ขี้ลืมเป็นเหตุ… เกือบกลายเป็น “มิจฉาชีพ” โดยไม่ได้ตั้งใจ

ก่อนอื่นต้องขอโทษทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ หากอ่านจบแล้ว อย่าด่าแรงนะคะ เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้เราลงโทษตัวเองหนักกว่าที่ใครจะด่าเสียอีก
วันนี้อยากมาแชร์ประสบการณ์ที่คิดว่าไม่น่าจะเกิดกับตัวเอง แต่กลับเกิดขึ้นจริง
ไม่รู้จะเรียกว่าเป็น “เรื่องเตือนภัย” หรือ “เรื่องเตือนสติ” ดี เพราะสุดท้ายแล้ว สาเหตุทั้งหมดเกิดจากความสะเพร่าและความขี้ลืมของตัวเราเอง
หวังว่าเรื่องนี้จะทำให้หลายคนใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น ไม่รีบ ไม่เร่ง และตรวจเช็กทุกอย่างก่อนเดินออกจากที่ไหนสักแห่ง

เรื่องมีอยู่ว่า…
วันนั้นเราได้พบกับคนคนหนึ่ง ซึ่งขออนุญาตไม่บอกว่าเจอกันในสถานการณ์ไหนนะคะ เพราะมีเหตุผลที่ต้องขอสงวนไว้
เราไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่เคยเจอกันมาแล้วประมาณ 2 ครั้ง
ความสัมพันธ์ก็เป็นแค่คนที่มีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ต่างคนต่างสุภาพ ให้เกียรติกัน และพูดคุยกันดี แต่ไม่ได้สนิทกัน
หลังจากคุยธุระเสร็จ ต่างฝ่ายก็กำลังจะแยกย้ายกลับ
ก่อนกลับ เขาเอาของจำนวน2ถุง ให้เราเป็นของที่ระลึก
ส่วนเราสะพายเป้ใบเล็ก ก็เลยกำลังจัดของใส่กระเป๋าไปด้วย คุยกับเขาไปด้วย
จังหวะนั้น…เรามองแต่หน้าเขา ไม่ได้มองของที่ตัวเองกำลังหยิบเลย
จากนั้นก็แยกย้ายกัน

ผ่านไปประมาณ 30 นาที
เราแวะเซเว่น ซื้อของเสร็จก็เรียก Grab กลับบ้าน
พอขึ้นรถก็เปิดกระเป๋าเพื่อจัดของ
แล้วก็ต้องช็อก…
มีโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช่ของเราอยู่ในกระเป๋า
เรานิ่งไปหลายวินาที ก่อนจะอุทานกับตัวเองว่า
“เฮ้ย…มือถือเขามาอยู่ในกระเป๋าเราได้ยังไง!”
ตอนนั้นทั้งงง ทั้งตกใจมาก
รีบหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมา แล้วส่งไลน์หาเขาทันทีว่า
“โทรศัพท์คุณอยู่กับเรานะ”
แต่สิ่งที่ทำให้ใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มก็คือ…
ข้อความเด้งเข้ามือถือเครื่องที่อยู่ในมือเราเอง
นั่นหมายความว่า…
มือถือที่อยู่ในกระเป๋า คือมือถือของเขาจริง ๆ
ส่วนมือถือของเรา ก็อยู่กับเราปกติ
แปลว่า…
เราหยิบโทรศัพท์เขาใส่กระเป๋ามา ทั้ง ๆ ที่มือถือตัวเองก็อยู่กับตัวอยู่แล้ว
ตอนนั้นรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน
ในหัวมีแต่คำถามว่า
“จะทำยังไงดี…”

เราลองโทรกลับไปยังสถานที่ที่เจอกัน
พนักงานบอกว่า…
เจ้าของมือถือกลับไปแล้ว และกำลังตามหาโทรศัพท์อยู่
รวมถึงกำลังจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ
แค่นั้นแหละ…
ใจเราหล่นวูบ
เราคิดทันทีว่า
“เขาต้องคิดว่าเราขโมยแน่ ๆ”
ตอนนั้นเราก็อยู่บนรถ Grab แล้ว
จะย้อนกลับก็ไม่ทัน
จะเอาไปส่งที่โรงพักก็ไม่รู้ว่าจะเจอกันไหม
ส่วนมือถือเครื่องนั้นก็ล็อกอยู่
ปลดล็อกไม่ได้
โทรออกไม่ได้
กดอะไรแทบไม่ได้เลย
เราไม่เคยคิดจะเดารหัสผ่านด้วยซ้ำ เพราะรู้ว่าถ้ากดผิดหลายครั้ง เครื่องจะล็อกหนักกว่าเดิม
เลยได้แต่นั่งมองหน้าจอ
แล้วโชคดีมาก…
เราสังเกตเห็นตัวหนังสือเล็ก ๆ บนหน้าจอ
เหมือนเป็นเบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่เจ้าของเครื่องตั้งไว้
มีอยู่ 2 เบอร์
เราเดาว่าเบอร์แรกน่าจะเป็นคุณแม่
เลยตัดสินใจโทร
ปลายสายรับเป็นผู้หญิงจริง ๆ
เรารีบพูดทันทีว่า
“สวัสดีค่ะ หนูโทรมาเพราะอยากคืนโทรศัพท์เจ้าของเครื่องค่ะ หนูหยิบผิดมา นึกว่าเป็นของตัวเอง”
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง
คงงงมาก
คงคิดในใจว่า…
ใครจะหยิบโทรศัพท์คนอื่นผิดได้ขนาดนี้
หลังจากนั้นคุณแม่ถามชื่อเรา
ซึ่งน่าจะเคยเห็นจากแชตที่คุยกับลูกชาย
เมื่อเรายืนยันตัวตนได้ คุณแม่ก็ยังงงไม่หาย
ถามว่า
“มือถือมาอยู่กับหนูได้ยังไง”
เราก็เล่าความจริงทั้งหมด
ว่า…
บนโต๊ะมีมือถือวางอยู่สองเครื่อง
ทั้งสองเครื่องคว่ำหน้าจอดำ
ขนาดใกล้เคียงกัน
น้ำหนักก็พอ ๆ กัน
ด้วยความที่เราคุยไป จัดของไป ไม่ได้มองตอนหยิบ
สุดท้ายเลยหยิบมือถือของเขาใส่กระเป๋าไปด้วย
ซึ่งพอมาคิดย้อนกลับ…
เราหยิบผิดถึง 2 รอบ โดยไม่รู้ตัว

สุดท้าย…
เราเรียกไรเดอร์ให้ไปส่งมือถือคืนทันที
พร้อมแนบจดหมายเขียนขอโทษไว้ในกล่องพัสดุ
และส่งข้อความขอโทษทางไลน์อีกครั้ง
เขาไม่ได้ตอบกลับ
แต่ภายหลังทราบว่าเขายกเลิกการแจ้งความแล้ว

เหตุการณ์จบลง
แต่ความรู้สึกของเราไม่จบ
เราเสียใจมาก
ทั้งเสียใจ เสียหน้า รู้สึกผิด และโทษตัวเองตลอด
ดิ่งอยู่เกือบ 2 สัปดาห์
เพราะต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกดี ๆ ในฐานะเพื่อนมนุษย์
แต่ความผิดพลาดเพียงไม่กี่วินาที
เกือบทำให้ทุกอย่างพัง

หลังจากวันนั้น
เราเป็นคนระแวงเรื่องโทรศัพท์ไปเลย
ก่อนกลับจากที่ไหนจะเช็กหลายรอบ
เปิดกระเป๋าดู
หยิบขึ้นมาดูว่าใช่ของตัวเองไหม
ถึงขนาดล่าสุด…
อยู่ที่บ้านแท้ ๆ
ยังเผลอหยิบโทรศัพท์แฟนใส่กระเป๋า ทั้งที่โทรศัพท์ตัวเองก็อยู่ในบ้านเหมือนกัน
คงเพราะที่บ้านมีโทรศัพท์สำรองหลายเครื่อง เลยยิ่งทำให้เราต้องระวังตัวมากกว่าเดิม 😅

อยากฝากเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะ
บางครั้ง “มิจฉาชีพ” กับ “คนที่ทำพลาด” ภาพภายนอกอาจดูไม่ต่างกันเลย
ถ้าวันนั้นเราไม่รีบติดต่อคืน
หรือหาเบอร์ติดต่อญาติเขาไม่เจอ
หรือเลือกปล่อยไว้เฉย ๆ
ผลลัพธ์คงแย่กว่านี้มาก
ตั้งแต่นั้นมา เราเตือนตัวเองเสมอว่า
ก่อนลุกจากโต๊ะ ก่อนออกจากร้าน ก่อนขึ้นรถ
ให้หยุดสัก 10 วินาที
มองของทุกชิ้นให้แน่ใจว่าเป็นของตัวเอง
10 วินาทีนั้น อาจช่วยไม่ให้ชีวิตต้องเสียใจเป็นอาทิตย์เหมือนเรา
สุดท้ายนี้ อยากถามเพื่อน ๆ ค่ะ
มีใครเคยเผลอหยิบของคนอื่นติดตัวกลับมาแบบไม่ได้ตั้งใจบ้างไหม?
หรือเราเป็นคนเดียวจริง ๆ 😅
เพิ่มเติมนิดนึงค่ะ
หลังจากเหตุการณ์นี้ เรากลับมาทบทวนตัวเองเยอะมาก
เราสังเกตว่าช่วงหลัง ๆ ตัวเองใช้โซเชียล โดยเฉพาะ TikTok ค่อนข้างเยอะ แต่เราไม่ได้โทษโซเชียลนะคะ เพราะสุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับการจัดการของตัวเราเอง
หลายครั้งเวลาทำอะไร เรารู้สึกว่าใจไม่ค่อยอยู่กับสิ่งที่กำลังทำ สมาธิหลุดง่าย คิดหลายอย่างพร้อมกัน จนบางครั้งขาดความรอบคอบโดยไม่รู้ตัว
เราไม่กล้าฟันธงว่านี่เป็นสาเหตุทั้งหมดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยอมรับว่ามันอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เราไม่จดจ่อกับสิ่งตรงหน้าเท่าที่ควร
หลังจากนี้เราตั้งใจว่าจะลดเวลาเล่นโซเชียลลง ฝึกอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ทำอะไรให้ช้าลง มีสติมากขึ้น และตรวจเช็กสิ่งของทุกครั้งก่อนลุกออกจากสถานที่ไหน
หวังว่าประสบการณ์ของเราจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ใครหลายคนได้เหมือนกันนะคะ
บางครั้งความผิดพลาดครั้งใหญ่ อาจไม่ได้เกิดจากเจตนาที่ไม่ดี แต่อาจเริ่มต้นจากการ “เผลอ” เพียงไม่กี่วินาทีจริง ๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่