คณะรัฐมนตรีจีน (State Council) เพิ่งออก แผนปฏิบัติการลดคาร์บอน (Carbon Peaking Action Plan) สำหรับช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 โดยตั้งเป้าหมายเชิงโครงสร้างว่า "รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV ทั้ง BEV, PHEV และไฮโดรเจน) ต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของจำนวนรถทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนท้องถนนภายในปี 2030"
ฐานข้อมูลและสถิติจริงที่น่าสนใจ
- สถิติสิ้นปี 2025 : จีนมีรถ NEV สะสมบนถนนอยู่ที่ 43.97 ล้านคัน คิดเป็น 12.01% ของรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ (366 ล้านคัน)
- ตัวเลขล่าสุด (กลางปี 2026) : ยอดสะสมขยับมาอยู่ที่ราว 48.97 ล้านคัน (~13.2%)
- ความท้าทาย : การจะดันจาก 13% ไปให้ถึง 30% ในเวลาอีกไม่ถึง 5 ปี แปลว่าจีนต้องกวาดรถ EV เข้าไปวิ่งบนถนนเพิ่มอีกเท่าตัว ให้แตะระดับเกือบ 100 ล้านคัน
- จุดได้เปรียบของจีน : อายุรถเฉลี่ยบนท้องถนนจีนอยู่ที่ราว 7 ปี (เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 12.8 ปี) รถเก่าในจีนถูกเปลี่ยนออกเร็วกว่า ทำให้การเปลี่ยนผ่านฝูงรถ (Car Fleet) ทำได้ไวกว่าฝั่งตะวันตก
ที่มาข่าว ประกาศทางการจากคณะรัฐมนตรีจีน (State Council of China) / รายงานโดย CnEVPost, Reuters, Carscoops และ Highmotor
ตัดภาพมาที่เป้าหมายของไทย: นโยบาย 30@30
พอเห็นเป้า 30% ของจีน หลายคนอาจจะคุ้นๆ เพราะไทยเราก็มี "นโยบาย 30@30" ของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เหมือนกัน แต่ถ้าเจาะรายละเอียดจะเห็นข้อแตกต่างสำคัญ
- เป้าของไทย (30@30) : ตั้งเป้าให้เกิด "การผลิต" รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) ให้ได้ 30% ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ ภายในปี 2030
- จุดต่างสำคัญ : จีนวัดที่ "จำนวนรถสะสมบนถนน (Fleet Share)" ส่วนไทยเราวัดที่ "ปริมาณการผลิตออกจากโรงงาน"
บทวิเคราะห์ ความจริงที่ต้องเจอ และความเป็นไปได้ของทั้งสองประเทศ
1. ฝั่งจีน ยอดขายโตไว แต่โจทย์ยากคือ "การเปลี่ยนรถเก่า"
แม้ยอดขายรถใหม่ของจีนจะทะลุ 50% ไปแล้วตั้งแต่ช่วงท้ายปี 2025 แต่การเปลี่ยน "รถสะสมทั้งประเทศ" ให้กลายเป็น EV ถึง 1 ใน 3 เป็นโจทย์คนละเรื่อง
จีนต้องเร่งสร้าง Infra มหาศาล โดยเฉพาะสถานีชาร์จและตู้สลับแบตเตอรี่ในเมืองระดับ Tier 3-4 และทางหลวงข้ามมณฑล รวมถึงต้องรับมือกับภาวะสงครามราคาที่ทำให้ราคารถมือสองร่วงกาวินิจจนไฟแนนซ์ป่วน
2. ฝั่งไทย ฐานผลิตได้ตามเป้า แต่ "แรงซื้อในประเทศ" น่าเป็นห่วง
ในแง่การผลิต ไทยเรามีโอกาสแตะเป้า 30% ได้จริง เพราะค่ายรถจีนที่เข้ามาตั้งโรงงาน (ตามเงื่อนไขชดเชยมาตรการ EV 3.0 / 3.5) เริ่มเดินสายการผลิตจริงจังแล้ว แต่ปัญหาของไทยคือ "กำลังซื้อในประเทศ" และ "ความเข้มงวดของไฟแนนซ์" จากปัญหาหนี้ครัวเรือน ยอดขายรถใหม่โดยรวมดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด หากตลาดในประเทศซบเซา โรงงานที่ตั้งไว้ก็ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งต้องไปแข่งกับค่ายรถในตลาดโลกอีกที
จีนขยับเป้าใหม่ ดัน "รถ EV บนถนน" ให้ได้ 30% ในปี 2030
ฐานข้อมูลและสถิติจริงที่น่าสนใจ
- สถิติสิ้นปี 2025 : จีนมีรถ NEV สะสมบนถนนอยู่ที่ 43.97 ล้านคัน คิดเป็น 12.01% ของรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ (366 ล้านคัน)
- ตัวเลขล่าสุด (กลางปี 2026) : ยอดสะสมขยับมาอยู่ที่ราว 48.97 ล้านคัน (~13.2%)
- ความท้าทาย : การจะดันจาก 13% ไปให้ถึง 30% ในเวลาอีกไม่ถึง 5 ปี แปลว่าจีนต้องกวาดรถ EV เข้าไปวิ่งบนถนนเพิ่มอีกเท่าตัว ให้แตะระดับเกือบ 100 ล้านคัน
- จุดได้เปรียบของจีน : อายุรถเฉลี่ยบนท้องถนนจีนอยู่ที่ราว 7 ปี (เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 12.8 ปี) รถเก่าในจีนถูกเปลี่ยนออกเร็วกว่า ทำให้การเปลี่ยนผ่านฝูงรถ (Car Fleet) ทำได้ไวกว่าฝั่งตะวันตก
ที่มาข่าว ประกาศทางการจากคณะรัฐมนตรีจีน (State Council of China) / รายงานโดย CnEVPost, Reuters, Carscoops และ Highmotor
ตัดภาพมาที่เป้าหมายของไทย: นโยบาย 30@30
พอเห็นเป้า 30% ของจีน หลายคนอาจจะคุ้นๆ เพราะไทยเราก็มี "นโยบาย 30@30" ของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เหมือนกัน แต่ถ้าเจาะรายละเอียดจะเห็นข้อแตกต่างสำคัญ
- เป้าของไทย (30@30) : ตั้งเป้าให้เกิด "การผลิต" รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) ให้ได้ 30% ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ ภายในปี 2030
- จุดต่างสำคัญ : จีนวัดที่ "จำนวนรถสะสมบนถนน (Fleet Share)" ส่วนไทยเราวัดที่ "ปริมาณการผลิตออกจากโรงงาน"
บทวิเคราะห์ ความจริงที่ต้องเจอ และความเป็นไปได้ของทั้งสองประเทศ
1. ฝั่งจีน ยอดขายโตไว แต่โจทย์ยากคือ "การเปลี่ยนรถเก่า"
แม้ยอดขายรถใหม่ของจีนจะทะลุ 50% ไปแล้วตั้งแต่ช่วงท้ายปี 2025 แต่การเปลี่ยน "รถสะสมทั้งประเทศ" ให้กลายเป็น EV ถึง 1 ใน 3 เป็นโจทย์คนละเรื่อง
จีนต้องเร่งสร้าง Infra มหาศาล โดยเฉพาะสถานีชาร์จและตู้สลับแบตเตอรี่ในเมืองระดับ Tier 3-4 และทางหลวงข้ามมณฑล รวมถึงต้องรับมือกับภาวะสงครามราคาที่ทำให้ราคารถมือสองร่วงกาวินิจจนไฟแนนซ์ป่วน
2. ฝั่งไทย ฐานผลิตได้ตามเป้า แต่ "แรงซื้อในประเทศ" น่าเป็นห่วง
ในแง่การผลิต ไทยเรามีโอกาสแตะเป้า 30% ได้จริง เพราะค่ายรถจีนที่เข้ามาตั้งโรงงาน (ตามเงื่อนไขชดเชยมาตรการ EV 3.0 / 3.5) เริ่มเดินสายการผลิตจริงจังแล้ว แต่ปัญหาของไทยคือ "กำลังซื้อในประเทศ" และ "ความเข้มงวดของไฟแนนซ์" จากปัญหาหนี้ครัวเรือน ยอดขายรถใหม่โดยรวมดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด หากตลาดในประเทศซบเซา โรงงานที่ตั้งไว้ก็ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งต้องไปแข่งกับค่ายรถในตลาดโลกอีกที