The Odyssey ของ Christopher Nolan คือหนังเกี่ยวกับการล่มสลายของโลก ที่แอบซ่อนอยู่ในเรื่องเล่าการกลับบ้าน (Spoil)

Odysseus กับ Oppenheimer เป็นคนแบบเดียวกัน ทั้งคู่เป็นคนฉลาดที่สุดในยุคของตัวเอง ทั้งคู่ยุติสงครามด้วยสิ่งประดิษฐ์จากสติปัญญา และทั้งคู่ต้องแบกรับผลของมันไปตลอดชีวิต ดู The Odyssey จบจึงอดรู้สึกไม่ได้ว่านี่คือภาคต่อทางจิตวิญญาณของ Oppenheimer แต่นั่นยังไม่ใช่ชั้นที่ลึกที่สุดของหนัง

เพราะสิ่งที่ Nolan ทำกับ The Odyssey ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องคนสร้างอาวุธซ้ำอีกรอบ เขาย้ายคำถามจากระดับปัจเจกไปสู่ระดับอารยธรรม ในขณะที่ Oppenheimer ถามว่าคนคนหนึ่งอยู่กับสิ่งที่ตัวเองสร้างได้อย่างไร The Odyssey กลับถามว่าโลกทั้งใบจะเหลืออะไร หลังจากมันชนะสงครามด้วยวิธีที่ทำลายกติกาของตัวเอง

โลกหลังชัยชนะ เมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นในยุคที่โลกกำลังล่มสลายจริง ๆ

กุญแจของชั้นที่ลึกกว่านั้น คือฉากหลังทางประวัติศาสตร์ที่หนังจงใจวางไว้

สงครามเมืองทรอยตามการประมาณของนักประวัติศาสตร์เกิดขึ้นราวปลายศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์ที่เรียกว่า Bronze Age Collapse การล่มสลายครั้งใหญ่ที่กวาดอารยธรรมรอบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกหายไปเกือบหมดภายในไม่กี่ทศวรรษ ทั้งไมซีเนียนของฝ่ายกรีกเอง ฮิตไทต์ และนครรัฐการค้าสำคัญอีกหลายแห่ง โลกที่ส่งกองเรือพันลำไปตีทรอย คือโลกที่กำลังจะไม่เหลืออยู่

การที่บทพูดในหนังอ้างถึง "ผู้มาจากทะเล" (Sea Peoples) จึงไม่ใช่รายละเอียดประดับฉาก มันคือการประกาศจุดยืน เพราะ Sea Peoples คือปริศนาใหญ่ที่สุดของยุคนั้น เป็นกลุ่มผู้รุกรานที่จารึกอียิปต์บันทึกไว้ว่าถล่มชายฝั่งทั่วภูมิภาค โดยไม่มีใครรู้แน่ชัดจนทุกวันนี้ว่าพวกเขาเป็นใครและมาจากไหน สมมติฐานหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์เสนอคือ พวกเขาอาจไม่ใช่คนนอกเลย แต่เป็นผู้ลี้ภัย ทหารปลดประจำการ และประชากรพลัดถิ่นจากอารยธรรมที่กำลังพังกันเอง กล่าวคือโลกเก่าไม่ได้ถูกทำลายโดยศัตรูจากภายนอก แต่มันกินตัวเอง

นี่คือกรอบการมองที่เปลี่ยนความหมายของทั้งเรื่อง และเส้นเวลาก็ยืนยันมัน ตามขนบ ทรอยแตกในปี 1184 ก่อนคริสตกาล ส่วนปี 1177 ที่นักประวัติศาสตร์ Eric Cline เรียกว่า "ปีที่อารยธรรมล่มสลาย" อยู่ตรงกลางสิบปีที่ Odysseus ระหกระเหินอยู่กลางทะเลพอดี เขาไม่ได้ล่องเรือกลับบ้านก่อนการล่มสลาย เขาล่องเรือผ่านมัน และเมื่อวางสองเส้นเวลาทับกัน ภาพก็ชัดจนแทบไม่ต้องตีความ กองเรือกรีกที่กลับจากทรอย ซึ่งก็คือทหารผ่านศึกที่เร่ร่อนทางทะเล ปล้นเมืองระหว่างทาง และไร้บ้านให้กลับ ออกอาละวาดอยู่ในช่วงปีเดียวกับที่จารึกอียิปต์บันทึกการโจมตีของผู้มาจากทะเล ทหารที่เหลือจากสงครามนั่นเองคือ Sea Peoples และหนังไม่ได้ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นแค่การตีความ เมื่อ Penelope ถาม Odysseus ว่าเขาคือผู้มาจากทะเลใช่ไหม เขาตอบว่าใช่ ผู้ทำลายโลกกับวีรบุรุษของโลกคือคนกลุ่มเดียวกัน และหนังยืนยันมันจากปากของตัวเอกเอง

ม้าไม้ สิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนกฎของโลก

ในกรอบการมองนี้ ม้าไม้จึงไม่ใช่แผนการอันชาญฉลาดที่ควรค่าแก่การสรรเสริญ แต่เป็นช่วงเวลาที่เส้นบางอย่างถูกข้าม ก่อนหน้าม้าไม้ สงครามคือการเผชิญหน้าตามกติกาที่โลกยุคนั้นเข้าใจร่วมกัน ม้าไม้เปลี่ยนมันเป็นการหลอกลวง การแทรกซึม และการทำลายจากภายใน และเมื่อวิธีนี้ถูกพิสูจน์ว่าได้ผล โลกก็ถอยกลับไม่ได้อีก เช่นเดียวกับที่การทดลอง Trinity เปิดประตูสู่ยุคนิวเคลียร์ ม้าไม้เปิดประตูสู่โลกที่ชัยชนะไม่ต้องการความชอบธรรมอีกต่อไป

Nolan ตอกย้ำการอ่านนี้ด้วยภาพในองก์สุดท้าย เมื่อม้าไม้ถูกเผา มันไม่ใช่การเก็บกวาดสมรภูมิ แต่คือภาพของกติกาเก่า ทั้งกฎของเทพเจ้าและกฎของสงครามที่มีเกียรติ ที่มอดไหม้ไปพร้อมกัน มันคือคู่แฝดของฉากจบ Oppenheimer ที่ขีปนาวุธนิวเคลียร์พุ่งทะยานเผาผลาญโลกในจินตนาการของผู้สร้าง เพราะทั้งสองภาพคือผู้ประดิษฐ์ที่มองเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองปล่อยออกมานั้นใหญ่กว่าสงครามที่มันยุติ

Odysseus ของ Matt Damon แบกน้ำหนักนี้ไว้ตลอดเรื่อง ความกลัว ความลังเล และความรู้สึกผิดขับเคลื่อนตัวละครนี้มากกว่าความปรารถนาจะกลับบ้าน สิบปีในทะเลของเขาอ่านได้เป็นโทษทัณฑ์แบบเดียวกับที่ Oppenheimer ต้องนั่งฟังคำไต่สวนในห้องแคบ ๆ นั่นคือการเป็นผู้ชนะที่โลกไม่อนุญาตให้รู้สึกว่าชนะ

ใบหน้าที่หนังไม่ยอมให้เห็น

การตัดสินใจในการกำกับที่ยืนยันการอ่านทั้งหมดนี้ชัดที่สุด คือวิธีที่ Nolan ปฏิบัติต่อ Agamemnon (Benny Safdie) หนังจงใจซ่อนใบหน้าของเขา และผลของมันคือ Agamemnon หยุดเป็นตัวละคร แล้วกลายเป็นภาพแทนของสงครามเอง เป็นตัวแทนของอำนาจ ความทะเยอทะยาน และระบบที่ผลักมนุษย์เข้าสู่ความขัดแย้ง โดยไม่มีใบหน้าให้เราตำหนิ

การตัดสินใจนี้ทำงานคู่กับวิธีที่หนังถ่าย Odysseus ในทิศทางตรงข้าม คือกล้องจ้องใบหน้าของ Damon ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สงครามในหนังเรื่องนี้จึงมีสองใบหน้า ใบหน้าที่ถูกซ่อนคือระบบ ส่วนใบหน้าที่ถูกจ้องคือมนุษย์ที่ระบบใช้งาน และเมื่อระบบได้สิ่งที่ต้องการแล้ว คนที่เหลืออยู่ให้แบกรับผลลัพธ์ คือคนที่มีใบหน้า

เทพเจ้าที่เป็นความรู้สึกผิดของตัวเอง

เทพเจ้าในหนังเรื่องนี้ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง เมื่อ Athena ปรากฏตัวมาสนทนากับ Odysseus หนังแสดงให้เห็นชัดว่า Calypso มองไม่เห็นเธอ นั่นแปลว่า Athena ไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริง เธออยู่ในหัวของ Odysseus เท่านั้น และ Nolan ยังตอกย้ำอีกชั้นด้วยการให้นักบวชหญิงที่ถูกลูกน้องของ Odysseus ตัดคอในวิหาร มีใบหน้าเดียวกับ Athena ทุกครั้งที่เทพีปรากฏตัวมาชี้ทางให้เขา เธอจึงสวมใบหน้าของหญิงที่เขาปล่อยให้ตาย สิ่งที่ดูเหมือนการนำทางจากสวรรค์ แท้จริงคือความรู้สึกผิดที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอดสิบปี และนัยของมันก็สำคัญมาก เพราะมันแปลว่าไม่มีเทพเจ้าองค์ไหนสั่งให้เขาทำ ไม่มีเทพเจ้าองค์ไหนมาอภัยให้เขา ไม่มีชะตาที่ถูกลิขิตไว้ให้โทษ ทุกอย่างคือการตัดสินใจของมนุษย์คนหนึ่งที่เลือกเอง และต้องอยู่กับผลของมันเอง อารยธรรมนี้ไม่ได้ล่มสลายเพราะคำสาปของเทพ แต่ล่มสลายเพราะมนุษย์ที่ฉีกกฎของตัวเองทิ้ง

และการที่หนังวางฉากประหารนักบวชไว้ติดกับภาพหอคอยเมืองทรอยที่ไฟลุกท่วมและม้าไม้ที่กำลังมอดไหม้ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การเรียงภาพสามภาพนี้ไว้ด้วยกันทำให้เห็นว่าสิ่งที่ถูกทำลายในคืนนั้นไม่ได้มีแค่ชั้นเดียว ศาสนาถูกทำลายไปพร้อมกับนักบวชในวิหาร เมืองและผู้คนถูกทำลายไปพร้อมกับกำแพง และกติกาที่ค้ำโลกทั้งใบไว้ถูกทำลายไปพร้อมกับม้าไม้ ชัยชนะที่ทรอยจึงไม่ใช่การชนะสงคราม แต่คือการรื้อเสาทุกต้นที่ค้ำอารยธรรมไว้พร้อมกันในคืนเดียว

การกลับบ้านที่ไม่ใช่การรอด

เมื่อมองผิวเผิน ตอนจบของสองเรื่องเหมือนเดินคนละทาง เพราะ Oppenheimer จบด้วยความแน่นอนว่าหายนะจะมาถึง ปฏิกิริยาลูกโซ่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เหลือเพียงคำถามว่าเมื่อไหร่ ส่วน Odysseus ได้รับสิ่งที่ Oppenheimer ไม่มีวันได้ คือการกลับบ้านและการไถ่บาป ซึ่งดูเหมือนเป็นตอนจบแห่งความหวัง

แต่นั่นคือกับดักที่ Nolan วางไว้ เพราะการกลับถึงอิธากาไม่ใช่การรอด มันเป็นเพียงการไถ่บาปส่วนบุคคล ในโลกที่คำพิพากษาระดับอารยธรรมถูกอ่านไปแล้ว ประวัติศาสตร์บอกเราว่าโลกที่ Odysseus กลับไปหานั้นเหลือเวลาอีกไม่นาน อารยธรรมไมซีเนียนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวังทุกหลัง เมืองทุกเมือง หรือแม้แต่ตัวอักษรที่ใช้เขียน จะหายไปจนหมดภายในไม่กี่ชั่วอายุคน อ้อมกอดของ Penelope คือฉากอบอุ่นที่สุดในหนัง และเป็นฉากที่โหดร้ายที่สุดในเวลาเดียวกัน เพราะคนดูที่รู้ประวัติศาสตร์รู้ว่าบ้านที่เขาใช้เวลาสิบปีเดินทางกลับมาหา กำลังจะไม่เหลืออยู่

สองเรื่องจึงไม่ได้แยกทางกัน มันจบที่จุดเดียวกันพอดี นั่นคือปฏิกิริยาลูกโซ่ได้เริ่มขึ้นแล้ว และไม่มีใครหยุดมันได้ ต่างกันเพียงว่า Oppenheimer มองเห็นมัน ส่วนโลกของ Odysseus ยังไม่รู้ตัว ซึ่งข้อหลังน่ากลัวกว่า และ Nolan ก็รู้ว่ามันน่ากลัวกว่า

หรือเรากำลังอยู่ในยุคสำริดตอนปลายของตัวเอง?

แต่คำถามที่หนังทิ้งไว้ให้คนดูแบกกลับบ้าน อาจไม่ใช่คำถามเกี่ยวกับโลกโบราณเลย

Nolan ไม่เคยสร้างหนังย้อนยุคเพื่อหนีจากปัจจุบัน Dunkirk พูดกับยุคที่ยุโรปตั้งคำถามกับความเป็นหนึ่งเดียวของตัวเอง Oppenheimer ออกฉายในโลกที่นาฬิกาวันสิ้นโลกเดินใกล้เที่ยงคืนที่สุดในประวัติศาสตร์ การที่เขาเลือกเล่ามหากาพย์เรื่องนี้โดยตอกหมุดมันลงบน Bronze Age Collapse แทนที่จะเล่าเป็นแฟนตาซีลอยจากเวลาแบบที่ฮอลลีวูดเคยทำ จึงอ่านเป็นอย่างอื่นได้ยาก นอกจากการยกกระจกขึ้นส่องยุคของเรา

และภาพในกระจกก็คล้ายกันอย่างน่ากังวล โลกยุคสำริดตอนปลายคือโลกที่เชื่อมโยงกันสูงสุดในยุคของมัน ทั้งเครือข่ายการค้า ทองแดงจากไซปรัส ดีบุกจากอัฟกานิสถาน ไปจนถึงระบบพันธมิตรและจดหมายทูตระหว่างมหาอำนาจ และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าความเชื่อมโยงนั้นเองที่ทำให้มันพังทั้งระบบ เพราะเมื่อข้อต่อหนึ่งหลุด ทั้งเครือข่ายก็ล้มตามกันเหมือนโดมิโน มันคือโลกาภิวัตน์ครั้งแรกของมนุษยชาติ และการล่มสลายครั้งแรกของโลกาภิวัตน์

โลกของเราเชื่อมโยงกันยิ่งกว่านั้นหลายเท่า และม้าไม้ของเราก็มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ต้องเดาว่ามันคืออะไร เพราะ Nolan เคยสร้างหนังทั้งเรื่องเล่าถึงมันไปแล้ว มันเกิดขึ้นเช้ามืดวันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ในทะเลทรายนิวเม็กซิโก

และถ้าจริงจังกับสมการม้าไม้เท่ากับ Trinity ก็ต้องจริงจังกับนัยของมันด้วย นั่นคือช่วงเวลาม้าไม้ของเราไม่ใช่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้า มันผ่านไปแล้ว ม้าถูกลากเข้ากำแพงเมืองไปแล้ว เส้นถูกข้ามไปแล้ว ทุกอย่างหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันสะสมอาวุธ สงครามเย็น หรือโลกที่อยู่ใต้เงาของปุ่มเพียงปุ่มเดียวมาแปดสิบปี ล้วนไม่ใช่ม้าไม้ตัวใหม่ แต่เป็นทหารที่ทยอยไต่ลงมาจากท้องม้าตัวเดิม และเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับที่ Odysseus ลอยคออยู่กลางทะเล นั่นคือทศวรรษหลังชัยชนะ ก่อนการล่มสลายจะปรากฏชัด คำถามของ Nolan จึงไม่ใช่ "เรากำลังเดินสู่เส้นทางเดียวกันหรือเปล่า" เพราะคำตอบนั้นหนังตอบไปแล้ว คำถามที่เหลือมีเพียงว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของเส้นทาง

ความน่ากลัวของ Bronze Age Collapse คือไม่มีใครในยุคนั้นตอบคำถามนี้ได้ทัน จารึกสุดท้ายของอูการิตเขียนขอกำลังเสริมในขณะที่เมืองกำลังถูกเผา อารยธรรมไม่เคยรู้ว่าตัวเองกำลังล่มสลาย จนกระทั่งมันล่มสลายไปแล้ว

บทสรุป

The Odyssey ของ Nolan ไม่ได้ถามว่า Odysseus จะกลับบ้านได้อย่างไร มันถามว่าอารยธรรมสูญเสียอะไร เมื่อความฉลาดถูกใช้ทำลายกติกาที่ค้ำมันไว้ ม้าไม้จึงไม่ใช่สัญลักษณ์ของชัยชนะ แต่เป็นประตูบานแรกสู่โลกที่การชนะสงคราม กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อารยธรรมไมซีเนียนล่มสลายไปทั้งหมด

และถ้าอ่านหนังเรื่องนี้เป็นกระจก ข้อความของมันก็ตรงไปตรงมาอย่างเยือกเย็นว่า Oppenheimer, The Odyssey และโลกของเรา ไม่ใช่สามเรื่องที่เดินคนละทาง แต่เป็นเรื่องเดียวกันที่เล่าอยู่สามรอบ นั่นคืออารยธรรมสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนกฎ ข้ามเส้นที่ถอยกลับไม่ได้ แล้วเดินต่อไปโดยไม่รู้ตัวว่าปฏิกิริยาลูกโซ่เริ่มขึ้นแล้ว

ทว่าสิ่งที่ Nolan ต้องการสื่อจริง ๆ ถูกซ่อนไว้ในบทพูดหนึ่ง Odysseus พูดว่าเรื่องราวของเขาจะกลายเป็นลำนำ และลำนำจะยังคงอยู่ผ่านกาลเวลา ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเขาพูดถูก เพราะสิ่งเดียวที่รอดข้าม Bronze Age Collapse มาถึงเราไม่ใช่วัง ไม่ใช่เมือง ไม่ใช่จักรวรรดิ แต่คือลำนำของกวีตาบอดคนหนึ่ง และเมื่อลำนำของยุคนั้นก็คือภาพยนตร์ของยุคนี้ ประโยคนั้นจึงไม่ได้พูดกับตัวละครในเรื่อง แต่คือ Nolan กำลังพูดกับคนดูตรง ๆ ว่าการสร้าง The Odyssey ไม่ใช่แค่การดัดแปลงมหากาพย์ แต่คือการรับไม้ต่อจาก Homer และคือคำตอบของคำถามที่หนังตั้งไว้เอง ถ้าเราหยุดการล่มสลายไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราเลือกได้คือจะเหลืออะไรไว้ให้โลกที่งอกขึ้นมาจากซากของเรา คำตอบของ Odysseus คือลำนำของ Homer ส่วนคำตอบของ Nolan คือหนังเรื่องนี้
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่