ที่มา:
เดนมาร์กกับบทบาทพ่อค้าทาสแอฟริกัน
(ภาพเขียนโรงงานน้ำตาลและไร่อ้อยบนเกาะเซนต์โทมัส อาณานิคมของเดนมาร์กในทะเลแคริบเบียน (เครดิต : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเดนมาร์ก)
ในชุดบทความชาติยุโรปกับธุรกิจค้าทาสแอฟริกันที่ผมได้ทยอยเขียนลงในหน้าคอลัมน์แห่งนี้เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ยังคงขาด “เดนมาร์ก” ผู้เล่นสำคัญในธุรกิจนี้ไปอีกราย จึงขออนุญาตเรียบเรียงเนื้อหาจากเว็บไซต์ต่างประเทศนำเสนอแด่ท่านผู้อ่านในวันนี้
เดนมาร์กกระโจนเข้าสู่วงไพบูลย์แห่งการค้าทาสแอฟริกันและตั้งอาณานิคมหมู่เกาะเวสต์อินดีสในทะเลแคริบเบียนเพราะเห็นตัวอย่างความสำเร็จของชาติยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงสวีเดนเพื่อนบ้านไม้เบื่อไม้เมาที่นำหน้าในธุรกิจนี้ไปก่อนด้วยการสร้างอาณานิคมในอเมริกาเหนือเมื่อ ค.ศ.1638
ช่วงเวลานั้นเดนมาร์กยังคงเป็นทองแผ่นเดียวกับนอร์เวย์ ในชื่อ “ราชอาณาจักรเดนมาร์ก” (ค.ศ.1536–1814) หรืออาจเรียกอีกชื่อว่า “เดนมาร์ก-นอร์เวย์”
เดนมาร์กเป็นอีกหนึ่งชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องการเดินเรือ พวกเขาเข้าไปตั้งอาณานิคมในโกลด์โคสต์ ชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา แถวๆ ประเทศกานาในปัจจุบัน เมื่อราวๆ ปี ค.ศ.1660 มีท่าเรือค้าขายอย่างน้อย 8 ท่า แรกเริ่มค้าขายทองและงาช้างเป็นหลัก แล้วจึงค่อยเบนเข็มไปค้าขายทาสผิวดำ
บริษัทเดนิชเวสต์อินเดียได้ถือกำเนิดขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกนโดยพระบรมราชานุญาตจาก “พระเจ้าคริสเตียนที่ 5” เมื่อปี ค.ศ.1671 และได้เข้าตั้งอาณานิคมบน “เกาะเซนต์โทมัส” พร้อมแรงงานติดพันธสัญญาจำนวนหนึ่งในปี ค.ศ.1672 จากนั้นได้ “เกาะเซนต์จอห์น” ในปี ค.ศ.1718 และ “เกาะซังต์คัวซ์” ซื้อจากบริษัทเฟรนช์เวสต์อินเดียของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1733 เรียกรวมกันว่า “เดนิชเวสต์อินดีส” ขณะที่ในชั้นเรียนของประเทศเดนมาร์ก ครูสอนให้เด็กเรียกว่า “เกาะน้ำตาล”
ทั้ง 3 เกาะนี้มีพื้นที่ไม่มากแต่ปลูกอ้อยผลิตน้ำตาลทำกำไรมหาศาล ความต้องการแรงงานทาสจึงมีสูง และทาสที่ขนมาจากแอฟริกามีอายุอยู่บนเกาะเฉลี่ยเพียง 5 ปีเพราะโรคภัยและการถูกใช้แรงงานอย่างหนัก อัตราการตายมากกว่าการเกิดใหม่ นอกจากความต้องการทาสที่ขนมาโดยตรงจากแอฟริกามีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เจ้าของไร่ก็ยังสามารถซื้อแรงงานทาสผิวดำจากเกาะอื่นๆ ในทะเลแคริบเบียนอีกด้วย
หลังการขึ้นฝั่งของทาสแอฟริกัน พวกเขาส่วนมากถูกจับแยกไปตามไร่ต่างๆ ตามที่เจ้าของไร่ได้ประมูลซื้อไป มีจำนวนน้อยที่โชคดี ผัว-เมีย และ พ่อ-แม่-ลูก ถูกซื้อไปอยู่ในสถานที่เดียวกัน แม้ว่าบางครั้งโชคจะอยู่กับพวกเขาไม่นาน เพราะเจ้าของไร่อาจต้องขายปลีกทาสออกไปเป็นรายคนให้กับนายทาสคนใหม่
มีการแยกทาสออกเป็นประเภทและลำดับชั้น ได้แก่ ทาสในไร่และโรงงานน้ำตาล ถือเป็นทาสชั้นต่ำสุด ทำงานหนักที่สุด, ทาสแรงงานฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างเหล็ก ถือว่าถ้าเอาไปใช้งานในไร่ก็ไม่คุ้มเท่ากับให้ทำงานตามความถนัด, ทาสรับใช้ในบ้าน ทาสกลุ่มนี้หนีไม่พ้นผู้หญิง มีหน้าที่ทำอาหาร ทำงานบ้าน รวมไปถึงเลี้ยงดูลูกเจ้าของไร่ และบางกรณีถูกนายทาสข่มขืนกระทำชำเรา อาจตั้งท้องและให้กำเนิดบุตรออกมา ฝ่ายเจ้าของไร่ก็ได้แรงงานทาสเพิ่มโดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ
สุดท้ายคือ “บอมบา” ทาสระดับสูงสุด ได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลทาสประเภทอื่น นอกจากสั่งงานแล้วก็ยังสามารถลงโทษทาสระดับล่างลงไปได้ด้วย อีกทั้งส่งผลดีไปยังครอบครัวของบอมบา เช่น ลูกสาวของบอมบาอาจไม่ต้องไปใช้แรงงานหลังขดหลังแข็งกรำแดดทนฝนในไร่ เพราะส่วนมากจะได้รับใช้เจ้านายในบ้านหลังใหญ่ แต่ก็ต้องลุ้นเอาเองว่าจะถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่
คนเราเมื่อถูกกดขี่ข่มเหงเป็นระยะเวลานานๆ เมื่อมีโอกาสก็มักจะระบายออกมาเป็นความรุนแรง การก่อจลาจลเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1733 บนเกาะเซนต์จอห์น เจ้าของไร่อ้อยหลายแห่งถูกฆ่ายกครัวโดยพวกทาสผิวดำ เหตุการณ์ลุกฮือนี้กินเวลาหลายเดือนกว่าฝ่ายกองทัพฝรั่งเศสและสวิสจากเกาะมาตินีคจะถูกส่งมาช่วยและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้
ประเทศเดนมาร์กกับบทบาทพ่อค้าทาสแอฟริกัน
(ภาพเขียนโรงงานน้ำตาลและไร่อ้อยบนเกาะเซนต์โทมัส อาณานิคมของเดนมาร์กในทะเลแคริบเบียน (เครดิต : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเดนมาร์ก)