กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวัดแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการฝึกฝนการทำสมาธิภายใต้การดูแลของอาจารย์เซงไก (Sengai) มีนักเรียนหลายคนที่มาเรียนรู้วิธีการเข้าถึงจิตใจภายใน แต่นักเรียนคนหนึ่งกลับมีพฤติกรรมที่แปลกกว่าคนอื่นๆ เขามักจะลุกขึ้นในยามกลางคืนทุกคืน ขึ้นข้ามกำแพงวัดไปเที่ยวในเมืองเพื่อความบันเทิง
วันหนึ่ง ขณะท่านเซงไกกำลังตรวจดูห้องนักเรียน ท่านพบว่าเด็กหนุ่มคนนี้หายไปจากห้อง ซึ่งท่านรู้ทันทีว่าเขากำลังจะไปเที่ยว ท่านเดินไปที่ห้องของเขาและพบว่าเก้าอี้สูง ที่เขาใช้ปีนกำแพงยังคงอยู่ ท่านมองไปที่เก้าอี้นั้นและถอนหายใจ
เซงไกพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า “ความสงบในจิตใจที่แท้จริงไม่ใช่การไปหาความบันเทิงจากภายนอก แต่คือการค้นหาความสงบภายใน”
เมื่อท่านเข้าไปในห้องของเด็กหนุ่ม ท่านก็นั่งลงและคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กหนุ่มได้เรียนรู้บทเรียนนี้อย่างแท้จริง
ในคืนนั้นหลังจากที่นักเรียนหนุ่มกลับมาจากการเที่ยวในเมือง เขากลับมาถึงวัดโดยไม่รู้ตัวว่ามีอาจารย์เซงไกยืนอยู่ตรงกำแพงที่เขาจะต้องปีนข้าม เมื่อเขากลับมาถึงวัด เขาก็หันไปที่กำแพงและเริ่มปีนข้ามกลับเข้าวัด
เขาพูดกับตัวเองว่า “วันนี้สนุกมากเลย ขอแค่ให้กลับไปได้อย่างปลอดภัย” ขณะที่เขาปีนขึ้นไปบนกำแพง ท่านเซงไกยืนอยู่ตรงนั้นและไม่ได้ขยับ เขาจึงไม่รู้ว่าอาจารย์ของเขากำลังยืนอยู่ตรงนั้น
เด็กหนุ่มวางเท้าลงบนหัวของอาจารย์เซงไกอย่างไม่ตั้งใจและกระโดดลงไปบนพื้น เขาตกใจสุดขีดเมื่อเห็นอาจารย์เซงไกยืนอยู่ตรงนั้น
ทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า “ขอโทษครับ! ขอโทษจริง ๆ!”
เซงไกยังคงยืนอยู่และตอบเบาๆ ว่า “อากาศมันเย็นมากในตอนเช้า อย่าลืมระวังตัวเองไม่ให้เป็นหวัดนะ”
เด็กหนุ่มยืนอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะรู้ตัวว่าเขาได้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับอาจารย์ของเขา ท่านเซงไกไม่พูดอะไรมาก แค่ยิ้มและกล่าวว่า “การฝึกฝนไม่ได้เพียงแค่การทำสมาธิ แต่ยังคือการเรียนรู้ถึงการยับยั้งความอยากและเข้าใจตัวเอง”
หลังจากที่เด็กหนุ่มรู้ตัวว่าทำผิดและรู้สึกผิดกับการกระทำของตนเอง เขาเดินไปหาท่านเซงไกด้วยความกังวลและพูดว่า “ท่านอาจารย์ ข้ารู้สึกผิดที่ทำแบบนั้น ข้าไม่รู้ว่าท่านยืนอยู่ตรงนั้น ข้าควรระมัดระวังมากกว่านี้”
เซงไกยิ้มเบา ๆ และตอบว่า “การทำสมาธิไม่ได้หมายถึงการหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่มันคือการเข้าใจตัวเองในทุกการกระทำ โดยไม่ตกเป็นทาสของความคิดหรืออารมณ์ที่ไม่จำเป็น”
เด็กหนุ่มมองไปที่อาจารย์ด้วยความสงสัยและถามว่า “แต่การหลีกหนีจากการพูดหรือการกระทำไม่ใช่การฝึกสมาธิหรือครับ?”
เซงไกตอบด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “การฝึกสมาธิไม่ใช่แค่การไม่พูด หรือการหลีกหนีจากสิ่งภายนอก แต่คือการเข้าใจว่าทุกการกระทำในชีวิตไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการกระทำล้วนมีความหมาย ถ้าเรามีสติในทุกขณะ เราจะสามารถรักษาความสงบที่แท้จริงได้ แม้ในยามที่สิ่งภายนอกเข้ามากระทบ”
เช้าวันใหม่หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น เด็กหนุ่มนั่งทำสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ในสวนเซน เขามองไปรอบ ๆ สวนที่เงียบสงบและรู้สึกถึงความสงบที่เริ่มต้นจากภายใน
ท่านเซงไกเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ เขา และกล่าวว่า “เจ้ารู้ไหมว่า ความสงบที่แท้จริงไม่ได้มาจากการหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่มาจากการเข้าใจตัวเองในทุกการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเดิน หรือแม้กระทั่งการนั่งสมาธิ ถ้าเจ้ามีสติในทุกขณะ เจ้าจะสามารถรักษาความสงบภายในตัวเองได้”
เด็กหนุ่มพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าตระหนักแล้วว่า การหลีกหนีจากการกระทำหรือคำพูดไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง ข้าจะพยายามฝึกฝนให้มีสติในทุกการกระทำของข้า”
เซงไกยิ้มและพูดว่า “ความสงบที่แท้จริงไม่ใช่การหลีกหนีจากสิ่งภายนอก แต่คือการเข้าใจตัวเองในทุกขณะ โดยไม่ให้สิ่งภายนอกมากระทบความสงบในใจของเจ้า”
จากนั้น เด็กหนุ่มก็เข้าใจถึงการฝึกฝนที่แท้จริง การรักษาความสงบไม่ได้หมายถึงการหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่คือการเข้าใจตัวเองและมีสติในทุกการกระทำ แม้ในช่วงเวลาที่เราผิดพลาดหรือสับสน
*** (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความสงบที่แท้จริงไม่ใช่การหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่คือการเข้าใจตัวเองและมีสติในทุกขณะทุกการกระทำ การมีสติช่วยให้เรารักษาความสงบในจิตใจแม้จะเผชิญกับความท้าทายสิ่งใดก็ตาม)
ความสงบที่แท้ ..... ในหทัย
มีสติและเข้าใจ ..... ทุกครั้ง
แม้จะเผชิญใด ..... ภายนอก
ไม่หลีกหนีหรือพลั้ง ..... ยับยั้งจิตตน.
Kitaro - Sunset
🤍🤍🤍 นิทานเซน: เที่ยวในยามดึก 🤍🤍🤍