เท้ง เย้ย ระบอบน้ำเงินไร้เสถียรภาพ ปัญหามท.ยิ่งจี้จุดเปราะบาง แย้มรอจังหวะเหมาะ ยื่นซักฟอก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5810573
.

.
‘เท้ง’ มั่นใจเสียง ‘ฝ่ายค้าน’ ล้ม ‘รัฐบาล’ ได้ ซัด ระบอบน้ำเงินไร้เสถียรภาพเป็น รบ.ได้ไม่นาน แย้ม รอจังหวะเหมาะสมยื่นซักฟอกทันที
.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จ.ปัตตานี นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงภารกิจเยือนประเทศจีนของนาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มองว่าหากไม่นำข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีเงาไปเจรจาจะเป็นการเสียโอกาส ว่า การเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีอาจจะมีกำหนดการเฉพาะ แต่เวทีทางการทูตเช่น วาระการพบกันในมื้ออาหารสามารถใช้เป็นโอกาสในการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาได้ และเชื่อว่าหากนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ ทุนสีเทา พ่อทิพย์แม่ทิพย์จีน เชื่อว่าจะสามารถใช้ทุกโอกาส หารือกับผู้นำระดับสูงของจีนได้ และเชื่อว่าการวางตัวที่เหมาะสม ใช้ท่าทีทางการทูตที่ถูกต้องก็จะสามารถช่วยให้ไทยแก้ไขปัญหาร่วมกับจีนได้
.
เมื่อถามถึงโอกาสในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากหน้ากระดานจำนวนเก้าอี้ ส.ส. ไม่ได้มั่นใจว่าเสียงฝ่ายค้านจะล้มรัฐบาลไม่ได้ ขอให้ติดตามการอภิปราย แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะยืนยันชัดเจนได้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ เพราะเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ ตามที่ตั้งข้อสังเกตถึงระบอบสีน้ำเงิน ตนเชื่อว่าไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพอยู่ได้นาน แม้ภายนอกจะมีการตั้งข้อสังเกตว่ากลไกรัฐอื่นอยู่ในเครือข่ายเดียวกันและมองว่ามีความเปราะอยู่ในตัวมันเอง เช่น กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น อาจไม่ได้เป็นประเด็นที่เพิ่งเกิดในยุคนี้แต่นายอนุทินก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมานาน และประเด็นดังกล่าวก็เริ่มแดงออกมา อาจมีกลุ่มก้อนการเมืองที่เริ่มแดงออกมา เชื่อว่าประชาชนจะเริ่มเห็นมากขึ้น หากตั้งข้อสังเกตทุกประเด็นตั้งแต่เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ช่วยน้ำเงินด้วย หรืองานทะเบียนราษฎร ทุกอย่างรายล้อมปัญหาในกระทรวงมหาดไทย นี่คือความเปราะบางที่สุดของรัฐบาล
.
เมื่อถามว่า มองว่าการซักฟอกกับการปรับครม.อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจจะปรับครม. ช่วงปลายปีนี้ นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการซักฟอกอย่างเต็มที่ และเข้มข้นแน่นอน แต่จะเป็นช่วงจังหวะใด หากใกล้เวลาจะบอกอีกครั้ง หากจังหวะบริบททางการเมืองมันเหมาะสม ตนก็พร้อมที่จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชนต่อไป
.
.
ณัฐพงษ์ ลุยชายแดนใต้ รับฟังปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี จ่อตั้งคณะทำงานศึกษาทางออกระยะยาว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5810578
.
‘ณัฐพงษ์’ ลุยชายแดนใต้รับฟังปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะ เปิดปากอ่าวให้น้ำทะเลหนุน หลังฟื้นระบบนิเวศ จ่อตั้งคณะทำงานศึกษาทางออกระยะยาว
.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จ.ปัตตานี นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ศึกษาสภาพปัญหาสันดอนทรายอ่าวปัตตานี และรับฟังปัญหาเครือข่ายต้านโรงไฟฟ้าขยะยามู ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อมารับฟังปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขยะและอ่าวปัตตานี จึงพาประธานคณะกรรมาธิการหลายคณะลงพื้นที่มาด้วยเพื่อเก็บปัญหาเข้าสู่สภา
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการลงพื้นที่โรงไฟฟ้าขยะยามู ชาวบ้านแทบไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสารว่าจะมีการตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่จนสร้างความกังวลใจ ตนมีโอกาสได้คุยกับตัวแทนจังหวัดปัตตานี ทราบว่ายังพอทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ได้ทัน เพราะยังไม่มีการลงนามในการเริ่มดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งตนจะรับเรื่องเข้ามาประสานต่อในกลไกของสภา
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่ปัญหาอ่าวปัตตานี ซึ่งเคยมีโครงการขนาดใหญ่ของกรมเจ้าท่างบประมาณ 600 กว่าล้านบาท มีการขุดลอกทำให้ระบบนิเวศเสียหาย จากคำบอกเล่าของประชาชนในพื้นที่ระบุว่าเมื่อก่อนเคยจับปลากระบอก หรือสัตว์น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้มากกว่านี้
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่หลังจากที่ดำเนินโครงการมาระบบนิเวศกลับเสียไป สัตว์น้ำจับได้น้อยลง จึงมีข้อเสนอให้เปิดปากอ่าวให้มากขึ้น เพื่อให้น้ำทะเลหนุนกลับมาได้ และคืนความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะมีการศึกษาเพิ่มเติมในสภาและเรียกหน่วยงานเข้ามาชี้แจง นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาทางออกในระยะยาวเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศอ่าวปัตตานีถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด
.
.
ศิริกัญญา ซัด รบ.หวังลดผู้ถือบัตรคนจน ตั้งเงื่อนไขแข็งโป๊ก ทำคนจนจริงหลุดสิทธิเพียบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5810608
.
‘ศิริกัญญา’ ซัดรัฐบาลตั้งเงื่อนไขแข็งโป๊ก ทำคนจนจริงหลุดขบวนรับสิทธิบัตรคนจนรอบใหม่ ฉะ ก.คลังไม่มีแผนรองรับอุทธรณ์ ทำคนสับสนอลหม่าน
.
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.ที่รัฐสภา น.ส.
ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการประกาศรับรองสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีปัญหาหลายคนถูกตัดสิทธิ์ ว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังมีการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าปีนี้จะเป็นปีที่มีการลงทะเบียนใหม่และจะพยายามลดจำนวนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการการแห่งรัฐ ซึ่งเราสังเกตได้จากตัวงบประมาณที่ปีนี้ตั้งวงเงินไว้แค่ 42,000 ล้านบาท จากปกติใช้อยู่ที่ประมาณ 50,000 กว่าล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่าจำเป็นจะต้องลดจำนวนผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ ให้เหลือประมาณ 9-10 ล้านคน จึงต้องมีการปรับเกณฑ์ให้เข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดจำนวนคนที่จะได้รับสิทธิ์ แต่วิธีการลดจำนวนอาจจะทำให้มีหลายคนที่เป็นคนจนจริง เดือดร้อนจริง ต้องตกหล่น
.
“
วันนี้เป็นวันประกาศผลเราก็จะได้ข่าวตั้งแต่เช้าว่าคนที่ตกคุณสมบัติทั้งๆ ที่เป็นคนที่เดือดร้อนจริง บางเกณฑ์เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จากที่ไม่มีรถก็กลายเป็นว่าเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไปมีรถเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ซึ่งไม่ใช่ของตัวเอง แต่จะมีคนเอาชื่อไปสวมสิทธิ์ เป็นต้น หรือที่ดินตัวเองซึ่งไม่เคยมีถึง 10 ไร่ ก็กลายเป็นมีเกิน 10 ไร่ หรือรถมอเตอร์ไซต์ที่ห้ามมีเกินหนึ่งคัน แต่ลูกนำชื่อไปใช้ ก็กลายเป็นว่า ตนเองต้องหลุดจากสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯเช่นเดียวกัน จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่าความพยายามของรัฐบาล ที่ต้องการกรองคนออกไปให้มากที่สุด วันนี้กลับกลายเป็นว่ากรองคนที่เดือดร้อนจริงออกไปด้วย และคนที่มีรายได้น้อยส่วนหนึ่งจะตกหล่นหรือไม่ จึงต้องรอดูว่ากระบวนการการอุทธรณ์จะมีผลรวดเร็วแค่ไหน” น.ส.
ศิริกัญญากล่าว
.
น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ตอนนี้กลายเป็นว่าคนที่ลงทะเบียนทางไหนก็อุทธรณ์ทางนั้น ไปที่ธนาคารเต็มไปหมด และยังมีการระบุไว้ที่เว็บไซต์ว่า ถ้าข้อมูลจากหน่วยไหนผิดก็ให้ติดต่อไปที่หน่วยงานนั้น ตอนนี้กรมการขนส่งทางบกที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองรถ สายไหม้โทรไม่ติดไปแล้ว ให้ไว้กี่เบอร์ก็โทรไม่ติด เป็นการสะท้อนการทำงานของกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ที่อาจจะยังไม่ได้เตรียมพร้อมเรื่องกลไกการอุทธรณ์ให้เรียบร้อย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่น และหน่วยงานอื่นก็อาจจะยังไม่เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการอุทธรณ์วันนี้
.
“
จึงกลายเป็นความสับสนอลหม่านอยู่ตอนนี้ จึงอยากให้รัฐบาลรีบเร่งแก้ปัญหานี้ให้สมกับความตั้งใจที่อยากจะหาผู้เดือดร้อนจริงให้เจอ อย่าให้เขาต้องหลุด เพราะตาข่ายการกรองถี่เกินไป เข้มงวดเกินไปจนคนที่จนจริงไม่ได้รับประโยชน์” น.ส.
ศิริกัญญา กล่าว
.
เมื่อถามว่า เป็นเพราะรัฐบาลมีปัญหาเรื่องงบประมาณหรือไม่จึงทำให้มีการตั้งเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวว่า เรื่องงบประมาณคงเป็นส่วนหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วมีปัญหามาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นปีแรกที่รัฐบาลตั้งใจให้ลงทะเบียนใหม่ และวันนั้นก็ได้รับงบประมาณเพียงแค่ 30,000 ล้านบาทเท่านั้น เท่ากับว่าผู้ที่ถือบัตรคนจนจะต้องจะต้องหายไปอีกครึ่งหนึ่ง แต่ปี 2570 เพิ่มขึ้นเป็น 42,000 ล้านบาท ก็อาจจะทำให้ได้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกือบ 10 ล้านคน
.
น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามจะคัดกรองคนให้ได้มากที่สุดโดยใช้เกณฑ์ที่แข็งตัวมากๆ คือต้องผ่านทุกคุณสมบัติถึงจะได้รับสิทธิ์บัตรฯ แต่ความเป็นจริงในแต่ละความเดือดร้อน มีน้ำหนักและดีกรีไม่เท่ากัน เช่น คนที่รายได้ไม่สูง อาจจะมีที่ดินเกิน 10 ไร่ แต่ที่ดินนั้นหาทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ซึ่งจะโชว์ในรายได้อยู่แล้วว่าได้ปีละไม่กี่หมื่นบาท หรือมีที่ดินมากกว่า 10 ไร่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่เดือดร้อน หรือเรื่องหนี้สิน ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่บังเอิญไปกู้หนี้ยืมสินเกิน 100,000 บาท กลายเป็นว่าก็ต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ด้วย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เขาอาจจะหารายได้จากที่ลงทุนไม่พอกับการจ่ายหนี้สินด้วยซ้ำไป แต่ก็ต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ไป
.
“
ดิฉันคิดว่ารัฐบาลอยากแก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่เคยปล่อยให้มีคนได้รับบัตรสวัสดิการฯเยอะเกินไป มีคนที่ไม่จนจริง ประกอบกับปัญหางบประมาณ ทำให้การคัดกรองที่เข้มงวดและแข็งตัวมาก กลายเป็นว่าคนที่เดือดร้อนจริงไม่ได้รับประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริง” น.ส.
ศิริกัญญา กล่าว
JJNY : เท้งเย้ยระบอบน้ำเงิน│ณัฐพงษ์ลุยชายแดนใต้│ศิริกัญญาซัดหวังลดผู้ถือบัตรคนจน│วิโรจน์ข้องใจเขต ร้านอยู่นอก 3 โซนนิ่ง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5810573
.
.
‘เท้ง’ มั่นใจเสียง ‘ฝ่ายค้าน’ ล้ม ‘รัฐบาล’ ได้ ซัด ระบอบน้ำเงินไร้เสถียรภาพเป็น รบ.ได้ไม่นาน แย้ม รอจังหวะเหมาะสมยื่นซักฟอกทันที
.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จ.ปัตตานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงภารกิจเยือนประเทศจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มองว่าหากไม่นำข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีเงาไปเจรจาจะเป็นการเสียโอกาส ว่า การเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีอาจจะมีกำหนดการเฉพาะ แต่เวทีทางการทูตเช่น วาระการพบกันในมื้ออาหารสามารถใช้เป็นโอกาสในการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาได้ และเชื่อว่าหากนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ ทุนสีเทา พ่อทิพย์แม่ทิพย์จีน เชื่อว่าจะสามารถใช้ทุกโอกาส หารือกับผู้นำระดับสูงของจีนได้ และเชื่อว่าการวางตัวที่เหมาะสม ใช้ท่าทีทางการทูตที่ถูกต้องก็จะสามารถช่วยให้ไทยแก้ไขปัญหาร่วมกับจีนได้
.
เมื่อถามถึงโอกาสในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากหน้ากระดานจำนวนเก้าอี้ ส.ส. ไม่ได้มั่นใจว่าเสียงฝ่ายค้านจะล้มรัฐบาลไม่ได้ ขอให้ติดตามการอภิปราย แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะยืนยันชัดเจนได้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ เพราะเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ ตามที่ตั้งข้อสังเกตถึงระบอบสีน้ำเงิน ตนเชื่อว่าไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพอยู่ได้นาน แม้ภายนอกจะมีการตั้งข้อสังเกตว่ากลไกรัฐอื่นอยู่ในเครือข่ายเดียวกันและมองว่ามีความเปราะอยู่ในตัวมันเอง เช่น กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น อาจไม่ได้เป็นประเด็นที่เพิ่งเกิดในยุคนี้แต่นายอนุทินก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมานาน และประเด็นดังกล่าวก็เริ่มแดงออกมา อาจมีกลุ่มก้อนการเมืองที่เริ่มแดงออกมา เชื่อว่าประชาชนจะเริ่มเห็นมากขึ้น หากตั้งข้อสังเกตทุกประเด็นตั้งแต่เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ช่วยน้ำเงินด้วย หรืองานทะเบียนราษฎร ทุกอย่างรายล้อมปัญหาในกระทรวงมหาดไทย นี่คือความเปราะบางที่สุดของรัฐบาล
.
เมื่อถามว่า มองว่าการซักฟอกกับการปรับครม.อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจจะปรับครม. ช่วงปลายปีนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการซักฟอกอย่างเต็มที่ และเข้มข้นแน่นอน แต่จะเป็นช่วงจังหวะใด หากใกล้เวลาจะบอกอีกครั้ง หากจังหวะบริบททางการเมืองมันเหมาะสม ตนก็พร้อมที่จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชนต่อไป
.
.
ณัฐพงษ์ ลุยชายแดนใต้ รับฟังปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี จ่อตั้งคณะทำงานศึกษาทางออกระยะยาว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5810578
.
‘ณัฐพงษ์’ ลุยชายแดนใต้รับฟังปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะ เปิดปากอ่าวให้น้ำทะเลหนุน หลังฟื้นระบบนิเวศ จ่อตั้งคณะทำงานศึกษาทางออกระยะยาว
.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จ.ปัตตานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ศึกษาสภาพปัญหาสันดอนทรายอ่าวปัตตานี และรับฟังปัญหาเครือข่ายต้านโรงไฟฟ้าขยะยามู ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อมารับฟังปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขยะและอ่าวปัตตานี จึงพาประธานคณะกรรมาธิการหลายคณะลงพื้นที่มาด้วยเพื่อเก็บปัญหาเข้าสู่สภา
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการลงพื้นที่โรงไฟฟ้าขยะยามู ชาวบ้านแทบไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสารว่าจะมีการตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่จนสร้างความกังวลใจ ตนมีโอกาสได้คุยกับตัวแทนจังหวัดปัตตานี ทราบว่ายังพอทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ได้ทัน เพราะยังไม่มีการลงนามในการเริ่มดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งตนจะรับเรื่องเข้ามาประสานต่อในกลไกของสภา
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่ปัญหาอ่าวปัตตานี ซึ่งเคยมีโครงการขนาดใหญ่ของกรมเจ้าท่างบประมาณ 600 กว่าล้านบาท มีการขุดลอกทำให้ระบบนิเวศเสียหาย จากคำบอกเล่าของประชาชนในพื้นที่ระบุว่าเมื่อก่อนเคยจับปลากระบอก หรือสัตว์น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้มากกว่านี้
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่หลังจากที่ดำเนินโครงการมาระบบนิเวศกลับเสียไป สัตว์น้ำจับได้น้อยลง จึงมีข้อเสนอให้เปิดปากอ่าวให้มากขึ้น เพื่อให้น้ำทะเลหนุนกลับมาได้ และคืนความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะมีการศึกษาเพิ่มเติมในสภาและเรียกหน่วยงานเข้ามาชี้แจง นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาทางออกในระยะยาวเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศอ่าวปัตตานีถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด
.
.
ศิริกัญญา ซัด รบ.หวังลดผู้ถือบัตรคนจน ตั้งเงื่อนไขแข็งโป๊ก ทำคนจนจริงหลุดสิทธิเพียบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5810608
.
‘ศิริกัญญา’ ซัดรัฐบาลตั้งเงื่อนไขแข็งโป๊ก ทำคนจนจริงหลุดขบวนรับสิทธิบัตรคนจนรอบใหม่ ฉะ ก.คลังไม่มีแผนรองรับอุทธรณ์ ทำคนสับสนอลหม่าน
.
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการประกาศรับรองสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีปัญหาหลายคนถูกตัดสิทธิ์ ว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังมีการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าปีนี้จะเป็นปีที่มีการลงทะเบียนใหม่และจะพยายามลดจำนวนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการการแห่งรัฐ ซึ่งเราสังเกตได้จากตัวงบประมาณที่ปีนี้ตั้งวงเงินไว้แค่ 42,000 ล้านบาท จากปกติใช้อยู่ที่ประมาณ 50,000 กว่าล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่าจำเป็นจะต้องลดจำนวนผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ ให้เหลือประมาณ 9-10 ล้านคน จึงต้องมีการปรับเกณฑ์ให้เข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดจำนวนคนที่จะได้รับสิทธิ์ แต่วิธีการลดจำนวนอาจจะทำให้มีหลายคนที่เป็นคนจนจริง เดือดร้อนจริง ต้องตกหล่น
.
“วันนี้เป็นวันประกาศผลเราก็จะได้ข่าวตั้งแต่เช้าว่าคนที่ตกคุณสมบัติทั้งๆ ที่เป็นคนที่เดือดร้อนจริง บางเกณฑ์เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จากที่ไม่มีรถก็กลายเป็นว่าเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไปมีรถเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ซึ่งไม่ใช่ของตัวเอง แต่จะมีคนเอาชื่อไปสวมสิทธิ์ เป็นต้น หรือที่ดินตัวเองซึ่งไม่เคยมีถึง 10 ไร่ ก็กลายเป็นมีเกิน 10 ไร่ หรือรถมอเตอร์ไซต์ที่ห้ามมีเกินหนึ่งคัน แต่ลูกนำชื่อไปใช้ ก็กลายเป็นว่า ตนเองต้องหลุดจากสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯเช่นเดียวกัน จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่าความพยายามของรัฐบาล ที่ต้องการกรองคนออกไปให้มากที่สุด วันนี้กลับกลายเป็นว่ากรองคนที่เดือดร้อนจริงออกไปด้วย และคนที่มีรายได้น้อยส่วนหนึ่งจะตกหล่นหรือไม่ จึงต้องรอดูว่ากระบวนการการอุทธรณ์จะมีผลรวดเร็วแค่ไหน” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ตอนนี้กลายเป็นว่าคนที่ลงทะเบียนทางไหนก็อุทธรณ์ทางนั้น ไปที่ธนาคารเต็มไปหมด และยังมีการระบุไว้ที่เว็บไซต์ว่า ถ้าข้อมูลจากหน่วยไหนผิดก็ให้ติดต่อไปที่หน่วยงานนั้น ตอนนี้กรมการขนส่งทางบกที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองรถ สายไหม้โทรไม่ติดไปแล้ว ให้ไว้กี่เบอร์ก็โทรไม่ติด เป็นการสะท้อนการทำงานของกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ที่อาจจะยังไม่ได้เตรียมพร้อมเรื่องกลไกการอุทธรณ์ให้เรียบร้อย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่น และหน่วยงานอื่นก็อาจจะยังไม่เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการอุทธรณ์วันนี้
.
“จึงกลายเป็นความสับสนอลหม่านอยู่ตอนนี้ จึงอยากให้รัฐบาลรีบเร่งแก้ปัญหานี้ให้สมกับความตั้งใจที่อยากจะหาผู้เดือดร้อนจริงให้เจอ อย่าให้เขาต้องหลุด เพราะตาข่ายการกรองถี่เกินไป เข้มงวดเกินไปจนคนที่จนจริงไม่ได้รับประโยชน์” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
.
เมื่อถามว่า เป็นเพราะรัฐบาลมีปัญหาเรื่องงบประมาณหรือไม่จึงทำให้มีการตั้งเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เรื่องงบประมาณคงเป็นส่วนหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วมีปัญหามาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นปีแรกที่รัฐบาลตั้งใจให้ลงทะเบียนใหม่ และวันนั้นก็ได้รับงบประมาณเพียงแค่ 30,000 ล้านบาทเท่านั้น เท่ากับว่าผู้ที่ถือบัตรคนจนจะต้องจะต้องหายไปอีกครึ่งหนึ่ง แต่ปี 2570 เพิ่มขึ้นเป็น 42,000 ล้านบาท ก็อาจจะทำให้ได้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกือบ 10 ล้านคน
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามจะคัดกรองคนให้ได้มากที่สุดโดยใช้เกณฑ์ที่แข็งตัวมากๆ คือต้องผ่านทุกคุณสมบัติถึงจะได้รับสิทธิ์บัตรฯ แต่ความเป็นจริงในแต่ละความเดือดร้อน มีน้ำหนักและดีกรีไม่เท่ากัน เช่น คนที่รายได้ไม่สูง อาจจะมีที่ดินเกิน 10 ไร่ แต่ที่ดินนั้นหาทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ซึ่งจะโชว์ในรายได้อยู่แล้วว่าได้ปีละไม่กี่หมื่นบาท หรือมีที่ดินมากกว่า 10 ไร่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่เดือดร้อน หรือเรื่องหนี้สิน ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่บังเอิญไปกู้หนี้ยืมสินเกิน 100,000 บาท กลายเป็นว่าก็ต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ด้วย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เขาอาจจะหารายได้จากที่ลงทุนไม่พอกับการจ่ายหนี้สินด้วยซ้ำไป แต่ก็ต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ไป
.
“ดิฉันคิดว่ารัฐบาลอยากแก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่เคยปล่อยให้มีคนได้รับบัตรสวัสดิการฯเยอะเกินไป มีคนที่ไม่จนจริง ประกอบกับปัญหางบประมาณ ทำให้การคัดกรองที่เข้มงวดและแข็งตัวมาก กลายเป็นว่าคนที่เดือดร้อนจริงไม่ได้รับประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริง” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว