกไปเมื่อครู่
บนโต๊ะมีพู่กันวางพาดอยู่เหนือกระดาษ
หมึกในแท่นหมึกแห้งสนิท
แต่ข้อความบนกระดาษยังอ่านได้
"หากข้ามิได้กลับ..."
บรรทัดต่อจากนั้นถูกขีดทับเสียจนอ่านไม่ออก
ธีรัตน์รู้สึกเหมือนมีใครยืนอยู่ด้านหลัง
เขารีบหันกลับ
ไม่มีใคร
มีเพียงลมเย็นพัดผ่านทั้งที่ห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง
สายตาของเขาสะดุดเข้ากับตู้ไม้เตี้ยริมผนัง
เมื่อเปิดออก
ภายในมีห่อผ้าไหมสีคราม
เขาค่อย ๆ คลี่ออก
สิ่งที่อยู่ข้างในคือ...
ดาบโบราณเล่มหนึ่ง
ด้ามจับประดับเงิน
ฝักดาบสลักลายเถาพิกุล
เมื่อดึงดาบออกจากฝัก
ใบดาบยังคมกริบ
แต่ใกล้โคนดาบกลับมีคราบสีน้ำตาลดำติดอยู่
คราบที่แม้เวลาจะผ่านไปกว่าร้อยปี
ก็ยังไม่จางหาย
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะคราบนั้น
ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของธีรัตน์
ชายสองคนกำลังต่อสู้กัน
เสียงเหล็กปะทะกันดังสนั่น
ชายในชุดขุนนางถูกแทงเข้าที่สีข้าง
เลือดไหลอาบชุดสีขาว
เขาพยายามประคองตัว
ก่อนจะพูดกับชายอีกคนด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
"เหตุใด...เจ้าจึงหักหลังข้า"
ภาพดับลงทันที
ธีรัตน์ทรุดตัวลงกับพื้น หายใจหอบ
เขาเพิ่งเห็นอดีต...
หรือเป็นเพียงภาพหลอน
ในขณะที่เขากำลังตั้งสติ
เสียงเปิดประตูดังมาจากนอกห้อง
เอี๊ยด...
มีใครบางคนกำลังเดินเข้ามา
ตึก...
ตึก...
ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ธีรัตน์ดับไฟฉายโดยสัญชาตญาณ
ความมืดเข้าปกคลุม
เหลือเพียงแสงริบหรี่ที่ลอดเข้ามาจากรอยแยกของผนัง
เงาร่างของชายคนหนึ่งหยุดอยู่หน้าห้อง
เขาสวมชุดขุนนางสีขาวเช่นเดียวกับที่ธีรัตน์เห็นในคืนนั้น
ชายผู้นั้นเดินเข้ามาช้า ๆ
แต่กลับเดินทะลุโต๊ะและเก้าอี้ราวกับไร้ตัวตน
เขาหยุดยืนหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ
หยิบพู่กันขึ้นมา
ทั้งที่มือโปร่งใส
แล้วเริ่มเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ
ธีรัตน์มองอย่างไม่กะพริบตา
ตัวอักษรค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเอง
ทีละคำ...
ทีละบรรทัด...
"ผู้ที่อ่านจดหมายฉบับนี้..."
"หากเจ้ามิใช่รำเพย"
"จงช่วยรักษาเรือนหลังนี้..."
"และอย่าไว้ใจ..."
ปลายพู่กันหยุดนิ่ง
หมึกหยดสุดท้ายตกลงบนกระดาษ
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากนอกเรือน
"ท่านหลวง!"
เป็นเสียงหญิงสาวร้องเรียกด้วยความตกใจ
ชายในชุดขาวเงยหน้าขึ้น
ก่อนร่างของเขาจะค่อย ๆ จางหายไปกับสายลม
เหลือเพียงข้อความสุดท้ายที่ยังเขียนไม่จบ
"อย่าไว้ใจ..."
แต่ไม่มีชื่อของผู้ที่เขาหมายถึง
ทันใดนั้น ประตูห้องลับก็ปิดลงเองอย่างแรง
ปัง!
ความมืดกลืนกินทุกสิ่ง
และจากมุมห้องด้านหลัง
เสียงของใครบางคนดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
"...ในที่สุด...ก็มีคนพบห้องนี้เสียที..."
ธีรัตน์ค่อย ๆ หันไฟฉายไปยังต้นเสียง
ลำแสงส่องกระทบเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง
บนเก้าอี้นั้น...
มีหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีงาช้างนั่งอยู่
นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้
ริมฝีปากซีดขาวเผยรอยยิ้มบางเบา
ก่อนเอ่ยเพียงประโยคเดียว
"ท่านจำข้า...ไม่ได้จริง ๆ หรือ"
เปลวไฟในตะเกียงบนโต๊ะลุกขึ้นเองโดยไม่มีผู้จุด
แสงสีทองอาบทั่วห้องลับ
และเป็นครั้งแรก...
ที่ธีรัตน์ได้เห็นใบหน้าของหญิงผู้เฝ้ารออย่างชัดเจน
ใบหน้านั้นงดงามแต่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่สะสมมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ
ภาพประกอบดาบโบราณเล่มหนึ่ง
ภาพประกอบหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีงาช้าง
เรือนหลังนั้น : คำมั่นเหนือกาลเวลา ตอนที่ 4
เสียงฝนโปรยบางเบาตลอดทั้งคืน
ธีรัตน์นั่งอยู่บนเตียงไม้เก่า ดวงตาจับจ้องไปยังแหวนทองที่วางอยู่บนโต๊ะ
วงแหวนเก่าแก่สลักคำว่า
"คำมั่นนิรันดร์"
ทั้งที่เมื่อคืนเขาแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดอยู่บนระเบียง
แล้วแหวนวงนี้มาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร...
เขาลองหยิบขึ้นมาพิจารณา
ทองคำยังเปล่งประกายราวกับเพิ่งสร้างขึ้นไม่นาน
ไม่มีคราบสนิม
ไม่มีรอยหมองของกาลเวลา
ราวกับมันไม่เคยถูกทิ้งไว้กว่าร้อยปี
ทันทีที่สวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้าย
หัวของเขาพลันปวดร้าวอย่างรุนแรง
ภาพบางอย่างแล่นเข้ามาในห้วงความคิด
ชายคนหนึ่งกำลังหัวเราะ
หญิงสาวในชุดไทยกำลังร้อยมาลัย
เสียงระฆังวัด
เสียงเรือแจว
เสียงหัวเราะของผู้คน
และเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่ง...
"เมื่อเรือนหลังนี้สร้างเสร็จ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ผู้ใดมาพรากมันไปจากเจ้า"
ธีรัตน์รีบถอดแหวนออก
ภาพทั้งหมดจึงหายไป
เหลือเพียงเสียงลมหายใจของตนเองที่ดังชัดในห้องอันเงียบงัน
เช้าวันถัดมา
คำปันยืนกวาดลานใต้ต้นพิกุล
แม้จะกวาดเท่าใด กลีบดอกสีขาวก็ยังร่วงลงมาไม่หยุด
ทั้งที่ยังไม่ใช่ฤดูออกดอก
"ลุงคำปัน"
ชายชราหันมา
"กุญแจห้องชั้นบน...อยู่ที่ไหน"
ไม้กวาดในมือหยุดชะงัก
สีหน้าของชายชราเปลี่ยนไปทันที
"ใครสั่งให้ถาม"
"ไม่มีครับ"
"ผมแค่อยากสำรวจบ้านให้ครบ"
คำปันนิ่งอยู่นาน ก่อนถอนหายใจ
"กุญแจหายไปตั้งแต่วันที่เจ้าของเรือนหายตัว"
"ไม่มีใครเปิดห้องนั้นได้อีก"
ธีรัตน์ขมวดคิ้ว
"แล้วของข้างในล่ะ"
"ไม่มีใครรู้"
ชายชราพูดเสียงเบา
"เพราะไม่มีใครเคยเข้าไป"
บ่ายวันนั้น
ธีรัตน์เดินสำรวจรอบเรือนอีกครั้ง
แสงแดดลอดผ่านช่องไม้เป็นลำ
เขาสังเกตเห็นรอยขีดบางอย่างบนพื้นระเบียง
เป็นรอยลากยาวเหมือนเฟอร์นิเจอร์หนัก ๆ เคยถูกเคลื่อนย้าย
แต่รอยนั้น...
กลับมุ่งตรงไปยังผนังไม้ด้านหนึ่ง
ผนังที่ดูธรรมดา
ไม่มีประตู
ไม่มีหน้าต่าง
เขาเคาะเบา ๆ
ก๊อก...
ก๊อก...
เสียงโปร่ง
ไม่เหมือนผนังทึบ
"ข้างในกลวง"
เขาพึมพำ
ใช้ไฟฉายส่องสำรวจอย่างละเอียด
จนพบรอยบากเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ใต้ลายไม้ฉลุ
เขาสอดปลายนิ้วเข้าไป
กดเบา ๆ
ครืด...
ผนังทั้งแผ่นเลื่อนออกช้า ๆ
เผยให้เห็นช่องทางแคบ ๆ ที่ไม่มีใครเคยพบมานานนับศตวรรษ
กลิ่นไม้เก่าและกลิ่นกำยานโชยออกมา
เย็นยะเยือก
ราวกับอากาศในนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ธีรัตน์หยิบไฟฉาย เดินเข้าไป
ห้องลับไม่ใหญ่
แต่ทุกสิ่งยังอยู่ครบ
โต๊ะเขียนหนังสือ
ตู้ไม้
ชั้นวางหนังสือ
แจกันดอกพิกุลแห้ง
แม้แต่ถ้วยน้ำชาก็ยังวางอยู่
เหมือนเจ้าของเพิ่งลุกออกไปเมื่อครู่
บนโต๊ะมีพู่กันวางพาดอยู่เหนือกระดาษ
หมึกในแท่นหมึกแห้งสนิท
แต่ข้อความบนกระดาษยังอ่านได้
"หากข้ามิได้กลับ..."
บรรทัดต่อจากนั้นถูกขีดทับเสียจนอ่านไม่ออก
ธีรัตน์รู้สึกเหมือนมีใครยืนอยู่ด้านหลัง
เขารีบหันกลับ
ไม่มีใคร
มีเพียงลมเย็นพัดผ่านทั้งที่ห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง
สายตาของเขาสะดุดเข้ากับตู้ไม้เตี้ยริมผนัง
เมื่อเปิดออก
ภายในมีห่อผ้าไหมสีคราม
เขาค่อย ๆ คลี่ออก
สิ่งที่อยู่ข้างในคือ...
ดาบโบราณเล่มหนึ่ง
ด้ามจับประดับเงิน
ฝักดาบสลักลายเถาพิกุล
เมื่อดึงดาบออกจากฝัก
ใบดาบยังคมกริบ
แต่ใกล้โคนดาบกลับมีคราบสีน้ำตาลดำติดอยู่
คราบที่แม้เวลาจะผ่านไปกว่าร้อยปี
ก็ยังไม่จางหาย
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะคราบนั้น
ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของธีรัตน์
ชายสองคนกำลังต่อสู้กัน
เสียงเหล็กปะทะกันดังสนั่น
ชายในชุดขุนนางถูกแทงเข้าที่สีข้าง
เลือดไหลอาบชุดสีขาว
เขาพยายามประคองตัว
ก่อนจะพูดกับชายอีกคนด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
"เหตุใด...เจ้าจึงหักหลังข้า"
ภาพดับลงทันที
ธีรัตน์ทรุดตัวลงกับพื้น หายใจหอบ
เขาเพิ่งเห็นอดีต...
หรือเป็นเพียงภาพหลอน
ในขณะที่เขากำลังตั้งสติ
เสียงเปิดประตูดังมาจากนอกห้อง
เอี๊ยด...
มีใครบางคนกำลังเดินเข้ามา
ตึก...
ตึก...
ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ธีรัตน์ดับไฟฉายโดยสัญชาตญาณ
ความมืดเข้าปกคลุม
เหลือเพียงแสงริบหรี่ที่ลอดเข้ามาจากรอยแยกของผนัง
เงาร่างของชายคนหนึ่งหยุดอยู่หน้าห้อง
เขาสวมชุดขุนนางสีขาวเช่นเดียวกับที่ธีรัตน์เห็นในคืนนั้น
ชายผู้นั้นเดินเข้ามาช้า ๆ
แต่กลับเดินทะลุโต๊ะและเก้าอี้ราวกับไร้ตัวตน
เขาหยุดยืนหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ
หยิบพู่กันขึ้นมา
ทั้งที่มือโปร่งใส
แล้วเริ่มเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ
ธีรัตน์มองอย่างไม่กะพริบตา
ตัวอักษรค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเอง
ทีละคำ...
ทีละบรรทัด...
"ผู้ที่อ่านจดหมายฉบับนี้..."
"หากเจ้ามิใช่รำเพย"
"จงช่วยรักษาเรือนหลังนี้..."
"และอย่าไว้ใจ..."
ปลายพู่กันหยุดนิ่ง
หมึกหยดสุดท้ายตกลงบนกระดาษ
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากนอกเรือน
"ท่านหลวง!"
เป็นเสียงหญิงสาวร้องเรียกด้วยความตกใจ
ชายในชุดขาวเงยหน้าขึ้น
ก่อนร่างของเขาจะค่อย ๆ จางหายไปกับสายลม
เหลือเพียงข้อความสุดท้ายที่ยังเขียนไม่จบ
"อย่าไว้ใจ..."
แต่ไม่มีชื่อของผู้ที่เขาหมายถึง
ทันใดนั้น ประตูห้องลับก็ปิดลงเองอย่างแรง
ปัง!
ความมืดกลืนกินทุกสิ่ง
และจากมุมห้องด้านหลัง
เสียงของใครบางคนดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
"...ในที่สุด...ก็มีคนพบห้องนี้เสียที..."
ธีรัตน์ค่อย ๆ หันไฟฉายไปยังต้นเสียง
ลำแสงส่องกระทบเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง
บนเก้าอี้นั้น...
มีหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีงาช้างนั่งอยู่
นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้
ริมฝีปากซีดขาวเผยรอยยิ้มบางเบา
ก่อนเอ่ยเพียงประโยคเดียว
"ท่านจำข้า...ไม่ได้จริง ๆ หรือ"
เปลวไฟในตะเกียงบนโต๊ะลุกขึ้นเองโดยไม่มีผู้จุด
แสงสีทองอาบทั่วห้องลับ
และเป็นครั้งแรก...
ที่ธีรัตน์ได้เห็นใบหน้าของหญิงผู้เฝ้ารออย่างชัดเจน
ใบหน้านั้นงดงามแต่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่สะสมมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ