ผมเป็นนักแสดงตัวประกอบเพิ่งได้บทนำครั้งแรก... แต่ตอนนี้ผมเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าตัวเองคือใคร และ

กระทู้สนทนา
สวัสดีครับทุกคน...
​นี่เป็นกระทู้แรกของผมเลย ปกติผมได้แต่เข้ามาอ่านเรื่องลึกลับของคนอื่น ไม่คิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมาตั้งกระทู้ระบายอะไรแบบนี้เหมือนกัน ที่ผมมาเขียนวันนี้เพราะไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้วจริงๆ ครับ เพื่อนในวงการก็คิดว่าผม "อินกับบท" มากเกินไป ส่วนครอบครัวพอผมเล่าให้ฟังเขาก็มองว่าผมทำงานหนักจนเพ้อเจ้อ
​ผมขอใช้นามแฝงว่า "เต้" นะครับ อายุ 25 ปี อาชีพหลักของผมคือเป็นนักแสดงตัวประกอบ (Extra) วิ่งผ่านกล้องบ้าง มีบทพูดประโยคสองประโยคบ้างสลับกันไป เดินสายแคสต์งานจนแทบจะท้อ จนกระทั่งเมื่อสามเดือนก่อน โอกาสเปลี่ยนชีวิตของผมก็มาถึงครับ
​ผมแคสต์ผ่านบทนำของภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ-จิตวิทยาเรื่องหนึ่ง เป็นหนังอินดี้ฟอร์มเล็กแต่น่าสนใจมาก บทที่ผมได้รับมีชื่อว่า "ดิน"
​คาแรคเตอร์ของ "ดิน" คือผู้ชายที่มีภาวะทางจิตเงียบๆ มีปมวัยเด็กที่ดำมืด เป็นคนเก็บตัว แววตาว่างเปล่า และมักจะทำร้ายตัวเองเวลาที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ วันแรกที่ผมได้บทมาอ่าน ผมตื่นเต้นมากครับ มันคือโอกาสพิสูจน์ตัวเองครั้งใหญ่ ผมเลยตัดสินใจใช้วิธี Method Acting เข้าไปใช้ชีวิตเป็นดินจริงๆ
​ผมเริ่มย้ายออกจากบ้านมาเช่าห้องอพาร์ตเมนต์เก่าๆ แถวชานเมืองอยู่คนเดียว ตัดขาดการติดต่อจากเพื่อนๆ เริ่มกักตัวเองอยู่ในห้องสลัวๆ หัดจ้องกระจกแล้วทำหน้านิ่งๆ นานเป็นชั่วโมงพยายามเลียนแบบสายตาว่างเปล่าของดิน ตารางชีวิตของเต้ถูกแทนที่ด้วยตารางชีวิตของดินทั้งหมด
​ช่วงแรกมันได้ผลดีมากครับ ตอนไปซ้อมหน้ากล้อง ผู้กำกับชมผมไม่ขาดปากว่า "สายตาเต้ได้มาก เหมือนคนจิตหลุดจริงๆ" ผมโคตรภูมิใจเลยครับ
​แต่ความผิดปกติมันเริ่มขึ้นหลังจากถ่ายทำไปได้ครึ่งเรื่อง...
​ผมเริ่มมีอาการ "ภาพตัด" (Blackout) บ่อยขึ้นครับ ตอนแรกคิดว่าตัวเองแค่เหนื่อยจากการถ่ายทำและนอนน้อย อาการมันเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น ตื่นมาตอนเช้าแล้วพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นห้องแต่งตัว ไม่ใช่นอนบนเตียง หรือบางทีก็ตื่นมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ในห้อง พอเดินไปดูที่ครัว ปรากฏว่ามีเศษเทียนไขถูกจุดทิ้งไว้จนละลายเต็มพื้น ทั้งๆ ที่ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้จับเทียนเลยสักเล่ม
​จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ...
​วันนั้นมีคิวถ่ายซีนอารมณ์หนักมาก เป็นซีนที่ "ดิน" ต้องยืนแต่งหน้าตัวเองในห้องกระจกสลัวๆ เพื่อเตรียมตัวไปทำเรื่องไม่ดี ในบทคือผมต้องใช้แป้งสีขาวพอกหน้าจนซีดเหมือนศพ แล้วใช้อายไลเนอร์สีดำกรีดลากลงมาตามแก้มให้ดูเหมือนน้ำตาไหลเป็นทางสีดำ
​ตอนที่ผมยืนแต่งหน้าอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในกองถ่าย จู่ๆ ผมก็รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาดื้อๆ มือที่ถือพู่กันสั่นระริก ลมหายใจผมเริ่มติดขัด ภาพตรงหน้ามันเบลอไปหมด... แล้วผมก็วูบไปครับ
​มารู้สึกตัวอีกทีคือตอนที่ผู้กำกับตบไหล่เบาๆ แล้วชมว่า "ซีนเมื่อกี้สุดยอดมากเต้ ดึงอารมณ์ออกมาได้น่าขนลุกจริงๆ" ผมสะดุ้งตัวโยน หันไปมองในกระจก หน้าของผมเต็มไปด้วยแป้งสีขาวและรอยเปื้อนสีดำเขรอะขระ แต่ที่ทำให้ผมเย็นวาบไปทั้งตัวคือ รอยแผลถลอกที่ข้างแก้ม มันมีเลือดซึมออกมาจริงๆ เหมือนมีใครเอาเล็บจิกและพยายามจะลอกผิวตรงแก้มออก
​ผมถามทีมงานแต่งหน้าว่า "พี่ครับ แผลนี้พี่แต่งให้เหรอ?"
พี่ช่างแต่งหน้าทำหน้างงๆ แล้วตอบว่า "เปล่านะเต้ เมื่อกี้เต้หยิบเกรียงผสมสีบนโต๊ะขึ้นมาขูดหน้าตัวเองเฉยเลย พี่ๆ กำลังจะวิ่งเข้าไปห้าม แต่ผู้กำกับบอกห้ามคัทเพราะอารมณ์มันได้... เต้จำไม่ได้เหรอ?"
​ผมยืนอึ้ง... ผมจำไม่ได้เลยครับ จำไม่ได้เลยสักนิดว่าตัวเองจับเกรียงนั่นขึ้นมาตอนไหน
​คืนนั้นผมกลับมาที่ห้องอพาร์ตเมนต์ล้างหน้าทำความสะอาดทุกอย่าง ยาแก้เครียดที่หมอเคยให้ไว้ผมก็กินเข้าไป หวังว่านอนหลับแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น แต่พอกลางดึก... ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางห้องมืดๆ เพราะได้ยินเสียงสวบสาบเบาๆ
​เสียงมันดังมาจากหน้าโต๊ะเครื่องแป้งครับ
​ในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างนอกที่ส่องรอดรอยแยกของผ้าม่านเข้ามา กระทบกับบานกระจกเงาตรงมุมห้อง ผมค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง สายตาจ้องไปที่เงาในกระจกนั้น...
​ทุกอย่างในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจของผมที่เต้นรัวจนแทบจะทะลุอก
​ในกระจก... ผมเห็นเงาร่างของตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้แต่งตัว
แต่สิ่งที่ทำให้ผมแทบกรีดร้องออกมาคือ เงาของผมในกระจกมันไม่ได้ขยับตามผมครับ!
​ผมลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง แต่เงาในกระจกบานนั้นยังคงนั่งค่อมตัวอยู่บนเก้าอี้ มือของมันค่อยๆ ยกขึ้นมาแตะที่ใบหน้า... มันใช้ปลายนิ้วจิกลงไปที่แก้มซ้ายตรงจุดที่เป็นรอยแผลถลอกของผม แล้วค่อยๆ ลอกผิวหน้าข้างนั้นออกช้าๆ เผยให้เห็นเนื้อสีดำมะเมี่ยมอยู่ข้างใน
​และที่บ้าที่สุดคือ... มันค่อยๆ หันหน้าตรงมาทางเตียงที่ผมนอนอยู่ แววตาคู่นั้นที่จ้องกลับมา มันไม่ใช่ตาของผม แต่มันเต็มไปด้วยความอาฆาตและแสยะยิ้มกว้างจนปากแทบฉีกถึงรูหู
​ผมหลับตาปี๋ สวดมนต์ทุกบทที่นึกได้ ตัวสั่นสะท้านอยู่ใต้ผ้าห่มจนกระทั่งเช้า พอสว่างผมรีบลืมตามาดู ที่หน้ากระจกไม่มีใครแล้ว เก้าอี้ก็วางอยู่ที่เดิม...
​แต่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ตรงหน้าบานกระจก... มันมี เศษแป้งพอกหน้าสีขาวที่หลุดลอกเป็นแผ่นๆ ผสมคราบเลือดแห้งกรัง ตกอยู่ 3-4 ชิ้น
​ตอนนี้ผมกลัวมากครับ กลัวจนไม่กล้าส่องกระจกบานไหนในห้องอีกเลย งานกองถ่ายที่เหลืออีกไม่กี่คิวผมก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ผมรู้สึกจริงๆ ว่า ทุกครั้งที่ผมกะพริบตาหรือเผลอวูบไป "ดิน" มันกำลังคืบคลานเข้ามาควบคุมร่างของผมมากขึ้นเรื่อยๆ
​ผมควรทำยังไงดีครับ? มีใครเคยเจออาการ Method Acting แล้วถอนตัวไม่ออกแบบนี้บ้างไหม? หรือผมควรจะไปพึ่งสมาคมวิชาชีพ หรือต้องไปหาพระจริงๆ... ช่วยผมด้วยครับ
​เดี๋ยวคืนนี้ถ้ามีอะไรคืบหน้า หรือถ้าผมทำใจกล้าถ่ายรูปโต๊ะเครื่องแป้งมาให้ดูได้ ผมจะรีบมาอัปเดตนะครับ... ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองผมจากข้างหลังตลอดเวลาเลย
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่