JJNY : 5in1 ยายถูกตัดสิทธิ│ปชน.ย้ำสูตร CARE│ปชน.จ่อยื่นร่าง Anti-SLAPP│ซูเปอร์เอลนีโญป่วนกาแฟโลก│เวียดนามจ่อขึ้นค่าแรง

ยายเก็บของเก่า ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
.

.
เจาะประเด็นข่าว 7HD - ดรามา ! ประชาชนไม่ผ่านการพิจารณาเข้าเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีมาให้เห็นรายวัน ล่าสุด เคสนี้เป็นยายอาชีพเก็บของเก่าขาย ถูกตัดความช่วยเหลือ
.
ความทุกข์ใจของยายเก็บของเก่า ถูกตัดความช่วยเหลือเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์ คัดเลือกคุณสมบัติ “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
.
ความอัดอั้นยายได้ระบายออกมา โดยบอกว่า ตนประกอบอาชีพเก็บของเก่าขายที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รายได้วันละไม่ถึง 50 บาท แต่ล่าสุด กลับไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะระบบขึ้นข้อมูลว่า ยายมีรถเก๋งครอบครองอยู่ 1 คัน คลิปนี้โลกโซเชียลฯ แห่ให้กำลังใจ อดสงสารหญิงชราไม่ได้ อยากให้รัฐบาลหันกลับมามองสภาพความเป็นจริง มากกว่าการตัดสินจากเอกสาร
.
ที่ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี นางโสภา อายุ 57 ปี เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาโดยตลอด แต่ผลทบทวนสิทธิ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา กลับไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากระบบกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า เธอครอบครองรถจักรยานยนต์ 2 คัน
.
นางโสภา จึงไปตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานขนส่งจังหวัดอุทัยธานี ก่อนพบว่า รถ 1 คัน เป็นรถที่เคยถือครองตั้งแต่ปี 2536 และขายไปนานแล้ว เหลือใช้งานจริงเพียง 1 คัน ทำให้เธอตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดการทบทวนสิทธิครั้งนี้จึงใช้ข้อมูลเก่ากว่า 33 ปี ทั้งที่ภาครัฐระบุว่าจะพิจารณาจากข้อมูลปัจจุบัน พร้อมกังวลว่าอาจมีประชาชนอีกหลายรายที่เสียสิทธิจากข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน
.
ผู้ที่ตรวจสอบสิทธิแล้ว ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถยื่นอุทธรณ์หรือขอทบทวนสิทธิได้ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชันทางรัฐ แอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือยื่นด้วยตนเองที่ธนาคารของรัฐ 5 แห่ง
.
หากสาเหตุที่ไม่ผ่านเกิดจากข้อมูล เช่น กรรมสิทธิ์รถยนต์ หรือข้อมูลรายได้ ผู้ยื่นอุทธรณ์ต้องไปแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ก่อนรอผลการพิจารณา ซึ่งกระทรวงการคลังจะประกาศผลในวันที่ 21 กันยายน 2569 และผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
.

.
ปชน.จ่อยื่นร่าง Anti-SLAPP ยุติฟ้องปิดปาก ชงนำโทษทางอาญาออกจากความผิดหมิ่น เป็นโทษทางพินัย-ปรับ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5812909
.
‘ปชน.’ จ่อเสนอร่างกฎหมาย ‘Anti-SLAPP’ ยุติการกลั่นแกล้งฟ้องปิดปาก หวังคุ้มครองการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เปิดทางผู้เสียหายยื่นฟ้องอัยการโดยตรงได้
.
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พรรคประชาชน (ปชน.) จัดงานเสวนา “สิทธิของเรา อย่าให้ใครฟ้องปิดปาก” โดย นายชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน และนายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาชน โดยมีการนำเสนอหลักการแก้ไขกฎหมายการฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) ของพรรคประชาชน
.
นายชลธารกล่าวว่า ที่มาของกฎหมายฉบับนี้เกิดจากปัญหาการฟ้องปิดปากหรือกลั่นแกล้งประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตัวเอง หรือเปิดเผยการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจากความขัดกันและการสร้างสมดุลของสิทธิ เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในชื่อเสียงของบุคคลอื่น ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถสร้างสมดุลในการรักษาทั้งสองสิทธิดังกล่าวได้ จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าประเทศไทยจะรักษาสมดุลของสิทธิระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ และชื่อเสียงของบุคคล อย่างไร
.
นายชลธารกล่าวต่อว่า แม้ไทยจะมีกฎหมายหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างสมดุลของสิทธิดังกล่าว แต่กฎหมายหมิ่นประมาทที่มีโทษทางอาญาขัดกับมาตรฐานของต่างประเทศอย่างชัดเจน เพราะมีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ควรมีใครต้องติดคุก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีข้อยุ่งยาก เพราะต้องใช้เวลาและทรัพย์สินในการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม โดยสิทธิดังกล่าวเป็นเรื่องจำเป็นและถือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทย เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังสร้างสมดุลระหว่างสองสิทธิดังกล่าวได้ไม่ดี นี่จึงเป็นเหตุผลให้พรรคประชาชนผลักดันการปฏิรูปกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก หรือ Anti-SLAPP
.
ด้านนายอนุสรณ์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การคุ้มครองการกระทำความผิด แต่จะทำหน้าที่คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งได้มีการร่างมาตั้งแต่สภาชุดที่ 26 แล้ว แต่รอให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพยื่นกฎหมายฉบับดังกล่าว และเนื่องจากหากเป็นกฎหมายที่ออกมาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะถูกนำมาพิจารณาก่อน ทั้งนี้ จากท่าทีของรัฐบาลปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กลับยังไม่มีท่าทีที่จะยื่นกฎหมายฉบับดังกล่าว ฉะนั้น พรรคประชาชนจึงยื่นกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาก่อน หากรัฐบาลเห็นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ก็ขอให้รีบเสนอร่างเข้าสู่สภา สำหรับร่างของพรรคประชาชนจะเป็นการสร้างสมดุลของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและชื่อเสียงของบุคคล
.
นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่พรรคประชาชนเสนอแก้ไขคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายอาญา โดยเสนอให้นำโทษทางอาญาออกจากความผิดฐานหมิ่นประมาท ให้เป็นโทษทางพินัย หรือการปรับทางแพ่ง รวมถึงเสนอแก้ไขความผิดฐานดูหมิ่นทางอาญาและดูหมิ่นซึ่งหน้า ตลอดจนการหมิ่นประมาททางแพ่ง หรือการเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงิน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขู่และฟ้องปิดปากให้หยุดแสดงความคิดเห็น
.
นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเสนอให้สามารถยื่นคำร้องได้ในชั้นตำรวจ อัยการ และศาล โดยในชั้นตำรวจปกติคดีอาญาจะสามารถเลือกได้ว่าจะแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหรือยื่นฟ้องโดยตรง ซึ่งพรรคประชาชนได้เปิดสิทธิให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นว่าคดีที่ถูกแจ้งความนั้นเป็น SLAPP หลังจากนั้นตำรวจจะมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น แล้วส่งความเห็นไปยังอัยการ หากอัยการเห็นด้วยว่าเป็น SLAPP ก็มีอำนาจยุติคดีได้ และผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการเพื่อให้ตรวจเนื้อหาของคดีว่าเป็น SLAPP หรือไม่ หากอัยการเห็นว่าเป็น SLAPP ก็มีอำนาจยุติคดีได้เช่นเดียวกัน
.
นายอนุสรณ์กล่าวด้วยว่า เช่นเดียวกับในชั้นศาลที่ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลไต่สวนโดยเร็วว่าเป็น SLAPP หรือไม่ หากศาลเห็นว่าเป็น SLAPP ก็สามารถยุติคดีได้ และหากใครเป็นผู้ฟ้อง SLAPP ศาลมีดุลพินิจให้จ่ายค่าเสียหายไม่น้อยกว่าสองเท่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และไม่สามารถนำคดีดังกล่าวมาฟ้องได้อีก
.

.
สส.ปชน. ย้ำบำนาญสูตร CARE สิทธิประโยชน์เป็นธรรมขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิต 5.7 แสนคนทันที
https://prachatai.com/journal/2026/07/118103
.
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.พรรคประชาชน อดีตประธานอนุกรรมการศึกษาการปรับสูตรบำนาญ ย้ำ 'บำนาญประกันสังคมสูตร CARE' สิทธิประโยชน์บำนาญเป็นธรรมขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิตคน 5.7 แสนคนทันที ตอบโจทย์ทั้งสิทธิประโยชน์บำนาญและความยั่งยืนทางการเงินของกองทุน ขออย่าทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง
.
19 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน แถลงเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ว่า มีผู้ลงทะเบียนขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 18.82 ล้านราย แต่ผ่านเกณฑ์เพียง 9.51 ล้านราย ขณะที่ผู้ถือบัตรรายเดิมมี 13.33 ล้านคน สะท้อนปัญหา Exclusion Error ของระบบสวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเกิดจากกระบวนการพิสูจน์ความจนที่ไม่มีการบูรณาการข้อมูล ขาดการกระจายอำนาจ และมีต้นทุนสูง จึงเสนอให้รัฐบาลพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยราชการ สถาบันการเงิน การถือครองทรัพย์สิน และภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ (Negative Income Tax) เพื่อโอนเงินช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำโดยอัตโนมัติ
รศ.ดร.อนุสรณ์ชี้ว่างบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2570 ถูกจัดสรรเพียง 42,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 ถึง 14,400 ล้านบาท สะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลในการปรับลดงบประมาณส่วนนี้ลง ซึ่งอาจมาจากความกังวลเรื่องปัญหา Inclusion Error หรือคนที่ไม่จนจริงได้รับสิทธิ แต่หากคำนวณกรณีผู้ถือบัตร 13.33 ล้านคนใช้สิทธิเต็มเพดานที่ 12,920 บาทต่อคนต่อปี จะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดทางการคลังของประเทศที่แท้จริง
.
ในด้านแนวทางแก้ไข รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์แก้จนกระจายรายได้ ได้แก่ การสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและกระจายกรรมสิทธิ์อย่างเป็นธรรม การให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า การปฏิรูปรายได้ภาครัฐและขยายฐานภาษี และการสร้างอำนาจต่อรองให้ประชาชนควบคู่กับการลดทุจริตคอร์รัปชัน โดยย้ำว่าต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนจากระบบสวัสดิการฐานสังคมสงเคราะห์ที่ต้องพิสูจน์ความจนและทำให้คนเสียศักดิ์ศรี ไปสู่ระบบสวัสดิการฐานสิทธิมากขึ้น
.
ในประเด็นประกันสังคม รศ.ดร.อนุสรณ์ แสดงความยินดีที่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเพิ่มขึ้นมากกว่าครั้งแรก ซึ่งจะช่วยให้การกำกับดูแลกองทุนมูลค่า 3.04 ล้านล้านบาทมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐไทยรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยสิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรอง และให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 102 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบประกันสังคม
.
ในฐานะอดีตประธานอนุกรรมการศึกษาการปรับสูตรบำนาญ Care รศ.ดร.อนุสรณ์ ยืนยันว่าสูตรใหม่จะช่วยให้ผู้รับบำนาญได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น โดยอธิบายว่าสูตร Care ต่างจากสูตรเดิมตรงหลักการคำนวณฐานบำนาญ โดยสูตรเดิมคำนวณจากค่าเฉลี่ยเงินเดือนเพียง 60 เดือนสุดท้ายของการทำงาน ซึ่งไม่ได้สะท้อนรายได้ที่แท้จริงตลอดชีวิตการทำงานของผู้ประกันตน และอาจสร้างความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ที่มีเส้นทางอาชีพแตกต่างกัน ขณะที่สูตร Care จะคิดคำนวณจากช่วงเวลาทำงานทั้งหมดที่มีการจ่ายเงินสมทบ สะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงานอย่างแท้จริง ทำให้ระบบการจ่ายสิทธิประโยชน์บำนาญมีความเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้รับบำนาญในภาพรวม
.
ในกระบวนการผลักดันสูตรนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวขอบคุณสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าที่ช่วยผลักดันให้มีการนำสูตรนี้มาบังคับใช้ พร้อมย้ำว่าคณะอนุกรรมการฯ ได้ศึกษาและเตรียมมาตรการเยียวยาไว้ล่วงหน้าแล้วสำหรับกลุ่มผู้ประกันตนที่อาจได้รับผลกระทบหรือเสียประโยชน์เล็กน้อยจากการเปลี่ยนสูตรคำนวณ เพื่อไม่ให้มีผู้ใดต้องเสียสิทธิประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทันทีจากการประกาศใช้สูตร Care คือจะมีผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงถึง 570,000 คน และในระยะยาว ระบบการจ่ายสิทธิประโยชน์บำนาญของกองทุนประกันสังคมทั้งระบบจะมีความเป็นธรรมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุว่าสูตรนี้ตอบโจทย์ทั้งสองด้านไปพร้อมกัน คือทั้งการสร้างความเป็นธรรมด้านสิทธิประโยชน์บำนาญให้แก่ผู้ประกันตน และการรักษาความยั่งยืนทางการเงินของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่