ขณะที่สหรัฐอเมริกายังถกเถียงกันไม่จบเรื่องกฎหมายคริปโต ฝั่งเอเชียกลับเดินหน้าเต็มสูบ จนหลายคนเริ่มมองว่าอาจถึงคราวที่ "แชมป์เก่า" อย่างสหรัฐฯ ต้องเหลียวหลังดูคู่แข่ง
ญี่ปุ่น เพิ่งผ่านร่างกฎหมายจัดให้คริปโตอย่างบิตคอยน์และอีเธอเรียมเป็น "สินทรัพย์ทางการเงิน" ภายใต้กฎหมาย FIEA แทนที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายการชำระเงินแบบเดิม ที่สำคัญคือมีแผนลดภาษีกำไรจากคริปโตจากเดิมสูงสุดถึง 55% ลงมาเหลือราว 20% เท่ากับหุ้นทั่วไป แม้การลดภาษีจริงจะยังต้องรอถึงราวปี 2028 แต่ก็ถือเป็นการปูทางให้เกิดกองทุน ETF บิตคอยน์ในประเทศได้ในอนาคต
เกาหลีใต้ เดินหน้าผลักดันให้คริปโตกลายเป็นสินทรัพย์ที่รัฐให้การยอมรับอย่างเป็นทางการ พร้อมพูดถึงแนวคิดออกโทเคนที่อ้างอิงสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล (RWA)
ฮ่องกง กำลังพัฒนาสเตเบิลคอยน์ภายใต้การกำกับดูแล พร้อมวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับสินทรัพย์โลกจริง (RWA) เต็มรูปแบบ
สิงคโปร์ ยังคงเดินหน้าออกใบอนุญาตให้สถาบันการเงินที่ต้องการทำธุรกิจคริปโตอย่างต่อเนื่อง
ส่วน
สหรัฐฯ เอง ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาเตือนว่าประเทศอื่นอาจแซงหน้าไปเรื่องคริปโตและ AI หากสภาคองเกรสไม่รีบผ่านกฎหมาย
Digital Asset Market Clarity Act (CLARITY Act) ที่จะวางกรอบกำกับดูแลตลาดคริปโตให้ชัดเจน แต่ในความเป็นจริง ร่างกฎหมายนี้ยังติดหล่มอยู่ในวุฒิสภา เพราะยังตกลงกันไม่ได้เรื่องบทบัญญัติด้านจริยธรรม ที่จะจำกัดไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงตัวประธานาธิบดีเองมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากธุรกิจคริปโตส่วนตัว ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนหลังทรัมป์เปิดเผยว่ามีรายได้จากคริปโตกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา จนโอกาสที่กฎหมายนี้จะผ่านทันปีนี้เริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ
ภาพรวมตอนนี้จึงดูเหมือนเอเชียกำลังเร่งเครื่องวางกติกาให้ชัดเจน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและผู้เล่นในตลาดคริปโตเข้ามา ขณะที่สหรัฐฯ แม้จะเป็นตลาดใหญ่ที่สุด แต่กลับติดกับดักการเมืองภายในของตัวเอง
บทความนี้นำเสนอเพื่อข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
กติกาใหม่เอเชียทำถึง! ปล่อยสหรัฐฯ กัดกันเองในสภา แม้ "ทรัมป์เตือน" ระวังโดนกลืนตลาดคริปโต-AI
ขณะที่สหรัฐอเมริกายังถกเถียงกันไม่จบเรื่องกฎหมายคริปโต ฝั่งเอเชียกลับเดินหน้าเต็มสูบ จนหลายคนเริ่มมองว่าอาจถึงคราวที่ "แชมป์เก่า" อย่างสหรัฐฯ ต้องเหลียวหลังดูคู่แข่ง
ญี่ปุ่น เพิ่งผ่านร่างกฎหมายจัดให้คริปโตอย่างบิตคอยน์และอีเธอเรียมเป็น "สินทรัพย์ทางการเงิน" ภายใต้กฎหมาย FIEA แทนที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายการชำระเงินแบบเดิม ที่สำคัญคือมีแผนลดภาษีกำไรจากคริปโตจากเดิมสูงสุดถึง 55% ลงมาเหลือราว 20% เท่ากับหุ้นทั่วไป แม้การลดภาษีจริงจะยังต้องรอถึงราวปี 2028 แต่ก็ถือเป็นการปูทางให้เกิดกองทุน ETF บิตคอยน์ในประเทศได้ในอนาคต
เกาหลีใต้ เดินหน้าผลักดันให้คริปโตกลายเป็นสินทรัพย์ที่รัฐให้การยอมรับอย่างเป็นทางการ พร้อมพูดถึงแนวคิดออกโทเคนที่อ้างอิงสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล (RWA)
ฮ่องกง กำลังพัฒนาสเตเบิลคอยน์ภายใต้การกำกับดูแล พร้อมวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับสินทรัพย์โลกจริง (RWA) เต็มรูปแบบ
สิงคโปร์ ยังคงเดินหน้าออกใบอนุญาตให้สถาบันการเงินที่ต้องการทำธุรกิจคริปโตอย่างต่อเนื่อง
ส่วน สหรัฐฯ เอง ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาเตือนว่าประเทศอื่นอาจแซงหน้าไปเรื่องคริปโตและ AI หากสภาคองเกรสไม่รีบผ่านกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act (CLARITY Act) ที่จะวางกรอบกำกับดูแลตลาดคริปโตให้ชัดเจน แต่ในความเป็นจริง ร่างกฎหมายนี้ยังติดหล่มอยู่ในวุฒิสภา เพราะยังตกลงกันไม่ได้เรื่องบทบัญญัติด้านจริยธรรม ที่จะจำกัดไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงตัวประธานาธิบดีเองมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากธุรกิจคริปโตส่วนตัว ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนหลังทรัมป์เปิดเผยว่ามีรายได้จากคริปโตกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา จนโอกาสที่กฎหมายนี้จะผ่านทันปีนี้เริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ
ภาพรวมตอนนี้จึงดูเหมือนเอเชียกำลังเร่งเครื่องวางกติกาให้ชัดเจน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและผู้เล่นในตลาดคริปโตเข้ามา ขณะที่สหรัฐฯ แม้จะเป็นตลาดใหญ่ที่สุด แต่กลับติดกับดักการเมืองภายในของตัวเอง
บทความนี้นำเสนอเพื่อข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ