‘วัส ติงสมิตร’ ชี้ ‘คดีฮั้วเลือก สว. 2567’ เมื่อความยุติธรรม คือการรักษาหลักนิติรัฐไม่ให้ถูกยึดครอง
https://www.dailynews.co.th/news/6038425/
.
.
"วัส ติงสมิตร" อธิบายชัด "คดีฮั้วเลือก สว. 2567" เมื่อความยุติธรรม คือการรักษาหลักนิติรัฐไม่ให้ถูกยึดครอง
.
จากกรณี “
กกต.สิทธิโชติ” ขอสังคมมั่นใจการทำหน้าที่ของ กกต. คดีฮั้ว สว. ยืนยันทุกคำวินิจฉัยจะยึดตามพยานหลักฐานในสำนวนก่อนส่งศาล ชี้คลิปเสวนาที่เผยแพร่ภายหลัง ใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้หากอยู่นอกสำนวน ย้ำหากพบการฮั้วเพียงบางจังหวัด ไม่กระทบการเลือก สว. ทั้งระบบ ตามที่เสนอไปนั้น
.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.ค. “
วัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า
.
“คดีฮั้วเลือก สว. 2567 เมื่อความยุติธรรม คือการรักษาหลักนิติรัฐมิให้ถูกยึดครอง คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 กำลังเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด มิใช่เพียงเพราะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. หากแต่เพราะกำลังทดสอบ “ความหมายของหลักนิติรัฐ” และ “ความรับผิดชอบขององค์กรอิสระ” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย”.
.
อีกทั้ง “คำถามที่สังคมควรถามในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงว่า มีการฮั้วเลือก สว. หรือไม่ แต่คือหากปรากฏพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามีการทุจริตเลือกตั้งเชิงระบบ แต่ กกต. กลับมีมติให้ยุติเรื่อง ผู้สมัครที่สุจริตจะมีฐานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จนสามารถดำเนินคดีแก่ กกต. ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ได้หรือไม่ เมื่อการเลือกตั้งถูกยึดครอง ด้วยเครือข่ายจัดตั้ง หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่า มีขบวนการฮั้วเลือก สว. ผ่านเครือข่ายที่จัดหา ที่พัก ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่าย และผลประโยชน์ตอบแทน พร้อมให้จด “โพย” เพื่อบล็อกโหวตทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ จนผลคะแนนออกมาตรงตามโพยอย่างผิดธรรมชาติ นี่ไม่ใช่แค่การทุจริตรายบุคคล แต่คือการทุจริตเลือกตั้งเชิงระบบ (Systemic Electoral Fraud) สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยึดครองกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ จนการลงคะแนนที่รัฐธรรมนูญออกแบบให้เป็นดุลพินิจอิสระ กลับกลายเป็นเพียงการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้จัดตั้งเครือข่าย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้สมัคร แต่กระทบต่อ “ความชอบธรรมของวุฒิสภาทั้งองค์กร”
.
นอกจากนี้ “มาตรา 64 กุญแจสำคัญที่มากกว่าบทบัญญัติวิธีคัดค้าน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 64 บัญญัติให้ผู้สมัครในระดับอำเภอ จังหวัด หรือประเทศ มีสิทธิคัดค้านการเลือกที่มิชอบ หลายคนมองว่านี่เป็นเพียง “ช่องทางร้องเรียน” แต่ในเชิงนิติศาสตร์ บทบัญญัตินี้คือการรับรองฐานะทางกฎหมายของผู้สมัครในฐานะ “ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง” ในกระบวนการเลือกตั้ง เมื่อกฎหมายรับรองสถานะไว้เช่นนี้ หากการเลือกถูกบิดเบือน สิทธิของบุคคลเหล่านี้ย่อมได้รับความเสียหายโดยตรงอย่างปฏิเสธไม่ได้ รื้อความเข้าใจผิด: ฎีกา 2239/2528 กับหลักผู้เสียหาย มีการอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2528 เพื่อบอกว่าประชาชนไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ในคดีเลือกตั้ง แต่หากอ่านให้ครบถ้วน ศาลฎีกาปฏิเสธการฟ้องเพราะโจทก์คดีนั้นเป็นเพียง “ราษฎรทั่วไป” ที่ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงตามที่กฎหมายเลือกตั้งรับรอง แต่สำหรับผู้สมัคร สว. ปี 2567 สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขาคือบุคคลที่กฎหมายรับรองสิทธิและฐานะให้เข้าสู่การแข่งขัน ดังนั้น ฎีกาที่เคยถูกใช้เป็นเกราะป้องกันผู้ใช้อำนาจ จึงกลายเป็นหลักสนับสนุนผู้สมัครที่สุจริตว่า “พวกเขามีฐานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย” เพราะสิทธิในการแข่งขันที่สมมาตรและเป็นธรรมถูกทำลายโดยขบวนการทุจริตที่ กกต. เพิกเฉย”
.
“มาตรา 69 เมื่อองค์กรอิสระต้องอยู่ใต้กฎหมาย หาก กกต. ยุติเรื่องทั้งที่มีพยานหลักฐานจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 อยู่ในมือ ปัญหาก็จะเปลี่ยนจากการฮั้วเลือก เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 ทันที ในระบอบนิติรัฐ “อำนาจ” ย่อมมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” (Accountability) องค์กรอิสระถูกสร้างขึ้นเพื่ออิสระจากการเมือง มิใช่เพื่ออิสระจากกฎหมาย หาก กกต. ยุติคดีที่มีหลักฐานหนักแน่นโดยไม่มีผู้ตรวจสอบได้ หลักความเป็นอิสระจะกลายเป็นเพียง “เอกสิทธิ์ในการไม่ต้องรับผิด” ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยทั่วโลก”
.
ทั้งนี้ “บทส่งท้าย หากผู้สมัครสุจริตไม่เสียหาย แล้วใครจะเสียหาย ท้ายที่สุด คดีฮั้วเลือก สว. มิใช่เพียงคดีของผู้สมัครกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบว่าระบบกฎหมายไทยจะคุ้มครอง “ความสุจริตของประชาธิปไตย” ได้จริงหรือไม่ หากผู้สมัครซึ่งเป็นมีผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ รวมทั้ง สว.สำรอง ที่ไม่ได้มีส่วนในการฮั้วเลือก สว. ที่กฎหมายรับรองสิทธิให้เข้าร่วมการแข่งขัน ถูกตัดโอกาสจากการทุจริตเชิงระบบ และยังไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยได้อีก แล้วใครกันเล่าที่ควรได้รับความคุ้มครอง สังคมกำลังรอคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ว่าใครจะได้เป็น สว. แต่คือการยืนยันว่า อำนาจรัฐทุกอำนาจในประเทศไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเสมอ”
.
ขอบคุณข้อมูลจาก : วัส ติงสมิตร
.
https://www.facebook.com/withwas.s.ng.withya/posts/pfbid02cVkwy8qa68Zz7t3KxCX1DUAJCZPxavuB5pGUEyScfydfnvipA17zJH7T5eKduoo1l?rdid=QRAZ10ibwg56FAlr#
.
.
เปิดรับฟังความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มุ่งปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องมาตรฐานสากล
.
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับฟังความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยพรรคประชาชน มุ่งปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (GDPR) เพิ่มความชัดเจนการบังคับใช้ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐ-เอกชน เปิดรับฟังความเห็นถึง 15 ส.ค. นี้
.
19 กรกฎาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งนายปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ เป็นผู้เสนอ โดยมีเป้าหมายแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายฉบับปัจจุบันให้มีความชัดเจน สอดคล้องกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (GDPR) และเอื้อต่อการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้น โดยแม้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่การดำเนินการที่ผ่านมาได้พบปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ อาทิ การยกเว้นการใช้กฎหมายกับหน่วยงานของรัฐยังไม่ครอบคลุมภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ การไม่มีบทนิยามคำว่า "หน่วยงานของรัฐ" ที่ชัดเจน และหลักเกณฑ์การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ส่งผลให้การดำเนินงานของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนขาดความยืดหยุ่นในการเชื่อมโยงและใช้ข้อมูล
.
สาระสำคัญของร่างกฎหมายประกอบด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4 เพื่อขยายข้อยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายสำหรับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ การเพิ่มบทนิยามคำว่า "หน่วยงานของรัฐ" ในมาตรา 6 ให้ครอบคลุมราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และหน่วยงานอิสระของรัฐ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ยังเสนอแก้ไขมาตรา 24 โดยปรับหลักเกณฑ์การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล จากเดิมที่ยึดหลักการต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเป็นหลัก มาเป็นการกำหนดให้การประมวลผลข้อมูลถือว่าชอบด้วยกฎหมาย หากดำเนินการภายใต้ฐานทางกฎหมายอย่างน้อยหนึ่งกรณีตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับกฎหมาย GDPR
.
สำหรับประเด็นที่เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน อาทิ เห็นด้วยหรือไม่ กับการกำหนดให้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช้บังคับกับการดำเนินการของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เห็นด้วยหรือไม่ กำหนดนิยาม คำว่า “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ สถาบันการอุดมศึกษาของรัฐ และหน่วยงานอิสระของรัฐ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่ต้องอาศัยการตีความกฎหมาย เห็นด้วยหรือไม่ กับการแก้ไขหลักเกณฑ์จากเดิมที่ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเว้นแต่กรณีตามที่กฎหมายกำหนด เป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายก็ต่อเมื่อเป็นการดำเนินการภายใต้ขอบเขตอย่างน้อยหนึ่งกรณีตามที่กฎหมายกำหนด เห็นว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้หรือไม่ อย่างไร ประชาชนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ได้
ผ่านเว็บไซต์รัฐสภา หมวดการรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 .
https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=607
.
.
แคนาดาตอกกลับทรัมป์ "รับไม่ได้" ปมขู่ขึ้นภาษี เหตุควันไฟป่าปกคลุมสหรัฐฯ
.
ดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอของแคนาดา ตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังกล่าวโทษแคนาดาบริหารจัดการไฟป่าไร้ประสิทธิภาพ จนควันไฟปกคลุมหลายรัฐของสหรัฐฯ พร้อมขู่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดา เผยในอดีตแคนาดาเคยส่งเครื่องบินช่วยดับไฟป่าที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ชี้ประเทศเพื่อนบ้านที่ดีควรช่วยเหลือกันไม่ใช่ข่มขู่
.
นายดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา แสดงความไม่พอใจต่อคำวิจารณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวโทษการบริหารจัดการไฟป่าของแคนาดาว่าไร้ประสิทธิภาพ จนทำให้ควันไฟปกคลุมพื้นที่กว้างในสหรัฐฯ พร้อมขู่ว่าจะนำต้นทุนความเสียหายจากมลพิษทางอากาศมาคำนวณรวมกับมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดา
JJNY : ‘วัส ติงสมิตร’ชี้‘คดีฮั้วเลือก สว. 2567’│รับฟังความเห็น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูล│แคนาดาตอกกลับทรัมป์│สหรัฐถล่มอิหร่าน
https://www.dailynews.co.th/news/6038425/
.
"วัส ติงสมิตร" อธิบายชัด "คดีฮั้วเลือก สว. 2567" เมื่อความยุติธรรม คือการรักษาหลักนิติรัฐไม่ให้ถูกยึดครอง
.
จากกรณี “กกต.สิทธิโชติ” ขอสังคมมั่นใจการทำหน้าที่ของ กกต. คดีฮั้ว สว. ยืนยันทุกคำวินิจฉัยจะยึดตามพยานหลักฐานในสำนวนก่อนส่งศาล ชี้คลิปเสวนาที่เผยแพร่ภายหลัง ใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้หากอยู่นอกสำนวน ย้ำหากพบการฮั้วเพียงบางจังหวัด ไม่กระทบการเลือก สว. ทั้งระบบ ตามที่เสนอไปนั้น
.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.ค. “วัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า
.
“คดีฮั้วเลือก สว. 2567 เมื่อความยุติธรรม คือการรักษาหลักนิติรัฐมิให้ถูกยึดครอง คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 กำลังเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด มิใช่เพียงเพราะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. หากแต่เพราะกำลังทดสอบ “ความหมายของหลักนิติรัฐ” และ “ความรับผิดชอบขององค์กรอิสระ” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย”.
.
อีกทั้ง “คำถามที่สังคมควรถามในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงว่า มีการฮั้วเลือก สว. หรือไม่ แต่คือหากปรากฏพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามีการทุจริตเลือกตั้งเชิงระบบ แต่ กกต. กลับมีมติให้ยุติเรื่อง ผู้สมัครที่สุจริตจะมีฐานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จนสามารถดำเนินคดีแก่ กกต. ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ได้หรือไม่ เมื่อการเลือกตั้งถูกยึดครอง ด้วยเครือข่ายจัดตั้ง หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่า มีขบวนการฮั้วเลือก สว. ผ่านเครือข่ายที่จัดหา ที่พัก ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่าย และผลประโยชน์ตอบแทน พร้อมให้จด “โพย” เพื่อบล็อกโหวตทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ จนผลคะแนนออกมาตรงตามโพยอย่างผิดธรรมชาติ นี่ไม่ใช่แค่การทุจริตรายบุคคล แต่คือการทุจริตเลือกตั้งเชิงระบบ (Systemic Electoral Fraud) สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยึดครองกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ จนการลงคะแนนที่รัฐธรรมนูญออกแบบให้เป็นดุลพินิจอิสระ กลับกลายเป็นเพียงการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้จัดตั้งเครือข่าย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้สมัคร แต่กระทบต่อ “ความชอบธรรมของวุฒิสภาทั้งองค์กร”
.
นอกจากนี้ “มาตรา 64 กุญแจสำคัญที่มากกว่าบทบัญญัติวิธีคัดค้าน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 64 บัญญัติให้ผู้สมัครในระดับอำเภอ จังหวัด หรือประเทศ มีสิทธิคัดค้านการเลือกที่มิชอบ หลายคนมองว่านี่เป็นเพียง “ช่องทางร้องเรียน” แต่ในเชิงนิติศาสตร์ บทบัญญัตินี้คือการรับรองฐานะทางกฎหมายของผู้สมัครในฐานะ “ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง” ในกระบวนการเลือกตั้ง เมื่อกฎหมายรับรองสถานะไว้เช่นนี้ หากการเลือกถูกบิดเบือน สิทธิของบุคคลเหล่านี้ย่อมได้รับความเสียหายโดยตรงอย่างปฏิเสธไม่ได้ รื้อความเข้าใจผิด: ฎีกา 2239/2528 กับหลักผู้เสียหาย มีการอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2528 เพื่อบอกว่าประชาชนไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ในคดีเลือกตั้ง แต่หากอ่านให้ครบถ้วน ศาลฎีกาปฏิเสธการฟ้องเพราะโจทก์คดีนั้นเป็นเพียง “ราษฎรทั่วไป” ที่ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงตามที่กฎหมายเลือกตั้งรับรอง แต่สำหรับผู้สมัคร สว. ปี 2567 สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขาคือบุคคลที่กฎหมายรับรองสิทธิและฐานะให้เข้าสู่การแข่งขัน ดังนั้น ฎีกาที่เคยถูกใช้เป็นเกราะป้องกันผู้ใช้อำนาจ จึงกลายเป็นหลักสนับสนุนผู้สมัครที่สุจริตว่า “พวกเขามีฐานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย” เพราะสิทธิในการแข่งขันที่สมมาตรและเป็นธรรมถูกทำลายโดยขบวนการทุจริตที่ กกต. เพิกเฉย”
.
“มาตรา 69 เมื่อองค์กรอิสระต้องอยู่ใต้กฎหมาย หาก กกต. ยุติเรื่องทั้งที่มีพยานหลักฐานจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 อยู่ในมือ ปัญหาก็จะเปลี่ยนจากการฮั้วเลือก เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 ทันที ในระบอบนิติรัฐ “อำนาจ” ย่อมมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” (Accountability) องค์กรอิสระถูกสร้างขึ้นเพื่ออิสระจากการเมือง มิใช่เพื่ออิสระจากกฎหมาย หาก กกต. ยุติคดีที่มีหลักฐานหนักแน่นโดยไม่มีผู้ตรวจสอบได้ หลักความเป็นอิสระจะกลายเป็นเพียง “เอกสิทธิ์ในการไม่ต้องรับผิด” ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยทั่วโลก”
.
ทั้งนี้ “บทส่งท้าย หากผู้สมัครสุจริตไม่เสียหาย แล้วใครจะเสียหาย ท้ายที่สุด คดีฮั้วเลือก สว. มิใช่เพียงคดีของผู้สมัครกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบว่าระบบกฎหมายไทยจะคุ้มครอง “ความสุจริตของประชาธิปไตย” ได้จริงหรือไม่ หากผู้สมัครซึ่งเป็นมีผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ รวมทั้ง สว.สำรอง ที่ไม่ได้มีส่วนในการฮั้วเลือก สว. ที่กฎหมายรับรองสิทธิให้เข้าร่วมการแข่งขัน ถูกตัดโอกาสจากการทุจริตเชิงระบบ และยังไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยได้อีก แล้วใครกันเล่าที่ควรได้รับความคุ้มครอง สังคมกำลังรอคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ว่าใครจะได้เป็น สว. แต่คือการยืนยันว่า อำนาจรัฐทุกอำนาจในประเทศไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเสมอ”
.
ขอบคุณข้อมูลจาก : วัส ติงสมิตร
.
https://www.facebook.com/withwas.s.ng.withya/posts/pfbid02cVkwy8qa68Zz7t3KxCX1DUAJCZPxavuB5pGUEyScfydfnvipA17zJH7T5eKduoo1l?rdid=QRAZ10ibwg56FAlr#
.
.
https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=607
.