มาดูกันว่าสื่อใหญ่อย่าง ESPN ให้คะแนนการแสดงของศิลปินแต่ละคนในการแสดง ⚽ World Cup final halftime show คนละเท่าไร ?


✨ มาดอนน่า และแขกรับเชิญสุดพิเศษ


เปิดฉากความมันส์ด้วยการที่ "ราชินีแห่งป๊อป" ถูกพิกัดส่งตัวผ่านอุโมงค์มาบนรถบักกี้ตะลุยทราย โดยมีสองตำนานนักเตะบราซิลอย่าง โรนัลโด้ (เป็นคนขับ) และ โรนัลดินโญ่ (เป็นคนนั่งข้าง) เอาไปเลย 10 เต็ม 10 แบบไม่มีหัก ไม่มีข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น

เดี๋ยวนะ... นี่เราต้องให้คะแนนพาร์ทโชว์ดนตรีด้วยเหรอ ?

เอ้า! แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องเพลง มันก็ไม่ได้แย่เลยนะ (ออกจะเจ๋งด้วยซ้ำ) เพลงแดนซ์ป๊อปยุค 2000 สุดฮิตอย่าง 'Music' คือเพลงที่มาดอนน่าเลือกหยิบมาโชว์ — ซึ่งพูดกันตามตรง มันคือเพลงที่โคตรติดหู — ในขณะที่มีทำนองเพลงระดับตำนานอย่าง 'Disco Inferno' เปิดคลออยู่เป็นเบื้องหลัง เห็นว่าเธอเรียกโชว์นี้รวม ๆ กันว่า 'Music Inferno' ซึ่งสำหรับพาร์ทนี้ ไม่มีอะไรให้ต้องบ่นเลยจริง ๆ

ตอนที่พวกเขาก้าวลงสู่สนาม โรนัลโด้ฉีกยิ้มกว้างแบบปิติสุด ๆ เพลง 'Seven Nation Army' ของวง The White Stripes ดังกระหึ่มขึ้น โดยมี กุสตาโว ดูดาเมล (Gustavo Dudamel) วาทยากรชาวเวเนซุเอลาเป็นผู้ควบคุมวงออร์เคสตรา แถมยังมี แอนิมอล (Animal) เจ้าตัวขนดกชื่อดังจาก The Muppets มารับหน้าที่รัวกลองให้อีกต่างหาก!

เป็นโชว์ที่เหมือนกับหลุดเข้าไปในความฝันอันบ้าคลั่งหลุดโลก... แต่บอกเลยว่าเป็นความฝันที่เราโคตรจะเอนจอยและสนุกกับมันแบบสุด ๆ

👉 คะแนนรีวิว: 9/10






✨ BTS


ต่อเนื่องจากโชว์หุ่นเชิด Muppets ที่ทั้งแปลกประหลาดแต่ก็เจ๋งเป้ง (ซึ่งแอบมีมุกแซวเรื่อง 'การพายเรือ' ของทีมชาตินอร์เวย์รวมอยู่ด้วย) บอยแบนด์ป๊อปสุดฮอตระดับโลกจากเกาหลีใต้ก็ลงสู่สนามพร้อมสาดพลังงานความมันส์ด้วยเพลงฮิตอย่าง 'Dynamite'

ไลน์เต้นของพวกเขาไร้ที่ติสุด ๆ มีการใส่ท่าเตะกลางอากาศเข้าไปในโชว์ ซึ่งเอาจริง ๆ ท่าเตะนี้ดูหวาดเสียวและสร้างความน่ากลัวได้มากกว่าเกมรุกของทีมชาติอาร์เจนตินาในสนามช่วงครึ่งแรกเสียอีก!

พูดกันตามตรง (อย่างน้อยก็ในหน้ากระดาษ) พวกเขาคือโชว์ที่ดีที่สุดของงานนี้ และควรจะได้เวลาบนเวทีมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

👉 คะแนนรีวิว: 8/10





✨จัสติน บีเบอร์


ถัดมาบนหน้าจอคือ เท็ด ลาสโซ (Ted Lasso) และ โค้ชเบียร์ด (Coach Beard) ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนตัวสำรองส่ง "จัสติน บีเบอร์" ลงสนาม

โถ... พ่อคุณเอ๊ยยย รายชื่อเพลงในคลังของเขามีให้เลือกตั้งเยอะแยะ เราน่าจะได้ฟังเพลงอย่าง 'Where Are Ü Now,' 'Sorry,' 'Stay' หรือจะย้อนวัยไปยุคเก่ากับ 'Baby' ก็ยังได้ หรือถ้าอยากได้เพลงป๊อปบัลลาดซึ้ง ๆ งั้นจัด 'Love Yourself' หน่อยเป็นไง ?

แต่เปล่าเลย... เพลงที่เราได้ฟังกลับเป็น 'Everything Hallelujah' ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงยุคหลัง ๆ ของบีเบอร์ บอกตรง ๆ ว่าไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ถึงแม้ช่วงท้ายเพลงเขาจะอุตส่าห์แอบหยอดเนื้อร้องเปลี่ยนเป็น 'World Cup Hallelujah' เข้าไปด้วยก็เถอะ แต่ความรู้สึกมันเหมือนกับว่า เราน่าจะได้อะไรที่ว้าวและพีคกว่านี้จากศิลปินที่เรารู้ดีว่าเขาสามารถระเบิดพลังบนเวทีใหญ่ ๆ ได้สบายมาก


👉 คะแนนรีวิว: 6/10






✨Shakira and Burna Boy

คราวนี้ไม่มีการตัดสลับฉากอะไรทั้งนั้น เราเปลี่ยนตัวบีเบอร์ออกแล้วส่งชากีราลงสนามแทนทันที

"เจ้าแม่แห่งบอลโลก" ไม่ทำให้เราผิดหวังเรื่องพลังเสียงเลยจริง ๆ เธอมาร่วมร้องเพลง 'Dai Dai' ซึ่งเป็นเพลงประจำการแข่งขันอย่างเป็นทางการของปี 2026 ร่วมกับ เบอร์นา บอย ได้อย่างปลุกเร้าอารมณ์สุด ๆ (ซึ่งเอาจริง ๆ เพลงนี้ยิ่งฟังก็ยิ่งเพราะขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมานะ)

ขอหักคะแนนหน่อยละกันข้อหาที่ไม่ยอมใส่รองเท้าขึ้นแสดงด้วยเหตุผลบางประการ แต่ก็นะ... การมีเธออยู่ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลรายการใหญ่ ๆ แบบนี้ ถือเป็นเรื่องดีงามเสมอ


👉คะแนนรีวิว: 7/10







คณะประสานเสียง PS22 และ  Coldplay


มิสพิกกี้ (Miss Piggy) และ กบเคอร์มิท (Kermit) ต่างจ้องลึกเข้าไปในตาของกันและกัน ในขณะที่เพลง 'Believe in Love' — ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเพลงใหม่ของวง Coldplay — ถูกบรรเลงขึ้น โดยได้พลังเสริมก้อนโตจาก PS22 Chorus คณะประสานเสียงดีกรีรางวัล Webby Award ซึ่งประกอบไปด้วยเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาจากเกาะสแตเทน (Staten Island)

คริส มาร์ติน (Chris Martin) ผู้รับหน้าที่เป็นคิวเรเตอร์ (แม่งานจัดสรรโชว์) ของพาร์ทครึ่งเวลานี้ และเพื่อนร่วมวง ได้รับการสมทบในสนามจากศิลปินทุกคนที่ขึ้นแสดงก่อนหน้านี้ พร้อมกับมีคำว่า "believe in love" (จงเชื่อในความรัก) ถูกสลักเด่นหราอยู่รอบ ๆ สนาม ถือเป็นการปิดฉากช่วงเวลาประมาณ 11 นาทีได้อย่างงดงามและเหมาะสม ซึ่งเป็น 11 นาทีที่เราคงจะไม่มีวันลืมมันลงง่าย ๆ แน่นอน


👉คะแนนรีวิว: 7/10




แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่