กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งเดินทางข้ามทุ่งหญ้าเพียงลำพัง เขาแบกถุงผ้าเล็ก ๆ ใส่อาหารและน้ำ ตั้งใจจะเดินทางไปยังหมู่บ้านอีกฟากหนึ่งของภูเขา ขณะกำลังเดินผ่านพงหญ้า เขาได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ตรงเข้ามาจากด้านหลัง
เมื่อหันกลับไป เขาเห็นเสือโคร่งตัวใหญ่กำลังวิ่งเข้าหาเขาด้วยสายตาที่แน่วแน่ เขาตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น รีบหันกลับแล้วอุทานว่า “ไม่จริงน่า… เสืองั้นหรือ?”
เขาเริ่มวิ่งหนีทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง วิ่งข้ามลำธาร ผ่านโขดหิน และในที่สุดมาถึงหน้าผาสูงชันที่ไม่มีทางให้เดินต่อได้ เขามองลงไปเห็นความลึกที่ชวนเวียนหัว ขณะเดียวกัน เสือก็เข้าใกล้เรื่อย ๆ
เขามองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว และเห็นเถาวัลย์เส้นหนึ่งยื่นออกมาจากรอยแยกในหิน เขารีบคว้าหมับและกระโดดลงไป ห้อยตัวไว้กลางอากาศ เสือบนหน้าผาก้มลงมามองเขาอย่างไม่ลดละ ส่งเสียงคำรามเบา ๆ อย่างหงุดหงิด
“เอาเถอะ… อย่างน้อยก็ยังไม่ถูกกินตอนนี้…” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ชายคนนั้นแขวนตัวอยู่กลางหน้าผา มีเพียงเถาวัลย์เส้นเดียวที่พยุงเขาไว้จากความตาย เสือบนหน้าผาก้มลงมาด้วยสายตาเฝ้ารอ ขณะที่ด้านล่างของเขา เสืออีกตัวหนึ่งนั่งรออยู่เงียบ ๆ เหมือนรู้ว่าจะได้อาหารในไม่ช้า
เขาหันซ้ายขวาอย่างสิ้นหวังแล้วพูดกับตัวเองว่า “ข้างบนก็ไม่ได้ ข้างล่างก็ไม่รอด… แล้วข้าควรทำอะไรดี ?”
ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นเถาวัลย์ที่ตัวเองกำลังเกาะไว้ กำลังถูกหนูสองตัวกัดทีละน้อย ตัวหนึ่งสีขาว อีกตัวสีดำ พวกมันแทะเถาวัลย์อย่างสลับกันไปมาอย่างเงียบ ๆ
“พวกเจ้า… หยุด เดี๋ยวนี้ !” เขาอุทานเสียงดัง แต่หนูทั้งสองก็ไม่สะทกสะท้าน ยังคงกัดต่อไปอย่างมั่นคง เถาวัลย์เริ่มขาดลงอย่างช้า ๆ ไม่มีอะไรหยุดมันได้
เขาหายใจแรง ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ผนังหินข้างตัว ใกล้ ๆ มือของเขา มีสตรอว์เบอร์รี่ลูกหนึ่งแดงสดงอกออกมาจากต้นเล็ก ๆ เขาเบิกตากว้างแล้วพูดกับตัวเองว่า “อยู่ตรงนี้… ได้ยังไง ?”
เขาจ้องมองผลไม้เล็ก ๆ นั้นอย่างลืมความกลัวชั่วขณะ
เขายื่นมือข้างหนึ่งออกไปช้า ๆ ค่อย ๆ เอื้อมไปยังสตรอว์เบอร์รี่ลูกนั้น เถาวัลย์ในมืออีกข้างยังคงเป็นสิ่งเดียวที่ค้ำจุนเขาไว้จากการตกลงไปในเหว เมื่อปลายนิ้วสัมผัสผลไม้ เขารู้สึกได้ถึงความเย็น ความนุ่ม และความสดใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ เขาจับมันอย่างระมัดระวัง แล้วเด็ดออกมาจากต้น
“นี่หรือ… ที่ข้ายังมีโอกาสได้ลิ้มรสอยู่ตอนนี้ ?” เขาพูดกับตัวเอง ขณะที่เถาวัลย์ยังคงถูกกัดกร่อนจากหนูทั้งสอง เขารู้ดีว่าไม่มีอะไรหยุดมันได้ และเสือทั้งสองตัวก็ยังไม่จากไปไหน แต่เขากลับรู้สึกว่ามือที่ถือผลไม้ไว้แน่นนั้นมั่นคงกว่าความกลัวในใจเสียอีก
เขาเอาสตรอว์เบอร์รี่เข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ และเงียบ ๆ แล้วกล่าวเสียงเบาแต่ชัดเจนว่า “หวาน… หวานกว่าที่ข้าเคยกินมาทั้งชีวิต…”
ในวินาทีนั้น เขาไม่รู้ว่าเถาวัลย์จะขาดเมื่อไร ไม่รู้ว่าเสือจะกระโจนลงมา หรือเขาจะร่วงลงไปสู่ความตายในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า แต่สิ่งที่เขารู้แน่ชัดก็คือ เขาได้ลิ้มรสสตรอว์เบอร์รีลูกหนึ่งอย่างแท้จริง โดยไม่ถูกรบกวนจากอดีตหรือความกังวลในอนาคต
เขาไม่ยิ้ม ไม่หลับตา ไม่แสดงท่าทีใดเกินจำเป็น แต่ความนิ่งสงบในใจของเขานั้นชัดเจนกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เสียงคำรามของเสือ ความกรอบของเสียงเถาวัลย์ที่ถูกกัด หรือแม้แต่แรงลมจากหน้าผา ล้วนเงียบลงในใจเขา
“ข้ารู้แล้ว ว่าข้าอยู่ตรงไหน และอะไรที่ยังอยู่กับข้าในตอนนี้…” เขาพูดเสียงเบาในใจของตัวเอง ไม่ได้หมายถึงสตรอว์เบอร์รี่เท่านั้น แต่หมายถึงการมีชีวิตอยู่ในขณะนั้นจริง ๆ
แม้สภาพแวดล้อมรอบตัวยังคงเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือจิตใจของเขาเอง
*** (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้เราจะอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน ความกลัว หรือความตายที่รออยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง แต่หากเราสามารถวางใจให้อยู่กับปัจจุบันขณะได้จริง ๆ ชีวิตก็ยังมีความสุขที่แท้จริงได้แม้ในภาวะคับขัน)
ลิ้มผลอร่อยแม้พบ ..... ประสบภัย
คำอุปมาอุปไมย ..... เทียบแท้
ยามกลัวต่อสิ่งใด ..... ร้ายสุด
หยุดคิดมีสติแล้ ..... สุขแม้นขณะจิต วางเอย.
Kitaro - New Lights
🤍🤍🤍 นิทานเซน: คำอุปมาอุปไมย 🤍🤍🤍