หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตลาดชานมของจีนยังเป็นธุรกิจที่แข่งขันกันในระดับท้องถิ่น มีผู้ประกอบการรายเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ และแบรนด์ต่างชาติอย่าง Starbucks หรือ Costa Coffee ยังคงครองภาพลักษณ์ของร้านเครื่องดื่มระดับพรีเมียม
แต่ปัจจุบันภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อแบรนด์เครื่องดื่มสัญชาติจีนจำนวนมากสามารถขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลก ทั้งในด้านจำนวนสาขา มูลค่าธุรกิจ และการขยายตลาดต่างประเทศ
แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกันด้วยรสชาติของเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ใช้โมเดลธุรกิจที่ผสมผสานการบริหารซัพพลายเชน เทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารข้อมูลลูกค้า และระบบแฟรนไชส์ เข้าด้วยกัน จนสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งแบบดั้งเดิม
ถอดรหัสความสำเร็จแบรนด์จีน ไม่ได้ชนะเพราะราคาถูก แต่ชนะเพราะ "ระบบ"
เมื่อพิจารณาทั้งธุรกิจเครื่องดื่มและฟาสต์ฟู้ด จะพบว่าเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์จีนไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงด้านเดียว แต่เป็นผลจากการผสมผสานโมเดลธุรกิจหลายด้านเข้าด้วยกัน
1. Price War สงครามราคาที่คัดกรองผู้เล่นในตลาด
การแข่งขันในตลาดผู้บริโภคของจีนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งธุรกิจชานม กาแฟ และฟาสต์ฟู้ด ต่างใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อแย่งชิงลูกค้า ผลที่ตามมาคือ บริษัทที่มีต้นทุนต่ำและระบบซัพพลายเชนแข็งแกร่งสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กหรือแบรนด์ที่มีต้นทุนสูงต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
บางรายต้องปิดกิจการหรือถอนตัวออกจากตลาด กล่าวอีกนัยหนึ่ง สงครามราคาในจีนไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่เป็นกระบวนการคัดเลือกผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดให้เหลือรอด
2. Franchise Machine เติบโตด้วยการขายระบบ ไม่ใช่ขายสินค้า
จุดร่วมของ Mixue, Chagee, Wallace และ Tastien คือการให้ความสำคัญกับการสร้างระบบแฟรนไชส์ที่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะลงทุนเปิดร้านเองทั้งหมด บริษัทเลือกสร้างมาตรฐานการดำเนินงาน ระบบจัดส่งวัตถุดิบ
และการฝึกอบรมแฟรนไชส์ให้มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถขยายสาขาได้หลายพันแห่งภายในระยะเวลาไม่นาน โดยใช้เงินลงทุนของผู้ประกอบการแฟรนไชส์เป็นแรงขับเคลื่อน โมเดลนี้ทำให้บริษัทเติบโตได้เร็ว พร้อมรักษามาตรฐานสินค้าและบริการในทุกสาขา
3. Digital First ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนธุรกิจ
แบรนด์ผู้บริโภคจีนจำนวนมากให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหัวใจของธุรกิจ แทบทุกแบรนด์มีแอปพลิเคชัน ระบบสมาชิก คูปองดิจิทัล การชำระเงินผ่านมือถือ และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคและนำข้อมูลไปใช้พัฒนาสินค้า
รวมถึงออกแบบแคมเปญการตลาดที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม การใช้ข้อมูลอย่างเข้มข้นช่วยให้แบรนด์จีนตอบสนองตลาดได้รวดเร็ว และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
4. Supply Chain หัวใจที่สร้างความได้เปรียบ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการลงทุนในระบบซัพพลายเชน ตั้งแต่โรงงานผลิตวัตถุดิบ คลังสินค้า โลจิสติกส์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ การควบคุมห่วงโซ่อุปทานด้วยตนเองช่วยให้บริษัทลดต้นทุน รักษาคุณภาพสินค้า และเพิ่มความรวดเร็วในการขยายสาขา โมเดลนี้คล้ายกับแนวทางของบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายแห่งที่ลงทุนควบคุมการผลิตและการจัดส่งเอง เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนในระยะยาว
5. Guochao เมื่อผู้บริโภคจีนเชื่อมั่นในแบรนด์ประเทศตัวเอง
ปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตของแบรนด์จีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือกระแส Guochao หรือการหันมาสนับสนุนสินค้าและแบรนด์ของจีน คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้มองว่าแบรนด์ตะวันตกเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพเหนือกว่าอีกต่อไป แต่กลับให้คุณค่ากับแบรนด์จีนที่สามารถผสมผสานนวัตกรรม การออกแบบ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
กระแสดังกล่าวเปิดโอกาสให้แบรนด์อย่าง Mixue, Chagee, Tastien และ Luckin Coffee เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศ ก่อนจะเริ่มขยายอิทธิพลสู่ตลาดโลก
การเติบโตของแบรนด์เครื่องดื่มและฟาสต์ฟู้ดจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจจีน จากประเทศที่เคยเป็นฐานการผลิตของโลก สู่การเป็นผู้สร้างแบรนด์ระดับโลกด้วยตนเอง
สิ่งที่ทำให้แบรนด์เหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงการตั้งราคาที่ต่ำหรือการขยายสาขาจำนวนมาก แต่คือการสร้างระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงซัพพลายเชน เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบแฟรนไชส์ และการสร้างแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่แบรนด์ตะวันตกจำนวนมากเคยเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม วันนี้ผู้เล่นจากจีนกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของตนเอง และเริ่มส่งออกโมเดลธุรกิจดังกล่าวไปยังตลาดต่างประเทศ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าแบรนด์จีนจะมาแทนแบรนด์ตะวันตกหรือไม่ แต่คือ แบรนด์ระดับโลกในทศวรรษหน้าจะมีต้นกำเนิดจากจีนมากขึ้นเพียงใด เพราะจากทิศทางในปัจจุบัน จีนไม่ได้ส่งออกเพียงสินค้าอีกต่อไป หากกำลังส่งออกทั้งแบรนด์ โมเดลธุรกิจ และวิธีคิดในการแข่งขันสู่ตลาดโลก
.
.
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวบรวมข้อมูล
Cr.
https://www.facebook.com/share/p/1BcWycW4Q5/
ถอดรหัสธุรกิจจีน! แบรนด์เกิดใหม่ โตไวแซงเจ้าตลาดระดับโลก
หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตลาดชานมของจีนยังเป็นธุรกิจที่แข่งขันกันในระดับท้องถิ่น มีผู้ประกอบการรายเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ และแบรนด์ต่างชาติอย่าง Starbucks หรือ Costa Coffee ยังคงครองภาพลักษณ์ของร้านเครื่องดื่มระดับพรีเมียม
แต่ปัจจุบันภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อแบรนด์เครื่องดื่มสัญชาติจีนจำนวนมากสามารถขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลก ทั้งในด้านจำนวนสาขา มูลค่าธุรกิจ และการขยายตลาดต่างประเทศ
แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกันด้วยรสชาติของเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ใช้โมเดลธุรกิจที่ผสมผสานการบริหารซัพพลายเชน เทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารข้อมูลลูกค้า และระบบแฟรนไชส์ เข้าด้วยกัน จนสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งแบบดั้งเดิม
ถอดรหัสความสำเร็จแบรนด์จีน ไม่ได้ชนะเพราะราคาถูก แต่ชนะเพราะ "ระบบ"
เมื่อพิจารณาทั้งธุรกิจเครื่องดื่มและฟาสต์ฟู้ด จะพบว่าเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์จีนไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงด้านเดียว แต่เป็นผลจากการผสมผสานโมเดลธุรกิจหลายด้านเข้าด้วยกัน
1. Price War สงครามราคาที่คัดกรองผู้เล่นในตลาด
การแข่งขันในตลาดผู้บริโภคของจีนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งธุรกิจชานม กาแฟ และฟาสต์ฟู้ด ต่างใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อแย่งชิงลูกค้า ผลที่ตามมาคือ บริษัทที่มีต้นทุนต่ำและระบบซัพพลายเชนแข็งแกร่งสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กหรือแบรนด์ที่มีต้นทุนสูงต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
บางรายต้องปิดกิจการหรือถอนตัวออกจากตลาด กล่าวอีกนัยหนึ่ง สงครามราคาในจีนไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่เป็นกระบวนการคัดเลือกผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดให้เหลือรอด
2. Franchise Machine เติบโตด้วยการขายระบบ ไม่ใช่ขายสินค้า
จุดร่วมของ Mixue, Chagee, Wallace และ Tastien คือการให้ความสำคัญกับการสร้างระบบแฟรนไชส์ที่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะลงทุนเปิดร้านเองทั้งหมด บริษัทเลือกสร้างมาตรฐานการดำเนินงาน ระบบจัดส่งวัตถุดิบ
และการฝึกอบรมแฟรนไชส์ให้มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถขยายสาขาได้หลายพันแห่งภายในระยะเวลาไม่นาน โดยใช้เงินลงทุนของผู้ประกอบการแฟรนไชส์เป็นแรงขับเคลื่อน โมเดลนี้ทำให้บริษัทเติบโตได้เร็ว พร้อมรักษามาตรฐานสินค้าและบริการในทุกสาขา
3. Digital First ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนธุรกิจ
แบรนด์ผู้บริโภคจีนจำนวนมากให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหัวใจของธุรกิจ แทบทุกแบรนด์มีแอปพลิเคชัน ระบบสมาชิก คูปองดิจิทัล การชำระเงินผ่านมือถือ และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคและนำข้อมูลไปใช้พัฒนาสินค้า
รวมถึงออกแบบแคมเปญการตลาดที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม การใช้ข้อมูลอย่างเข้มข้นช่วยให้แบรนด์จีนตอบสนองตลาดได้รวดเร็ว และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
4. Supply Chain หัวใจที่สร้างความได้เปรียบ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการลงทุนในระบบซัพพลายเชน ตั้งแต่โรงงานผลิตวัตถุดิบ คลังสินค้า โลจิสติกส์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ การควบคุมห่วงโซ่อุปทานด้วยตนเองช่วยให้บริษัทลดต้นทุน รักษาคุณภาพสินค้า และเพิ่มความรวดเร็วในการขยายสาขา โมเดลนี้คล้ายกับแนวทางของบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายแห่งที่ลงทุนควบคุมการผลิตและการจัดส่งเอง เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนในระยะยาว
5. Guochao เมื่อผู้บริโภคจีนเชื่อมั่นในแบรนด์ประเทศตัวเอง
ปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตของแบรนด์จีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือกระแส Guochao หรือการหันมาสนับสนุนสินค้าและแบรนด์ของจีน คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้มองว่าแบรนด์ตะวันตกเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพเหนือกว่าอีกต่อไป แต่กลับให้คุณค่ากับแบรนด์จีนที่สามารถผสมผสานนวัตกรรม การออกแบบ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
กระแสดังกล่าวเปิดโอกาสให้แบรนด์อย่าง Mixue, Chagee, Tastien และ Luckin Coffee เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศ ก่อนจะเริ่มขยายอิทธิพลสู่ตลาดโลก
การเติบโตของแบรนด์เครื่องดื่มและฟาสต์ฟู้ดจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจจีน จากประเทศที่เคยเป็นฐานการผลิตของโลก สู่การเป็นผู้สร้างแบรนด์ระดับโลกด้วยตนเอง
สิ่งที่ทำให้แบรนด์เหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงการตั้งราคาที่ต่ำหรือการขยายสาขาจำนวนมาก แต่คือการสร้างระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงซัพพลายเชน เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบแฟรนไชส์ และการสร้างแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่แบรนด์ตะวันตกจำนวนมากเคยเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม วันนี้ผู้เล่นจากจีนกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของตนเอง และเริ่มส่งออกโมเดลธุรกิจดังกล่าวไปยังตลาดต่างประเทศ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าแบรนด์จีนจะมาแทนแบรนด์ตะวันตกหรือไม่ แต่คือ แบรนด์ระดับโลกในทศวรรษหน้าจะมีต้นกำเนิดจากจีนมากขึ้นเพียงใด เพราะจากทิศทางในปัจจุบัน จีนไม่ได้ส่งออกเพียงสินค้าอีกต่อไป หากกำลังส่งออกทั้งแบรนด์ โมเดลธุรกิจ และวิธีคิดในการแข่งขันสู่ตลาดโลก
.
.
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวบรวมข้อมูล
Cr.https://www.facebook.com/share/p/1BcWycW4Q5/