เล่าเรื่องผี

ความลับของน้องกะทิ

ผมชื่ออินทน์ อายุ 24 ปี เคยทำงานเป็นผู้ช่วยนักจิตวิทยาเด็ก ที่โรงพยาบาลเอกชน ผมเชื่อมาตลอดว่าไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาชั่ว จนกระทั่งวันที่น้องสาวแท้ๆ วัย 7 ขวบของผม หายตัวไปอย่างลึกลับตรงหน้าบ้าน เพื่อนบ้านบอกว่าก่อนที่เธอจะหายไป เคยเห็นเธอเดินตามเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ยืนยิ้มอยู่ที่ริมรั้วบ้านร้าง คดีไม่คืบหน้า จนผมได้ยินข่าวลือสะพรั่งถึงหมู่บ้านนี้ ว่ามีเด็กหญิงปริศนาชื่อ “น้องกะทิ” ปรากฏตัวมานานหลายสิบปีแต่ไม่เคยโต และทุกคนที่เข้าใกล้เธอก็จะค่อยๆ หายตัวไปทีละคน ผมรู้ว่านี่คือเบาะแสสุดท้ายที่จะพาเจอน้องสาว ผมจึงตัดสินใจเดินทางมาที่นี่ ทั้งที่รู้ว่าอาจจะไม่ได้กลับออกไปอีก

ทุกคนในหมู่บ้านรู้จักน้องกะทิ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ผมยาวดำสนิท มักจะยืนเฉยๆ ที่ริมรั้วบ้านหลังร้างตอนพลบค่ำ เธอมักจะยิ้มหวานจนแก้มบุ๋ม เวลามีใครผ่านไป เธอจะเอ่ยเสียงแหลมใสเหมือนเด็กเล็ก “พี่… มากินขนมกะทิหน่อยสิคะ”

แต่ไม่มีใครเคยเห็นพ่อแม่ของเธอ บ้านหลังนั้นร้างมานานกว่าสิบปี ตั้งแต่ครอบครัวเจ้าของหายตัวไปอย่างลึกลับ ทุกคนบอกว่าเธอเป็นแค่เด็กขี้เหงา จึงไม่มีใครเอาใจใส่ จนกระทั่งคืนหนึ่ง…

ผมเพิ่งเดินสำรวจหมู่บ้านจนดึก มองเห็นน้องกะทิยืนอยู่ใต้แสงไฟถนน ท่ามกลางความมืดมิด เธอยื่นมือขาวซีดถือจานใบเล็ก มีขนมทรงกลมสีขาวขุ่น วางเรียงกันเต็มจาน “พี่… มากินหน่อยสิ… มันหวานมาก… ทำจากเนื้อจริงๆ นะ” เสียงเธอดังกระซิบใกล้หู แม้เธอยืนห่างออกไปกว่าสิบเมตร

ผมเริ่มรู้สึกตัวสั่นสะท้าน จึงแสร้งเดินผ่านไป แล้วแอบซุ่มดูจากมุมกำแพง สิ่งที่เห็นทำให้เลือดเย็นเฉียบ…

น้องกะทิค่อยๆ ยกมือขึ้นช้าๆ แล้ว… ผิวหนังที่ใบหน้าของเธอค่อยๆ ลอกออกมา! เบื้องหลังไม่ใช่เนื้อหนังคน แต่เป็นเนื้อเยื่อแฉะสีคล้ำ ตาโตผิดรูปจ้องเขม็ง มือที่ถือจานนั้นไม่ใช่มือเด็ก แต่เป็นมือที่มีนิ้วยาวเกินปกติ เล็บแหลมคมสีดำคล้ำ

“ทำไมไม่มากินล่ะคะ… พวกเขาทุกคนก็กินแล้ว… กินแล้วก็อยู่กับฉันตลอดไป” เธอหันหน้ามาทางที่ผมซ่อนอยู่ แม้ผมจะไม่เปิดเผยตัวเลย เสียงของเธอเปลี่ยนไป ไม่ใช่เสียงเด็กอีกแล้ว แต่เป็นเสียงห้าวหาญลึกซึ้ง ปนเสียงสะอื้นของคนหลายคนรวมกัน

ผมมองลงไปที่จานขนมที่เธอถืออยู่ ชิ้นสีขาวขุ่นนั้น… มีรอยลายเหมือนนิ้วมือ มีเส้นเลือดฝอยซึมซ่อนอยู่ และที่ขอบจาน มีเลือดสดๆ หยดลงบนพื้นดิน

“ตอนแรกฉันก็แค่อยากมีเพื่อนนะ… แต่พวกเขาไม่อยากอยู่กับฉัน… ก็เลยต้องเอาเนื้อเขามาทำขนม… จะได้ไม่หนีไปไหนอีกแล้ว” เธอเริ่มเดินเข้ามาใกล้ๆ ทีละก้าว เสียงฝีเท้าไม่มีเลย ทั้งที่พื้นดินกรุบกรอบ เธอยิ้มกว้างขึ้น ปากฉีกยาวจนถึงหู ฟันแหลมคมซ้อนกันเป็นแถว “พี่ก็จะเป็นเพื่อนฉัน… นานแสนนาน… ใช่ไหมคะ”

ผมพยายามจะขยับตัวหนี แต่เท้าแข็งตายืนอยู่กับที่ มือเย็นเฉียบวางบนบ่าผมจากด้านหลัง… กลิ่นหอมหวานของกะทิปะทะจมูก แต่ปนด้วยกลิ่นเน่าเปื่อยเหมือนศพเน่าเปื่อยมาหลายวัน

“อย่าหนีไปนะคะ… ขนมของพี่… ฉันเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว… รวมถึงน้องสาวของพี่ด้วยนะ”

ผมตะโกนลั่น กล้ามเนื้อทั้งตัวดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง แต่กลับพบว่าไม่ใช่มือของเธอที่วางบนบ่า… แต่เป็นมือเล็กๆ ขาวเนียน ที่ผมคุ้นเคยที่สุดในโลก

“พี่อินทน์…” เสียงอ่อนหวานของน้องสาวผมดังข้างหู แต่กลับไม่มีความสดใสเหมือนเคย มันเย็นชาไร้ชีวิต “หนู… กินขนมกะทิแล้วนะ… หนูอยู่กับเธอตลอดไปแล้ว…”

ผมค่อยๆ หันไปมองช้าๆ… น้องฟ้าของผมยืนข้างน้องกะทิ ดวงตาที่เคยสดใสกลับกลายเป็นสีขาวขุ่นไร้ลูกตา ปากยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ เหมือนถูกเย็บติดไว้ตลอดเวลา

น้องกะทิหัวเราะลั่น เสียงก้องกังวานไปทั่วบ้านร้าง “เห็นไหมคะ? ตอนนี้พวกเราเป็นครอบครัวกันแล้ว… พี่ก็จะอยู่ที่นี่… กลายเป็นขนมชิ้นสุดท้ายของฉัน…”

ความมืดค่อยๆ ครอบงำสายตาผม กลิ่นหอมหวานของกะทิกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมได้รับรู้ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับลง… และเสียงกระซิบอ่อนหวานดังขึ้นอีกครั้ง…

“ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวนะคะ”

---จบ---
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่