สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปที่รักการอ่านและรักสายตาตัวเองทุกท่าน! วันนี้ผมขอมาเปิดกรุ แชร์ "สูตรลับ" ที่ผมใช้เวลาลองผิดลองถูกมานานแสนนาน กับการเลือกซื้อโคมไฟอ่านหนังสือ ที่ไม่ได้แค่สว่าง แต่มันต้อง "ถนอมสายตา" ด้วยนี่สิครับ
เชื่อเถอะว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหาอ่านหนังสือไปได้ครึ่งเล่ม ตาเริ่มพร่า ล้า ปวดหัว บางทีถึงขั้นแสบตา น้ำตาไหล นี่แหละครับสัญญาณเตือนว่าโคมไฟที่คุณใช้อยู่มันอาจกำลังทำร้ายดวงตาคู่สวยของคุณอยู่ก็เป็นได้
จะบอกว่าเรื่องโคมไฟเนี่ย มันไม่ใช่แค่หยิบๆ เอาตัวที่ลดราคา หรือดีไซน์สวยๆ มาใช้แล้วจบนะ มันมีรายละเอียดซ่อนอยู่เยอะกว่าที่คิด ผมเองก็เคยพลาดมาเยอะ ซื้อมาแล้วไม่เวิร์คบ้าง อ่านแล้วปวดตาหนักกว่าเดิมบ้าง จนต้องลุกขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง จนได้มาเป็น "สูตรลับ" ที่วันนี้จะมาแชร์แบบหมดเปลือกไม่มีกั๊กเลยครับ รับรองว่าอ่านจบ คุณจะเลือกโคมไฟได้อย่างโปรฯ เหมือนเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเองเลยทีเดียว (อันนี้ก็โม้ไปหน่อยครับ ฮ่าๆ)
มาครับ เรามาดู "สูตรลับ" กันทีละข้อเลยดีกว่า เตรียมปากกามาจด หรือจะเซฟกระทู้ไว้ก็ได้นะครับ ผมไม่หวงครับ!
1. ประเภทหลอดไฟ LED คือคำตอบสุดท้าย!
สมัยก่อนเรามีหลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์ แต่เดี๋ยวนี้ต้อง LED เท่านั้นครับ! เพราะอะไรน่ะเหรอ?
- ไม่กระพริบ (Flicker-free) หลอด LED คุณภาพดีจะไม่กระพริบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราปวดตาและตาล้าได้ง่ายๆ ครับ ลองเอากล้องมือถือไปส่องดูสิครับ ถ้าเจอแบบกระพริบๆ ก็บ๊ายบายได้เลย
- ประหยัดไฟ อันนี้คือผลพลอยได้ที่ดีครับ ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว
- ความร้อนน้อย ไม่ต้องกลัวว่าอ่านไปนานๆ แล้วมือจะไปโดนหลอดแล้วร้อนจี๋เหมือนเตารีดครับ
2. อุณหภูมิสี (Color Temperature) เลือกให้ถูกใจ ใช่สำหรับอ่าน!
อันนี้สำคัญมากครับ! อุณหภูมิสีมีหน่วยเป็น Kelvin (K)
- Warm White (ประมาณ 2700K - 3000K) แสงส้มนวล อบอุ่น เหมาะกับการพักผ่อน ไม่เหมาะกับการอ่านหนังสือเท่าไหร่ครับ เพราะมันจะทำให้ง่วง
- Cool White / Natural White (ประมาณ 4000K - 5500K) แสงขาวนวล คล้ายแสงธรรมชาติ นี่แหละครับคือพระเอกของเรา! มันช่วยให้เราโฟกัสได้ดี อ่านได้นานขึ้น ไม่ล้าสายตาเร็ว
- Daylight (ประมาณ 6000K ขึ้นไป) แสงขาวอมฟ้า สว่างจ้า อาจจะเหมาะกับการทำงานที่ต้องการความสดใสมากๆ แต่นานๆ ไปก็อาจจะล้าได้ครับ
ถ้าเป็นไปได้ เลือกโคมไฟที่ปรับอุณหภูมิสีได้จะดีที่สุดครับ จะได้เลือกใช้ตามอารมณ์และช่วงเวลาที่เหมาะสมครับ
3. ค่าความสว่าง (Brightness / Lux) ไม่มากไป ไม่น้อยไป กำลังดี!
ค่าความสว่างที่เหมาะสมสำหรับการอ่านหนังสืออยู่ประมาณ 300-500 Lux ครับ ถ้าสว่างน้อยไป ตาต้องเพ่งเยอะ ถ้าสว่างมากไปก็จะจ้าจนแสบตาได้ครับ หลายๆ โคมไฟสมัยนี้จะมีฟังก์ชันปรับความสว่างได้ (Dimmer) อันนี้คือดีมากครับ เพราะบางทีเราอ่านกลางวัน แสงธรรมชาติก็ช่วยได้เยอะ เราก็ลดความสว่างลงได้ครับ
4. ค่า CRI (Color Rendering Index) ยิ่งสูงยิ่งดี!
CRI คือค่าความเที่ยงตรงของสีครับ ยิ่งค่า CRI สูง แสงก็จะแสดงสีของวัตถุได้ใกล้เคียงกับแสงธรรมชาติมากที่สุดครับ สำหรับการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องอ่านงานที่มีภาพประกอบ หรือต้องแยกแยะสีต่างๆ ควรเลือกโคมไฟที่มีค่า CRI 90 ขึ้นไปครับ จะช่วยให้สายตาไม่ต้องทำงานหนักเพื่อแยกแยะสีครับ
5. การป้องกันแสงสะท้อน (Anti-Glare) มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด!
แสงสะท้อนบนหน้ากระดาษ หรือบนหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลนี่แหละครับ ตัวการสำคัญที่ทำให้เราปวดตา บางโคมไฟจะมีตัวกระจายแสง (Diffuser) หรือหน้าโคมที่เป็นแบบด้าน (Matte Finish) ช่วยลดแสงสะท้อนลงได้เยอะครับ ลองสังเกตดูนะครับว่าแสงมันพุ่งตรงๆ หรือกระจายตัวนุ่มนวลครับ
6. ตำแหน่งและการจัดวาง วางให้ถูกที่ มีชัยไปกว่าครึ่ง!
- มือขวา วางโคมไฟไว้ด้านซ้ายมือของคุณ เพื่อไม่ให้เกิดเงาจากมือบังตัวหนังสือ
- มือซ้าย วางโคมไฟไว้ด้านขวามือของคุณ ด้วยเหตุผลเดียวกันครับ
- ความสูง ปรับให้แสงครอบคลุมพื้นที่อ่านอย่างทั่วถึง ไม่ใช่แค่ส่องไปที่หนังสือเป็นจุดๆ ครับ และที่สำคัญคือต้องปรับให้แสงไม่ส่องเข้าตาโดยตรงครับ
7. คุณสมบัติเสริมที่น่าสนใจ (แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก)
- USB Charging Port ชาร์จมือถือได้ในตัว อันนี้สะดวกดีครับ
- Smart Features เชื่อมต่อ App ปรับแสงได้อัตโนมัติ อันนี้ก็ล้ำไปอีกขั้น
- ตั้งเวลาปิด (Timer) สำหรับคนชอบอ่านจนหลับไปข้างเตียง อันนี้ช่วยให้ประหยัดไฟครับ
เห็นไหมครับว่าเรื่องโคมไฟอ่านหนังสือมันมีอะไรมากกว่าแค่ "ความสว่าง" ถ้าเราเลือกให้ถูกหลัก เลือกที่ถนอมสายตาจริงๆ รับรองว่าคุณจะอ่านหนังสือได้เพลิน ได้นานขึ้น แถมยังรักษาสายตาคู่สำคัญให้อยู่กับเราไปอีกนานๆ เลยครับ
เอาเป็นว่าถ้าใครกำลังมองหาโคมไฟอ่านหนังสือตัวใหม่ ก็ลองเอา "สูตรลับ" ที่ผมแชร์ไปวันนี้ ไปใช้พิจารณาดูนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ แล้วถ้าใครมีโคมไฟในดวงใจ หรือมีทริคเด็ดๆ อยากมาแชร์อีก ก็คอมเมนต์บอกกันได้เลยนะครับ ยินดีรับฟังเสมอครับ
วันนี้ขอตัวไปอ่านหนังสือต่อก่อนนะครับ ตาพร้อมสมองพร้อมครับ! สวัสดีครับ.
ต้องเด็ด! แฉหมดเปลือก "สูตรลับ" เลือกโคมไฟอ่านหนังสือยังไงให้ตาไม่พัง (รับรองอ่านจบเลือกเป็นเซียน!)
เชื่อเถอะว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหาอ่านหนังสือไปได้ครึ่งเล่ม ตาเริ่มพร่า ล้า ปวดหัว บางทีถึงขั้นแสบตา น้ำตาไหล นี่แหละครับสัญญาณเตือนว่าโคมไฟที่คุณใช้อยู่มันอาจกำลังทำร้ายดวงตาคู่สวยของคุณอยู่ก็เป็นได้
จะบอกว่าเรื่องโคมไฟเนี่ย มันไม่ใช่แค่หยิบๆ เอาตัวที่ลดราคา หรือดีไซน์สวยๆ มาใช้แล้วจบนะ มันมีรายละเอียดซ่อนอยู่เยอะกว่าที่คิด ผมเองก็เคยพลาดมาเยอะ ซื้อมาแล้วไม่เวิร์คบ้าง อ่านแล้วปวดตาหนักกว่าเดิมบ้าง จนต้องลุกขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง จนได้มาเป็น "สูตรลับ" ที่วันนี้จะมาแชร์แบบหมดเปลือกไม่มีกั๊กเลยครับ รับรองว่าอ่านจบ คุณจะเลือกโคมไฟได้อย่างโปรฯ เหมือนเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเองเลยทีเดียว (อันนี้ก็โม้ไปหน่อยครับ ฮ่าๆ)
มาครับ เรามาดู "สูตรลับ" กันทีละข้อเลยดีกว่า เตรียมปากกามาจด หรือจะเซฟกระทู้ไว้ก็ได้นะครับ ผมไม่หวงครับ!
1. ประเภทหลอดไฟ LED คือคำตอบสุดท้าย!
สมัยก่อนเรามีหลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์ แต่เดี๋ยวนี้ต้อง LED เท่านั้นครับ! เพราะอะไรน่ะเหรอ?
- ไม่กระพริบ (Flicker-free) หลอด LED คุณภาพดีจะไม่กระพริบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราปวดตาและตาล้าได้ง่ายๆ ครับ ลองเอากล้องมือถือไปส่องดูสิครับ ถ้าเจอแบบกระพริบๆ ก็บ๊ายบายได้เลย
- ประหยัดไฟ อันนี้คือผลพลอยได้ที่ดีครับ ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว
- ความร้อนน้อย ไม่ต้องกลัวว่าอ่านไปนานๆ แล้วมือจะไปโดนหลอดแล้วร้อนจี๋เหมือนเตารีดครับ
2. อุณหภูมิสี (Color Temperature) เลือกให้ถูกใจ ใช่สำหรับอ่าน!
อันนี้สำคัญมากครับ! อุณหภูมิสีมีหน่วยเป็น Kelvin (K)
- Warm White (ประมาณ 2700K - 3000K) แสงส้มนวล อบอุ่น เหมาะกับการพักผ่อน ไม่เหมาะกับการอ่านหนังสือเท่าไหร่ครับ เพราะมันจะทำให้ง่วง
- Cool White / Natural White (ประมาณ 4000K - 5500K) แสงขาวนวล คล้ายแสงธรรมชาติ นี่แหละครับคือพระเอกของเรา! มันช่วยให้เราโฟกัสได้ดี อ่านได้นานขึ้น ไม่ล้าสายตาเร็ว
- Daylight (ประมาณ 6000K ขึ้นไป) แสงขาวอมฟ้า สว่างจ้า อาจจะเหมาะกับการทำงานที่ต้องการความสดใสมากๆ แต่นานๆ ไปก็อาจจะล้าได้ครับ
ถ้าเป็นไปได้ เลือกโคมไฟที่ปรับอุณหภูมิสีได้จะดีที่สุดครับ จะได้เลือกใช้ตามอารมณ์และช่วงเวลาที่เหมาะสมครับ
3. ค่าความสว่าง (Brightness / Lux) ไม่มากไป ไม่น้อยไป กำลังดี!
ค่าความสว่างที่เหมาะสมสำหรับการอ่านหนังสืออยู่ประมาณ 300-500 Lux ครับ ถ้าสว่างน้อยไป ตาต้องเพ่งเยอะ ถ้าสว่างมากไปก็จะจ้าจนแสบตาได้ครับ หลายๆ โคมไฟสมัยนี้จะมีฟังก์ชันปรับความสว่างได้ (Dimmer) อันนี้คือดีมากครับ เพราะบางทีเราอ่านกลางวัน แสงธรรมชาติก็ช่วยได้เยอะ เราก็ลดความสว่างลงได้ครับ
4. ค่า CRI (Color Rendering Index) ยิ่งสูงยิ่งดี!
CRI คือค่าความเที่ยงตรงของสีครับ ยิ่งค่า CRI สูง แสงก็จะแสดงสีของวัตถุได้ใกล้เคียงกับแสงธรรมชาติมากที่สุดครับ สำหรับการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องอ่านงานที่มีภาพประกอบ หรือต้องแยกแยะสีต่างๆ ควรเลือกโคมไฟที่มีค่า CRI 90 ขึ้นไปครับ จะช่วยให้สายตาไม่ต้องทำงานหนักเพื่อแยกแยะสีครับ
5. การป้องกันแสงสะท้อน (Anti-Glare) มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด!
แสงสะท้อนบนหน้ากระดาษ หรือบนหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลนี่แหละครับ ตัวการสำคัญที่ทำให้เราปวดตา บางโคมไฟจะมีตัวกระจายแสง (Diffuser) หรือหน้าโคมที่เป็นแบบด้าน (Matte Finish) ช่วยลดแสงสะท้อนลงได้เยอะครับ ลองสังเกตดูนะครับว่าแสงมันพุ่งตรงๆ หรือกระจายตัวนุ่มนวลครับ
6. ตำแหน่งและการจัดวาง วางให้ถูกที่ มีชัยไปกว่าครึ่ง!
- มือขวา วางโคมไฟไว้ด้านซ้ายมือของคุณ เพื่อไม่ให้เกิดเงาจากมือบังตัวหนังสือ
- มือซ้าย วางโคมไฟไว้ด้านขวามือของคุณ ด้วยเหตุผลเดียวกันครับ
- ความสูง ปรับให้แสงครอบคลุมพื้นที่อ่านอย่างทั่วถึง ไม่ใช่แค่ส่องไปที่หนังสือเป็นจุดๆ ครับ และที่สำคัญคือต้องปรับให้แสงไม่ส่องเข้าตาโดยตรงครับ
7. คุณสมบัติเสริมที่น่าสนใจ (แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก)
- USB Charging Port ชาร์จมือถือได้ในตัว อันนี้สะดวกดีครับ
- Smart Features เชื่อมต่อ App ปรับแสงได้อัตโนมัติ อันนี้ก็ล้ำไปอีกขั้น
- ตั้งเวลาปิด (Timer) สำหรับคนชอบอ่านจนหลับไปข้างเตียง อันนี้ช่วยให้ประหยัดไฟครับ
เห็นไหมครับว่าเรื่องโคมไฟอ่านหนังสือมันมีอะไรมากกว่าแค่ "ความสว่าง" ถ้าเราเลือกให้ถูกหลัก เลือกที่ถนอมสายตาจริงๆ รับรองว่าคุณจะอ่านหนังสือได้เพลิน ได้นานขึ้น แถมยังรักษาสายตาคู่สำคัญให้อยู่กับเราไปอีกนานๆ เลยครับ
เอาเป็นว่าถ้าใครกำลังมองหาโคมไฟอ่านหนังสือตัวใหม่ ก็ลองเอา "สูตรลับ" ที่ผมแชร์ไปวันนี้ ไปใช้พิจารณาดูนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ แล้วถ้าใครมีโคมไฟในดวงใจ หรือมีทริคเด็ดๆ อยากมาแชร์อีก ก็คอมเมนต์บอกกันได้เลยนะครับ ยินดีรับฟังเสมอครับ
วันนี้ขอตัวไปอ่านหนังสือต่อก่อนนะครับ ตาพร้อมสมองพร้อมครับ! สวัสดีครับ.