เล่าที่มาหนัง"พาแมตต์ เดม่อนกลับบ้าน" เวอร์ชั่น Chirstopher Nolan Rev.02 aka The odyssey

กระทู้สนทนา
ทำความรู้จักเล่าเรื่องโอดิสซี่ก่อน ส่วนรีวิวหนังอยู่คอมเม้นที่ 4 ไปนะจ๊า

เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะคะที่เราต้องมาเอาใจช่วยแมต เดม่อนกลับบ้าน ตั้งแต่หัดดูหนังกับพ่อมานี่น่าจะเป้นครั้งที่ 4-5 ได้แล้ว แม้กระทั่งเป็นสายลับก็จำทางกลับบ้านไม่ได้นะคะ และในครั้งนี้ แมต เดม่อนก้โดนคริสโตเฟอร์เอาไปปล่อยเกาะอีกครั้ง คราวนี้ยังดีที่อยู่ในโลก ระยะทางเป็นปี ไม่ถึงปีแสงนะคะ เอาหละ เรามาเริ่มเข้าเรื่องพูดคุยสนทนาเกี่ยวกับ มหากาพย์โอดิสซี่ ผ่านเลนส์และฟิล์ม 70mm กันนะคะ

ในกระทู้นี้คนเขียนเป็น Gen Y อ่านนิยาย เล่นติ๊กตอก ติดเกมมาเยอะ หากใช้ศัพท์ หรือคำเปรียบเปรยที่คุณไม่เข้าใจ
ลองอ่านกระทู้อื่นเพิ่มเติมนะคะ แหะๆ อยากเขียนเฉยๆ

ใครที่เคยอ่านมาแล้ว สามารถข้ามส่วนนี้ไปได้เลย ส่วนสำหรับใครที่ไม่ค่อยทราบเกล็ดประวัติศาสตร์และวรรณกรรมเราจะมาปูพื้นฐานกันประมาณว่า ภาคแรก อีเลียด ว่าด้วยตำนานของการทำสงครามกรุงทรอย Key ของเรื่องจะเน้นไปที่ตัวละครชื่ออะคลิลิสผู้กล้าและความเทพของเขา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และ นี่คือเรื่องย่อของภาค 2 มหากาพย์โอดิสซี่ย์ ของโฮเมอร์
        ก่อนอื่น แกฟังเรานะ เรื่องนี้เขียนขึ้นก่อนคริสตกาลเกือบพันปี แกเข้าใจใช่มั้ย มันไม่ได้สปอย มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว แกแค่ไม่ได้มีเวลาไปหาอ่านมัน เราเขียนขึ้นเพื่อให้คนที่อยากรู้ก่อนว่าตำนานจะถูกเล่าในรูปแบบไหน หรือคนที่ๆม่มีพื้นฐานปกรณัมกรีกไปดูมาแล้ว นี่มันอะไรว๊ะหนะ จะได้เข้าใจคร่าวๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใด แหม ก็ถือว่าอ่านเอาอรรถรสหน่าาาา

โอดิสซีอุส หรือ อีกชื่อในลาตินชื่อ ยูลิสซี แต่ในกระทู้นี้ขอเรียกแค่ โอดี้ แล้วกัน
โอดี้เป็นราชาของเมืองอิธาก้า เมืองที่อยู่ในเครือโรมัน สปาตั้น นอกจากนั้นแล้วยังเป็น Archer สาย Int ฉลาดและยิงธนูเก่ง คุณอาจจะเคยเจอเค้ามาแล้วในโลโก้ของค่ายหนัง TSG Entertainment นั่นหละ งานอดิเรกของโอดี้ เอาขวานมาวางเรียงกัน 12 เล่มแล้วยิงธนูรอดหัวขวานรวดเดียวเท่ๆ แล้วธนูนี่ก็ขึ้นสายยากเย็นด้วยนะ ต้องให้เจ้าของมาขึ้นสายถึงจะทำได้

ค่ะ ตามที่กล่าวไปข้างต้นโอดี้อาจจะหาเรื่องหนีไม่ติดตามอะกาเมมน่อนอีกต่อไป เลยแล่นเรือไปอีกฝั่ง และใช้เวลากว่า 20 ปีกว่าจะได้กลับบ้านซักที (i[dH 10ปี ลอยไปลอยมาอีก 10 ปี โอ๊ะ น่าเหนื่อยหน่ายจริง ผัวแบบเนี้ย)
คิออาจจะด้วยความฉลาดหละเนาะ อะธีน่า เทพีแห่งสติปัญญาเลยเป็นสปอนเซอร์ให้โอดี้มาตลอดในขณะที่โพไซดอนเทพแห่งท้องทะเลไม่ค่อยชอบหน้าเค้าเท่าไหร่ อันนี้อาจจะมีผลมาจากสงครามกรุงทรอยที่พวกสปาตันทำการลบหลู่วิหารเทพ ที่อาจจะเป็นของโพไซดอนเข้า ทั้งเรื่องการฆ่าเชลย ม้าไม้ยัดไส้ เทพเลยกริ้ว อยากเอาคืนมั๊ง

- พอจบศึกกรุงทรอย โอดี้มีเรือในกอง 12 ลำ แทนที่จะหาเสบียงให้พร้อมๆครบๆ อ้อมกลับบ้านยิงยาว ดันคิดว่าไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า เลยแวะปล้มสดมภ์ชาวบ้านเกาะซิโคนี ก็กินดื่มกันเต็มที่เลย ไม่ยอมกลับผลาญเสบียงชาวบ้านไปซะเยอะ แนวโน้มมาแล้วว่าคนพวกนี้ไม่ได้มีเกียรติของทหารขนาดนั้นเลยนะ เค้าลางหายนะมาแต่ไกล

- หลังจากออกจากซิโคนี ก็โดนพายุพัดไปยังเกาะของชนเผ่ากินดอกบัว คุ้นๆมั้ยคะ ใช่ค่า ชนเผ่านี้ปรากฏอยู่ใน Percy Jackson ฉบับหนังโรงตอนนู้นด้วยนะ เหล่าลูกเรือของโอดี้ก็ถูกเชื้อเชิญให้กิน พอกินแล้วก็เคลิ้มๆ แฮปปี้ ลอยๆ ไม่อยากกลับบ้าน บ้านเราอยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว รึเปล่านะ นี่เรามีเมียมีลูกมั๊ยนะ ถ้ามีเมีย เมียต้องมาแล้วดิว๊ะ ไม่ได้อยากไปไหน อยู่กินดอกบัวไปวันๆก็สบายดี ทำให้โอดี้ต้องลากลูกเรือผูกไว้กับเรือถึงได้ออกจากเกาะ จริงเราสิ่งนี้มันเหมือนกับอาการที่ทหารผ่านศึกหรือคนที่เจอเรื่องเลวร้ายมาพึ่งสารเสพติดเพื่อให้ตัวเองีชีวิตอยู่ต่อไปได้เลยเหมือนกันเนาะ
                    
- หลังจากนั้นก็แล่นเรือไปเรื่อยๆ ได้ขึ้นเกาะของยักษ์ตาเดียว พบกับยักษ์ชื่อ โพลีฟีมัส ถึงจะอยู่ในร่างอมนุษย์แบบนี้ แต่หมอนี้แบคใหญ่มาก พ่อเป็นโพไซดอน พอไปหาเสบียงก็จะไปขโมยของเค้าเลยโดนโพลีฟีมัสจับคนของโอดี้กินเป็นขนมกรุบเลย ทนไม่ไหว มอมเหล้ายักษ์แล้วชวนคุยว่า  เอ้ยยยยข้อยซื่อ "บ่มีไผ" แล้วสูอะเป็นใคร เป็นยักษ์หรอ เอิ้ว อยู่มานานแล่วบ่ คุยกันพอรู้เรื่องๆ พอโพลีฟีมัสเมาได้ที่ให้ทหารเอาไม้เผาไฟจิ้มตายักษ์บอดเลยทีเดียว โพลีฟีมัสก็ร้องด้วยความเจ็บปวด ขอให้ยักษ์ตัวอื่นในเกาะมาช่วยว่า "บ่มีไผจิ้มตาข้อยบอดแล้ว โอ้ย ช่วยด้วย บ่มีไผจิ้มตาข่อยยยยยยย" ยักษ์ตนอื่นก็งง สูสิฮ้องทำหยัง บ่มีไผเฮ็ดหยังสูเด้ สงสัยขยี้ตาแรงไปมั๊ง โอดี้กับทหารก็เลยหนีออกมาได้ แต่ระหว่างที่เรือกำลังแล่นออกจากเกาะ พี่แกคันปากหวะ ชนะแล้วไม่ถ่มถึยมันไม่ถือว่าชนะ เลยจะโกนไปว่า กุชื่อโอดิสซีอุสโว้ย ไอ่ง่อววว (จริงๆไอ้หมอนี่น่าจะไม่ใช่คนดีขนาดนั้นนะ)โพลีฟีมัสก็ฟ้องพ่อดิครับ....... โพไซดอนก็ยิงพิโรธไปใหญ่เลยทีนี้  

*** จริงๆพี่แกบอกว่าชื่อ Outis แปลว่า Nobody ไม่มีใคร ***
                                
                                                The Blinding of Polyphemus - Pellegrino Tibaldi (1527-1596) - PD-art-100

- ชีวิตมันจะเจอแต่อุปสรรคอย่างเดียวเลยหรอว๊ะ ก็ไม่น่าปะ? กองเรือของโอดี้ก็แล่นไปจนเจอเกาะเอโอลัสที่มีเทพแห่งสายลมประทับอยู่ ท่านเทพก็มอบลมพายุที่จะพัดใบเรือให้กลับถึงอิธาก้าได้เลย ยกเว้นลมตะวันตก(ลมหลักสำหรับเดินเรือมั๊ง ไม่แน่ใจ) โดยบรรจุมันลงในถุงหนังสีน้ำตาล ทีนี้ก็ใช้ลมจากถุงเนี่ยแล่นเรือมาจนเห็นอิธาก้าอยู่ลิบๆแล้ว อยู่ๆมีไอ้ฟายตัวนึงคิดว่า เออ ไอ้ถุงหนังอันนั้นที่เทพให้มาเนี่ย ทองรึเปล่าว๊ะ นายจะฮุบไว้คนเดียวเลยหรอว๊ะ แอบเปิดถุงขโมยทองดีกว่า เท่านั้นแหละ ลมก็ออกจากถุงพัดเอาเรือทั้งหมดกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่มาครั้งแรก...... เห็นบ้านตรงหน้าแล้วแท้ๆ เห้อ
    Check list กันหน่อย
     ✓ ละโมบโลภมาก ปล่นสดมภ์
     ✓ เสพติดของมึนเมา
     ✓ หยิ่ง ยโส อวดดี
     ✓ โง่แล้วโลภเบิ้ลเข้าไปอีก
                    ว่านี่ไม่ใช่แก๊งคนดีขนาดนั้นนะ

- หลังจากนั้นก็เดินเรือไปเรื่อยๆ จนมาถึงเกาะยักษ์กินคนเลสทริโกเนียน ซึ่งกองเรือเกิดความเสียหายมากที่สุดในเกาะนี้ ยักษ์เข้าโจมตีลูกเรือและเรือ เสียชีวิตเกือบทั้งหมด โอดิสซีอุสสูญเสียเรือในกองไป 11 ลำ เหลือเพียงเรือของโอดิสซีอุสลำเดียวที่รอดมาได้ อันนี้ขอเอารูปจากหนังมาแปะหน่อยแล้วกัน เพราะประทับใจมาก ไม่คิดว่าหนังจะทำซีนนี้ได้ออกมาน่าเกรงขามขนาดนั้น
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่