ความเดิมจากกระทู้ก่อนว่าจะลาออกกลับไปอยู่ใกล้บ้าน ตอนนี้ลาออกมาแล้วค่ะ

กระทู้นั้นตั้งไว้ช่วงตุลาคม 2568 ตอนนั้นหวั่นใจมากว่าจะลาออกดีไหม มาสอบถามพี่ๆในกระทู้ส่วนใหญ่จะบอกให้หางานก่อนค่อยออก งานหายาก จะบอกว่าอาชีพเราหาได้ไม่ยากเลยค่ะ แต่เงินไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในต่างจังหวัด
    จากนี้น้ำอาจจะเยอะ ถ้าขี้เกียจอ่าน สรุปคือ ณ วันนี้ เราลาออกมาแล้วค่ะ และไม่เสียใจที่ลาออกเลย แต่คิดถึงที่ทำงานเก่ามาก ทุกวินาที ย้อนเวลากลับไปก็จะออกอยู่ดี นี่คือสิ่งที่เราคิด บริบทและประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องขอบคุณทุกคนที่มาตอบกระทู้ด้วยความหวังดี แต่ถ้าใครลังเลให้คิดว่าทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองไม่เสียใจทีหลังค่ะ

ทำไมถึงอยากลาออก?
      ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาอะไรกับที่ทำงานเลย แม้สวัสดิการบางอย่างจะไม่ได้ตรงปกตั้งแต่แรกแบบที่เค้าเคยพูดก่อนรับเรา แต่สำหรับเราบางอย่างมันก็รับได้ค่ะ รวมถึงมิตรภาพกับเพื่อนร่วมงาน ผู้จัดการ ผู้บริหารก็ดูจะเอ็นดูเรา การเงินก็ค่อนข้างโอเค แต่ใจของเราไม่มีความสุขเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ทุกข์อะไร แค่หยุดคิดที่จะลาออกไม่ได้
     ช่วงธันวา-มกรา 69 คุณยายที่บ้านเริ่มเจ็บป่วย เข้ารพ.บ่อย แบบที่เราคาดไว้ก็อยากจะใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ไม่อยากเสียใจทีหลังเพราะเรารักกันมากค่ะ เลยตัดสินใจเขียนใบลาออก เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องรอ 6 เดือนกว่าจะได้ออก กลัวว่าเรื่องไม่ดีจะเกิดก่อนเลยทำเลย ทีนี้พวกอาการป่วยของยายก็เป็นอาการคนแก่ที่พอรักษาประคับประครองได้ ไม่มีโรคร้ายแรงอะไร ระหว่างนั้นเราก็ใช้วันหยุดยาวที่จองไว้คอยกลับบ้าน พอมาช่วงมีนา ที่ผ่านมา ย่าเราที่แข็งแรงมากๆ ไม่เคยเป็นอะไรเลยก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 แล้ว ช่วงนั้นคือเหมือนฟ้าผ่า ช็อค ไม่เคยคิดว่าคนอื่นที่เราเคยอ่านหรือรับรู้ว่าเค้าช็อคมันจะขนาดนี้ เราไม่เคยสูญเสียใครเลย ทุกคนในบ้านไม่มีใครไม่ช็อคเลยเพราะย่าแข็งแรงมากจริงๆ ณ ตอนนั้นเราต้องกลับบ้านมาดูย่า ที่ทำงานก็ดีมากให้เรารีบกลับ เพื่อนร่วมงานแทบไม่ถามอะไรเซ้าซี้เลยเค้าน่าจะเห็นตอนเราร้องไห้ หลังจากนั้นก็กลับแทบทุกอาทิตย์ ในใจก็พยายามปลอบตัวเอง ลูกๆหลานๆทุกคนก็พยายามมาเยี่ยม มาคอยอยู่กับเค้า แล้วด้วยความที่เค้าเป็นคนแข็งแรงเค้าคิดว่าเดี๋ยวเค้าก็หายมันทำให้เรายิ่งสะอึก ในใจก็ขอให้มีปาฏิหาริย์ ทั้งๆที่รักษาแบบ palliative เพราะเค้าแก่แล้วหมอบอกมาแค่นี้ เราคอดมาตลอดว่าเราควรจะลาออกให้ไวกว่านี้ไหมถ้าเรารู้อนาคต เราจะได้ออกอยู่แล้วตอนสิ้นเดือน เราจะได้ใช้เวลากับเค้าได้เยอะกว่าเดิม ตอนบอกว่าหนูลาออกมาแล้วนะ ย่าก็ดูตกใจบอกว่าจะลาออกทำไม เดี๋ยวก็หายแล้ว แต่ก็เห็นว่าแอบยิ้ม (ย่าเราไม่รู้นะคะว่าตัวเองเป็นมะเร็ง บอกเค้าว่าปอดอักเสบติดเชื้อแทน) จนสุดท้ายเค้าก็หลับไปเลยช่วงต้นเดือนมิถุนา ตอนนั้นเราเสียใจแบบมากๆ มันหนักอึ้วไปหมด จนผ่านช่วงงานสีดำไป ผู้จัดการก็เสนอว่าให้เราพักก่อนแล้วค่อยกลับมาทำงานไหม แบบเท่าที่ใจเราไหว เค้าจะรอ แต่เราแบบคิดแล้วเราจะไหวอีกตอนไหน รู้สึกผิดไปหมด ไหนจะยายเราล่ะเพราะตอนแรกตั้งใจลาออกเพราะเรื่องยายด้วยซ้ำ เค้าก็โอเคเข้าใจ แต่แม้วินาทีสุดท้ายที่เราก้าวออกจากที่ทำงาน เค้าก็ยังพูดว่าเผื่อเราจะเปลี่ยนใจ ตอนนั้นซาบซึ้งมากแต่คิดว่าน่าจะลาออกให้ไวกว่านี้จริงๆ แค่นั้น

การลาออกครั้งแรก
   หลังจากก้าวออกจากที่ทำงาน (ที่ใช้เวลาอยู่ด้วยแทบจะตลอดเวลาใน 2 ปีมานี้ ทำงานก็ 60 ชม/สัปดาห์แล้ว นอกนั้นก็อยู่กินที่พักที่ที่เค้ามีให้ เที่ยวน้อยมาก) น้ำตาเราร่วงเลย ขับรถกลับบ้านไปแอบร้องไห้ไป แม้แต่พ่อกับปม่ยังรู้สึกใจหายแทนเรา เพราะเราก็ดูสนิทกับพวกเค้าจริงๆ แต่อาจจะเป็นงานแรกด้วย อารมณ์เหมือนรักแรก รึเปล่าคะ5555  ตอนแรกไม่คิดว่าตัวเองจะร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดค่ะ
  แต่หลังจากนั้นก็มีรู้สึกหม่นๆเทาๆบ้าง โหวงๆบ้าง เพราะ ี่ผ่านมาเรียนปิดเทอมก็ต้องกลับไปเรียน  หยุดก็ต้องกลับไปทำงาน แต่จากนี้จะไม่มีโมเม้นนั้นอีกแล้ว คิดแล้วมันก็ใจหายค่ะ โดยรวมๆตอนนี้ผ่านมาครึ่งค่อนเดือนแล้วยังคิดถึงทุกคนอยู่ และกลัวการเริ่มต้นใหม่ ส่วนใครสงสัยว่ากล้าจังลาออกไม่มีงาน มีงานใหม่แล้วค่ะ แต่เงินเทียบแล้วน้อยกว่าที่เดิมแต่พออยู่ได้ค่ะ อนาคตมองไม่เห็นแล้วในอาชีพที่ตัวเองทำเพราะค่อนข้างรู้สึก burn out มาก ไม่รู้จะรับไหวได้ถึงตอนไหน แต่จะพยายามสังเกตใจตัวเองก่อนจะสายไปค่ะ

ไม่รู้ว่าตัวเองเลือกทางผิดไหม แต่ใครจะรู้ ใช่มั้ยคะ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่