ตีตกหมายจับ 'ภาวุธ' ถอดรหัสศาลยุติธรรม คาน 'การเมือง'
พรรคแกนนำฝ่ายค้านกำลังเผชิญการตรวจสอบอีกครั้ง เมื่อ "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 ของพรรคประชาชน และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)เงา ของพรรค เป็นฝ่ายตรวจสอบรัฐบาลอยู่ดีๆ ก็มาเผชิญคดีพัวพันกับความเชื่อมโยงกับคดีลงทุน Forex-3D
หลังจาก “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือดีเอสไอ ได้ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขออนุมัติออกหมายจับ แต่ศาลอาญาพิจารณาแล้วเห็นควร ยกคำร้อง ไม่ออกหมายจับในส่วนของ “ภาวุธ” เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่ได้น้ำหนักถึงขั้นต้องจับกุม และผู้ถูกกล่าวหายังอยู่ในวิสัยที่ออกหมายเรียกได้
ขณะที่ “ภาวุธ” เดินทางเข้าพบดีเอสไอ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และยืนยันว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินกว่า 800 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ สส.พรรคประชาชน ที่ตกเป็นข่าวใหญ่ ท่ามกลางการเดินเกมตรวจสอบรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่ โครงการ TH-AI Passport โดยพยายามโยงไปถึง “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ที่มีงบประมาณโครงการกว่า 1,600 ล้านบาท จนกระทั่งถูกรัฐบาลแลกหมัดกลับตรวจสอบ สส.พรรคฝ่ายค้าน
กลายเป็นข่าวแลกหมัดการตรวจสอบ ฝ่ายละหมัด ระหว่างพรรคน้ำเงินและพรรคสีส้ม จนทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต การรับลูกของดีเอสไอ เป็นการสนองตอบทางการเมืองรัฐบาลภูมิใจไทยหรือไม่
ขณะที่ความเห็นจากซีกรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ระบุว่า ดีเอสไอจะเรียก “ภาวุธ” มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยจะเรียกมาสอบในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา รวมทั้งเชื่อว่า“ภาวุธ” จะไม่หลบหนีคดี
มีมุมมองถึงปรากฎการณ์ดังกล่าว กรณีศาลยุติธรรมไม่อนุมัติหมายจับตามที่เจ้าพนักงานได้ร้องขอ “สุโรจน์ จันทรพิทักษ์” อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ที่เป็นผู้พิพากษามาถึง 32 ปี ก่อนลาออกจากราชการ ให้ความเห็นถึงกรณีที่ศาลยกคำร้องการออกหมายจับ “สส.ภาวุธ” ว่า "ในกรณีนี้ ถ้าบุคคล ซึ่งถูกออกหมายจับเป็น สส. หรือ สว. โดยส่วนใหญ่ ศาลจะมีมุมมองแง่ที่ว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เพราะสังคมสามารถตรวจสอบได้ตลอด ศาลจึงพิจารณายกคำร้องจากอนุมัติออกหมายจับ สส."
อดีตผู้พิพากษา ยังมองว่า "ถ้าพยานหลักฐานไม่แน่ชัด หรือมีน้ำหนักบ่งชี้น้อยมาก กรณีนี้ศาลจะให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานตามคำร้องของเจ้าพนักงานตำรวจว่า มีเค้าโครงน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน โดยหลักกฎหมายแล้ว ศาลจะพิจารณาให้ถึงกับเชื่อได้ว่า พยานหลักฐานนั้นมีน้ำหนักบ่งชี้ไปที่ตัวผู้ต้องหามากน้อยแค่ไหน เป็นสำคัญก่อน ส่วนพฤติการณ์ผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องรองลงมา ถ้าไม่มีหลักฐานให้เชื่อได้ ศาลก็จะไม่ออกหมายจับให้ตามคำร้อง"
ภายใต้บริบททางการเมืองปัจจุบันที่องค์กรอย่างศาลยุติธรรม กำลังถูกท้าทาย และอาจถูกฝ่ายการเมืองเข้ามาต่อรองวิ่งเต้นคดีทางการเมืองได้นั้น “สุโรจน์” ยังเชื่อว่า ศาลยุติธรรมมีความแตกต่างจากองค์กรอิสระ เขามองว่าศาลยุติธรรมยังเป็นหลักให้กับประเทศได้ เพราะระบบของศาลยุติธรรมมีประเพณีของศาล ที่ทำให้การเมืองแทรกแซงได้ยาก
ขณะเดียวกัน ศาลจะมีเรื่องอำนาจอิสระของผู้พิพาษาในการพิจารณาคดี ถึงแม้ผู้บังคับบัญชาไม่เห็นด้วย ก็แทรกแซงยาก ท้ายที่สุดรูปคดีมักจะออกไปไปตามที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสั่ง
“ศาลถูกการเมืองแทรกแซงได้ยาก เพราะมีวัฒนธรรมของผู้พิพากษา ที่มองการเมือง เขามองออกแต่ไม่แสดงออก การทำงานใช้กฎหมายเป็นหลัก เท่าที่ผมผู้พิพากษาเป็นมา 32 ปี ศาลใช้กฎหมายเป็นหลัก การที่ศาลไม่ออกหมายจับนั้น เป็นไปตามข้อกฎหมายอยู่แล้ว”
อีกทั้ง “สุโรจน์” ยังเห็นว่าถ้าหากศาลใช้อำนาจผิดในการสั่งเกี่ยวกับการอนุมัติหมายจับ ก็จะเป็นปัญหาแน่นอน ถ้าเป็นกรณีที่จงใจ ยกตัวอย่างคดีหนึ่งในอดีต ศาลเคยออกหมายจับ สว.คนหนึ่ง แล้วต่อมาศาลได้เพิกถอนหมายจับนั้น โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็จะเกิดปัญหาขึ้น จากการใช้อำนาจเพิกถอนหมายจับ ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ ศาลหรือผู้พิพากษา ก็เห็นชอบที่เพิกถอนหมายจับนั้นได้
สมัยที่ “สุโรจน์” เป็นผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น เขายกเหตุการณ์หนึ่ง ที่ศาลเคยออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว ต่อมาญาติได้ร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ เพราะศาลออกหมายจับผิดตัวผิดคน เนื่องจากคนที่ถูกออกหมายเป็นฝาแฝดกับผู้ต้องหา ถ้าเป็นกรณีนี้ ศาลจะใช้เหตุผลเพียงพอตามกฎหมาย ที่จะเพิกถอนหมายจับได้
ขณะที่สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ถูกมองว่าระบอบน้ำเงินรุกคืบองค์กรอิสระ ผ่านวุฒิสภา การแทรกแซงศาลยุติธรรมมีความเป็นไปได้หรือไม่ “สุโรจน์” ระบุว่า ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม จะแทรกแซงได้ยาก ถ้าเทียบกับอดีตผู้พิพากษาที่ลาออกไปอยู่องค์กรอื่น เพราะระบบของศาลยุติธรรม จะไม่มีการตัดสินตามกระแส นี่คือข้อดีองค์กรศาลยุติธรรม ที่พิจารณาคดีตามน้ำหนักพยานหลักฐาน ตนยังเชื่อว่ายากอยู่ หากเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินจะแทรกแซงศาลยุติธรรม
“ผู้พิพากษาส่วนใหญ่มีหลักกฎหมาย แต่พอลาออกจากศาลแล้ว ผมไม่อาจการันตีได้ เพราะแนวคิดอาจเปลี่ยนได้ ต้องดูเหตุผลคำวินิจฉัยต่างๆ รองรับ ถ้าไม่มีเหตุผล จะมีปัญหาได้” อดีตผู้พิพากษาฯ ระบุ
เมื่ออดีตผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมออกมาการันตี วัฒนธรรมจารีตประเพณีปฏิบัติของศาลยุติธรรมที่มี “ก.ต.” หรือคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คอยกำกับ และสิ่งหนึ่งที่เขายึดเสมอคือ พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงรับสั่งไว้ว่า “เมื่อเป็นผู้พิพากษาแล้วจะต้องเป็นผู้พิพากษาไปจนตาย"
จึงทำให้องค์กรศาลยุติธรรม ยังเป็นอีก 1 ใน 3 อำนาจหลักของระบอบประชาธิปไตย ยังสามารถถ่วงดุล ตรวจสอบ คานอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติได้ทุกเมื่อ แม้ประเทศจะเกิดความขัดแย้ง และวิกฤติมาหลายยุคหลายสมัย
https://www.facebook.com/share/p/14myuRsugXr/
#การเมือง #เนชั่นสุดสัปดาห์ #พรรคประชาชน
ตีตกหมายจับ 'ภาวุธ' ถอดรหัสศาลยุติธรรม คาน 'การเมือง'
พรรคแกนนำฝ่ายค้านกำลังเผชิญการตรวจสอบอีกครั้ง เมื่อ "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 ของพรรคประชาชน และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)เงา ของพรรค เป็นฝ่ายตรวจสอบรัฐบาลอยู่ดีๆ ก็มาเผชิญคดีพัวพันกับความเชื่อมโยงกับคดีลงทุน Forex-3D
หลังจาก “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือดีเอสไอ ได้ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขออนุมัติออกหมายจับ แต่ศาลอาญาพิจารณาแล้วเห็นควร ยกคำร้อง ไม่ออกหมายจับในส่วนของ “ภาวุธ” เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่ได้น้ำหนักถึงขั้นต้องจับกุม และผู้ถูกกล่าวหายังอยู่ในวิสัยที่ออกหมายเรียกได้
ขณะที่ “ภาวุธ” เดินทางเข้าพบดีเอสไอ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และยืนยันว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินกว่า 800 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ สส.พรรคประชาชน ที่ตกเป็นข่าวใหญ่ ท่ามกลางการเดินเกมตรวจสอบรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่ โครงการ TH-AI Passport โดยพยายามโยงไปถึง “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ที่มีงบประมาณโครงการกว่า 1,600 ล้านบาท จนกระทั่งถูกรัฐบาลแลกหมัดกลับตรวจสอบ สส.พรรคฝ่ายค้าน
กลายเป็นข่าวแลกหมัดการตรวจสอบ ฝ่ายละหมัด ระหว่างพรรคน้ำเงินและพรรคสีส้ม จนทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต การรับลูกของดีเอสไอ เป็นการสนองตอบทางการเมืองรัฐบาลภูมิใจไทยหรือไม่
ขณะที่ความเห็นจากซีกรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ระบุว่า ดีเอสไอจะเรียก “ภาวุธ” มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยจะเรียกมาสอบในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา รวมทั้งเชื่อว่า“ภาวุธ” จะไม่หลบหนีคดี
มีมุมมองถึงปรากฎการณ์ดังกล่าว กรณีศาลยุติธรรมไม่อนุมัติหมายจับตามที่เจ้าพนักงานได้ร้องขอ “สุโรจน์ จันทรพิทักษ์” อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ที่เป็นผู้พิพากษามาถึง 32 ปี ก่อนลาออกจากราชการ ให้ความเห็นถึงกรณีที่ศาลยกคำร้องการออกหมายจับ “สส.ภาวุธ” ว่า "ในกรณีนี้ ถ้าบุคคล ซึ่งถูกออกหมายจับเป็น สส. หรือ สว. โดยส่วนใหญ่ ศาลจะมีมุมมองแง่ที่ว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เพราะสังคมสามารถตรวจสอบได้ตลอด ศาลจึงพิจารณายกคำร้องจากอนุมัติออกหมายจับ สส."
อดีตผู้พิพากษา ยังมองว่า "ถ้าพยานหลักฐานไม่แน่ชัด หรือมีน้ำหนักบ่งชี้น้อยมาก กรณีนี้ศาลจะให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานตามคำร้องของเจ้าพนักงานตำรวจว่า มีเค้าโครงน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน โดยหลักกฎหมายแล้ว ศาลจะพิจารณาให้ถึงกับเชื่อได้ว่า พยานหลักฐานนั้นมีน้ำหนักบ่งชี้ไปที่ตัวผู้ต้องหามากน้อยแค่ไหน เป็นสำคัญก่อน ส่วนพฤติการณ์ผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องรองลงมา ถ้าไม่มีหลักฐานให้เชื่อได้ ศาลก็จะไม่ออกหมายจับให้ตามคำร้อง"
ภายใต้บริบททางการเมืองปัจจุบันที่องค์กรอย่างศาลยุติธรรม กำลังถูกท้าทาย และอาจถูกฝ่ายการเมืองเข้ามาต่อรองวิ่งเต้นคดีทางการเมืองได้นั้น “สุโรจน์” ยังเชื่อว่า ศาลยุติธรรมมีความแตกต่างจากองค์กรอิสระ เขามองว่าศาลยุติธรรมยังเป็นหลักให้กับประเทศได้ เพราะระบบของศาลยุติธรรมมีประเพณีของศาล ที่ทำให้การเมืองแทรกแซงได้ยาก
ขณะเดียวกัน ศาลจะมีเรื่องอำนาจอิสระของผู้พิพาษาในการพิจารณาคดี ถึงแม้ผู้บังคับบัญชาไม่เห็นด้วย ก็แทรกแซงยาก ท้ายที่สุดรูปคดีมักจะออกไปไปตามที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสั่ง
“ศาลถูกการเมืองแทรกแซงได้ยาก เพราะมีวัฒนธรรมของผู้พิพากษา ที่มองการเมือง เขามองออกแต่ไม่แสดงออก การทำงานใช้กฎหมายเป็นหลัก เท่าที่ผมผู้พิพากษาเป็นมา 32 ปี ศาลใช้กฎหมายเป็นหลัก การที่ศาลไม่ออกหมายจับนั้น เป็นไปตามข้อกฎหมายอยู่แล้ว”
อีกทั้ง “สุโรจน์” ยังเห็นว่าถ้าหากศาลใช้อำนาจผิดในการสั่งเกี่ยวกับการอนุมัติหมายจับ ก็จะเป็นปัญหาแน่นอน ถ้าเป็นกรณีที่จงใจ ยกตัวอย่างคดีหนึ่งในอดีต ศาลเคยออกหมายจับ สว.คนหนึ่ง แล้วต่อมาศาลได้เพิกถอนหมายจับนั้น โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็จะเกิดปัญหาขึ้น จากการใช้อำนาจเพิกถอนหมายจับ ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ ศาลหรือผู้พิพากษา ก็เห็นชอบที่เพิกถอนหมายจับนั้นได้
สมัยที่ “สุโรจน์” เป็นผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น เขายกเหตุการณ์หนึ่ง ที่ศาลเคยออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว ต่อมาญาติได้ร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ เพราะศาลออกหมายจับผิดตัวผิดคน เนื่องจากคนที่ถูกออกหมายเป็นฝาแฝดกับผู้ต้องหา ถ้าเป็นกรณีนี้ ศาลจะใช้เหตุผลเพียงพอตามกฎหมาย ที่จะเพิกถอนหมายจับได้
ขณะที่สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ถูกมองว่าระบอบน้ำเงินรุกคืบองค์กรอิสระ ผ่านวุฒิสภา การแทรกแซงศาลยุติธรรมมีความเป็นไปได้หรือไม่ “สุโรจน์” ระบุว่า ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม จะแทรกแซงได้ยาก ถ้าเทียบกับอดีตผู้พิพากษาที่ลาออกไปอยู่องค์กรอื่น เพราะระบบของศาลยุติธรรม จะไม่มีการตัดสินตามกระแส นี่คือข้อดีองค์กรศาลยุติธรรม ที่พิจารณาคดีตามน้ำหนักพยานหลักฐาน ตนยังเชื่อว่ายากอยู่ หากเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินจะแทรกแซงศาลยุติธรรม
“ผู้พิพากษาส่วนใหญ่มีหลักกฎหมาย แต่พอลาออกจากศาลแล้ว ผมไม่อาจการันตีได้ เพราะแนวคิดอาจเปลี่ยนได้ ต้องดูเหตุผลคำวินิจฉัยต่างๆ รองรับ ถ้าไม่มีเหตุผล จะมีปัญหาได้” อดีตผู้พิพากษาฯ ระบุ
เมื่ออดีตผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมออกมาการันตี วัฒนธรรมจารีตประเพณีปฏิบัติของศาลยุติธรรมที่มี “ก.ต.” หรือคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คอยกำกับ และสิ่งหนึ่งที่เขายึดเสมอคือ พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงรับสั่งไว้ว่า “เมื่อเป็นผู้พิพากษาแล้วจะต้องเป็นผู้พิพากษาไปจนตาย"
จึงทำให้องค์กรศาลยุติธรรม ยังเป็นอีก 1 ใน 3 อำนาจหลักของระบอบประชาธิปไตย ยังสามารถถ่วงดุล ตรวจสอบ คานอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติได้ทุกเมื่อ แม้ประเทศจะเกิดความขัดแย้ง และวิกฤติมาหลายยุคหลายสมัย
https://www.facebook.com/share/p/14myuRsugXr/
#การเมือง #เนชั่นสุดสัปดาห์ #พรรคประชาชน