สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกท่าน! วันนี้ผมมีเรื่องเดือดๆ ที่ทุกคนน่าจะเคยเจอมาเล่าให้ฟังครับ เรื่องแบตเตอรี่โทรศัพท์นี่แหละ ตัวดีเลย!
เคยไหมครับ? ช่วงเวลาที่แบตมือถือกระพริบเป็นสีแดงแปร๊ดๆ เหลืออยู่แค่ 5% บ้าง 3% บ้าง หัวใจเรานี่เต้นตึกตักยิ่งกว่าตอนสอบเอนทรานซ์อีกครับ โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุน มือไม้สั่นไปหมด เพราะเรารู้ดีว่าถ้ามันดับไป หมายถึงการตัดขาดจากโลกภายนอกทันทีใช่ไหมล่ะครับ?
ปกติเราก็เปิดโหมดประหยัดพลังงานธรรมดาๆ กันอยู่แล้วใช่ไหมครับ? กดปุ๊บก็รอดไปได้อีกนิดหน่อย แต่เชื่อผมเถอะครับว่าเวลาแบตมันจวนเจียนขนาดนั้น โหมดธรรมดามันเอาไม่อยู่แล้ว! มันคือช่วงเวลาที่เราต้องงัด "โหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "โหมดเอาชีวิตรอดฉุกเฉิน" ออกมาใช้ต่างหากครับ! มันไม่ใช่แค่การกดปุ่ม แต่มันคือศาสตร์และศิลป์แห่งการยืดลมหายใจให้มือถือเราต่างหากครับ
มาดูกันครับว่า "โหมดเอาชีวิตรอด" ที่ผมว่ามันเป็นยังไง และเราจะงัดมันออกมาใช้ได้ยังไงบ้างครับ
ก้าวแรก เข้าใจสถานการณ์วิกฤต!
ก่อนอื่นเลยครับ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อแบตเตอรี่เหลือต่ำกว่า 5% ระบบต่างๆ ของมือถือจะถูกบีบให้ทำงานอย่างจำกัดอยู่แล้วครับ แต่ยังไม่พอ! เราต้องไปสุดกว่านั้นอีกครับ คิดซะว่านี่คือการผ่าตัดเอาส่วนเกินที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด เพื่อรักษาชีวิตที่เหลืออยู่ให้นานที่สุดครับ
วิธีเปิดใช้งาน "โหมดเอาชีวิตรอดขั้นสูง" ครับ
มันไม่มีปุ่ม "โหมดเอาชีวิตรอดขั้นสูง" ให้กดหรอกนะครับเพื่อนๆ แต่มันคือชุดคำสั่งและจิตสำนึกที่เราต้องเปิดใช้งานพร้อมกันครับ!
1. ปิดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็น (ขั้นสุด)
ปิด Wi-Fi ทันที ถ้าไม่ได้ใช้งานด่วนๆ สัญญาณ Wi-Fi มันจะคอยแสกนหาเครือข่ายตลอดเวลาครับ เป็นตัวดูดแบตชั้นดีเลยครับ ปิดไปเลย!
ปิด Mobile Data (ข้อมูลมือถือ) อันนี้ก็ตัวกินแบตมหาศาลครับ ถ้าไม่ได้ต้องส่งข้อความสำคัญ หรือรับสายด่วนที่ต้องใช้เน็ต ก็ปิดมันซะครับ! (ถ้ายังต้องรับสาย/รอสายสำคัญ เปิดแค่ 2G/3G พอครับ ถ้าเลือกได้)
ปิด Bluetooth แน่นอนครับ หูฟังบลูทูธ หรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ ก็ปิดให้หมดครับ
ปิด Location Services (บริการระบุตำแหน่ง) GPS นี่ตัวกินพลังงานอันดับต้นๆ เลยครับ ปิดไปซะ เพื่อให้มือถือเรามีชีวิตรอดนานขึ้นครับ
ปิดการสั่น (Vibration) การสั่นในมือถือก็ใช้พลังงานนะครับ ปิดมันซะครับ!
2. ลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำที่สุด
เข้าไปที่การตั้งค่าความสว่างหน้าจอ แล้วลากลงมาให้ต่ำที่สุดเท่าที่เราจะมองเห็นได้ครับ (แต่ไม่ใช่ว่ามืดจนมองไม่เห็นนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นประหยัดแบตจนใช้งานไม่ได้แทน) แสงหน้าจอนี่คืออีกหนึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้แบตหมดเร็วครับ
ถ้าเป็นไปได้ ให้ใช้ Dark Mode (โหมดมืด) ถ้ามือถือเราเป็นหน้าจอแบบ OLED/AMOLED เพราะพิกเซลสีดำจะไม่ต้องใช้พลังงานครับ
3. ปิดแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งหมด
ปัดปิดแอปพลิเคชันทุกตัวที่เราไม่ได้ใช้งานในทันทีครับ บางแอปมันแอบทำงานอยู่เบื้องหลัง คอยอัปเดตข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกินแบตเราโดยไม่รู้ตัวครับ
เข้าไปดูใน Setting > Battery usage หรือ Apps & notifications ว่ามีแอปไหนแอบซดแบตผิดปกติไหมครับ ถ้าเจอตัวการก็จัดการ Force Stop ไปเลยครับ
4. เปิดโหมดประหยัดพลังงานสูงสุดของเครื่อง (ถ้ามี)
มือถือบางรุ่น โดยเฉพาะ Android จะมี "Ultra Power Saving Mode" หรือ "Extreme Battery Saver" ซึ่งจะจำกัดการทำงานของเครื่องอย่างหนักหน่วงมากครับ เหลือแค่การโทรเข้า-ออก และบางแอปพลิเคชันพื้นฐานเท่านั้น หน้าจออาจจะกลายเป็นขาวดำด้วยซ้ำครับ ถ้ามี ให้เปิดทันทีครับ! มันคือทางรอดสุดท้ายของเราครับ
5. เลิกเล่นมือถือซะ!
นี่คือหัวใจสำคัญของ "โหมดเอาชีวิตรอด" เลยครับ เมื่อแบตเหลือต่ำขนาดนี้ ให้เลิกใช้มือถือทันทีครับ! นอกจากกรณีฉุกเฉินจริงๆ ที่ต้องโทร หรือดูแผนที่แบบสั้นๆ ครับ
เก็บมันใส่กระเป๋าไว้ครับ อุณหภูมิก็มีผลต่อแบตเตอรี่นะครับ พยายามอย่าให้มันร้อนเกินไปครับ
การทำตามขั้นตอนเหล่านี้ จะช่วยให้มือถือของเราอยู่รอดได้นานขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อเลยนะครับ จาก 5% อาจจะยืดไปได้อีก 15-30 นาที หรืออาจจะนานกว่านั้น ถ้าเราทำได้อย่างเคร่งครัดและไม่แตะต้องมันเลยครับ ซึ่งเวลาไม่กี่สิบนาทีนี่แหละครับ ที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างการมีชีวิตรอดกับการเป็นซากเหล็กไร้ค่าในมือของเราครับ
ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่ามือถือของคุณแข็งแกร่งกว่าที่คิดครับ! หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ ใครมีเทคนิคเด็ดๆ เพิ่มเติมในการยืดแบตมือถือช่วงวิกฤต ก็มาแชร์กันได้เลยนะครับ ผมรออ่านอยู่ครับ!
ขอให้ทุกคนรอดพ้นจากวิกฤตแบตหมดนะครับ!
แล้วเจอกันใหม่กระทู้หน้าครับ
แบตเตอรี่วิกฤต! เปิดโหมดประหยัดพลังงานขั้นเทพ ให้มือถือรอดตายเมื่อเหลือต่ำกว่า 5% ได้ยังไง?
เคยไหมครับ? ช่วงเวลาที่แบตมือถือกระพริบเป็นสีแดงแปร๊ดๆ เหลืออยู่แค่ 5% บ้าง 3% บ้าง หัวใจเรานี่เต้นตึกตักยิ่งกว่าตอนสอบเอนทรานซ์อีกครับ โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุน มือไม้สั่นไปหมด เพราะเรารู้ดีว่าถ้ามันดับไป หมายถึงการตัดขาดจากโลกภายนอกทันทีใช่ไหมล่ะครับ?
ปกติเราก็เปิดโหมดประหยัดพลังงานธรรมดาๆ กันอยู่แล้วใช่ไหมครับ? กดปุ๊บก็รอดไปได้อีกนิดหน่อย แต่เชื่อผมเถอะครับว่าเวลาแบตมันจวนเจียนขนาดนั้น โหมดธรรมดามันเอาไม่อยู่แล้ว! มันคือช่วงเวลาที่เราต้องงัด "โหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "โหมดเอาชีวิตรอดฉุกเฉิน" ออกมาใช้ต่างหากครับ! มันไม่ใช่แค่การกดปุ่ม แต่มันคือศาสตร์และศิลป์แห่งการยืดลมหายใจให้มือถือเราต่างหากครับ
มาดูกันครับว่า "โหมดเอาชีวิตรอด" ที่ผมว่ามันเป็นยังไง และเราจะงัดมันออกมาใช้ได้ยังไงบ้างครับ
ก้าวแรก เข้าใจสถานการณ์วิกฤต!
ก่อนอื่นเลยครับ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อแบตเตอรี่เหลือต่ำกว่า 5% ระบบต่างๆ ของมือถือจะถูกบีบให้ทำงานอย่างจำกัดอยู่แล้วครับ แต่ยังไม่พอ! เราต้องไปสุดกว่านั้นอีกครับ คิดซะว่านี่คือการผ่าตัดเอาส่วนเกินที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด เพื่อรักษาชีวิตที่เหลืออยู่ให้นานที่สุดครับ
วิธีเปิดใช้งาน "โหมดเอาชีวิตรอดขั้นสูง" ครับ
มันไม่มีปุ่ม "โหมดเอาชีวิตรอดขั้นสูง" ให้กดหรอกนะครับเพื่อนๆ แต่มันคือชุดคำสั่งและจิตสำนึกที่เราต้องเปิดใช้งานพร้อมกันครับ!
1. ปิดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็น (ขั้นสุด)
ปิด Wi-Fi ทันที ถ้าไม่ได้ใช้งานด่วนๆ สัญญาณ Wi-Fi มันจะคอยแสกนหาเครือข่ายตลอดเวลาครับ เป็นตัวดูดแบตชั้นดีเลยครับ ปิดไปเลย!
ปิด Mobile Data (ข้อมูลมือถือ) อันนี้ก็ตัวกินแบตมหาศาลครับ ถ้าไม่ได้ต้องส่งข้อความสำคัญ หรือรับสายด่วนที่ต้องใช้เน็ต ก็ปิดมันซะครับ! (ถ้ายังต้องรับสาย/รอสายสำคัญ เปิดแค่ 2G/3G พอครับ ถ้าเลือกได้)
ปิด Bluetooth แน่นอนครับ หูฟังบลูทูธ หรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ ก็ปิดให้หมดครับ
ปิด Location Services (บริการระบุตำแหน่ง) GPS นี่ตัวกินพลังงานอันดับต้นๆ เลยครับ ปิดไปซะ เพื่อให้มือถือเรามีชีวิตรอดนานขึ้นครับ
ปิดการสั่น (Vibration) การสั่นในมือถือก็ใช้พลังงานนะครับ ปิดมันซะครับ!
2. ลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำที่สุด
เข้าไปที่การตั้งค่าความสว่างหน้าจอ แล้วลากลงมาให้ต่ำที่สุดเท่าที่เราจะมองเห็นได้ครับ (แต่ไม่ใช่ว่ามืดจนมองไม่เห็นนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นประหยัดแบตจนใช้งานไม่ได้แทน) แสงหน้าจอนี่คืออีกหนึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้แบตหมดเร็วครับ
ถ้าเป็นไปได้ ให้ใช้ Dark Mode (โหมดมืด) ถ้ามือถือเราเป็นหน้าจอแบบ OLED/AMOLED เพราะพิกเซลสีดำจะไม่ต้องใช้พลังงานครับ
3. ปิดแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งหมด
ปัดปิดแอปพลิเคชันทุกตัวที่เราไม่ได้ใช้งานในทันทีครับ บางแอปมันแอบทำงานอยู่เบื้องหลัง คอยอัปเดตข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกินแบตเราโดยไม่รู้ตัวครับ
เข้าไปดูใน Setting > Battery usage หรือ Apps & notifications ว่ามีแอปไหนแอบซดแบตผิดปกติไหมครับ ถ้าเจอตัวการก็จัดการ Force Stop ไปเลยครับ
4. เปิดโหมดประหยัดพลังงานสูงสุดของเครื่อง (ถ้ามี)
มือถือบางรุ่น โดยเฉพาะ Android จะมี "Ultra Power Saving Mode" หรือ "Extreme Battery Saver" ซึ่งจะจำกัดการทำงานของเครื่องอย่างหนักหน่วงมากครับ เหลือแค่การโทรเข้า-ออก และบางแอปพลิเคชันพื้นฐานเท่านั้น หน้าจออาจจะกลายเป็นขาวดำด้วยซ้ำครับ ถ้ามี ให้เปิดทันทีครับ! มันคือทางรอดสุดท้ายของเราครับ
5. เลิกเล่นมือถือซะ!
นี่คือหัวใจสำคัญของ "โหมดเอาชีวิตรอด" เลยครับ เมื่อแบตเหลือต่ำขนาดนี้ ให้เลิกใช้มือถือทันทีครับ! นอกจากกรณีฉุกเฉินจริงๆ ที่ต้องโทร หรือดูแผนที่แบบสั้นๆ ครับ
เก็บมันใส่กระเป๋าไว้ครับ อุณหภูมิก็มีผลต่อแบตเตอรี่นะครับ พยายามอย่าให้มันร้อนเกินไปครับ
การทำตามขั้นตอนเหล่านี้ จะช่วยให้มือถือของเราอยู่รอดได้นานขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อเลยนะครับ จาก 5% อาจจะยืดไปได้อีก 15-30 นาที หรืออาจจะนานกว่านั้น ถ้าเราทำได้อย่างเคร่งครัดและไม่แตะต้องมันเลยครับ ซึ่งเวลาไม่กี่สิบนาทีนี่แหละครับ ที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างการมีชีวิตรอดกับการเป็นซากเหล็กไร้ค่าในมือของเราครับ
ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่ามือถือของคุณแข็งแกร่งกว่าที่คิดครับ! หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ ใครมีเทคนิคเด็ดๆ เพิ่มเติมในการยืดแบตมือถือช่วงวิกฤต ก็มาแชร์กันได้เลยนะครับ ผมรออ่านอยู่ครับ!
ขอให้ทุกคนรอดพ้นจากวิกฤตแบตหมดนะครับ!
แล้วเจอกันใหม่กระทู้หน้าครับ