[CR] No.215 The Death of Robin Hood (2026) : ทบทวนวีรกรรม ตอกย้ำตำนานโจร สู่ โค้งสุดท้ายของการถามใจตนเอง


- แม้เคยได้ยินชื่อเสียงและดูเรื่องราวของวีรบุรุษจอมโจรในนาม Robin Hood จาก Version ปี 2018 มาพอสังเขปแต่สิ่งที่ผมสนใจในการหยิบตำนานนี้มาปัดฝุ่นอีกครั้งไม่ใช่ชื่อเรื่องที่จ่าไว้ซะเหมือนกำลังบอกอะไรแก่เราเป็นนัยหรือเปล่า ? หากแต่เป็นสิ่งที่หนังพยายามสื่อผ่าน "สาร" ว่ามันเล่นกับ ความรู้สึกผิด ในใจของตัวละครที่ได้ผ่านโลกมากับความรุนแรงจนจำได้ไม่หมดว่าเคยราวกับใครไว้บ้าง ? ได้อย่างเรียบนิ่ง เย็นชา และหนักหน่วงทางอารมณ์จนสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ ขณะเดียวกันตัวบรรยากาศที่อาบไปด้วยโทนสีฟ้าอมเทาช่างเข้ากันอย่างดิบดีกับสไตล์การเล่าของค่าย A24 ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายเรื่องนี้ซะเหลือเกิน ถึงอย่างนั้น ความเนิบของหนังไม่ได้เงียบเป็นป่าช้าถึงขั้นตีความยากลำบาก ในเมื่อเส้นเรื่องยังคงโฟกัสไปที่ตัวของ Robin Hood ในมุมที่ต่างจาก Version ก่อนอย่างสิ้นเชิง จึงช่วยทำให้การสำรวจเส้นทางชีวิตของชายชราผู้นี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นอีกระดับ

- ตลอดระยะเวลาที่สังเกตุความเป็นไปในวัยใกล้ฝั่งถึง 2 ชั่วโมงนิดนึงตัวหนังแบ่งโหมดการเล่าออกเป็น 2 ขั้ว โดยช่วงราว 30 นาทีกว่าเปิดฉากมาด้วยโหมดอุกอาจอย่างไม่ทันตั้งตัวว่าจะโดนที่ค่อย ๆ เผยให้เห็นความโหดร้ายของสัญชาตญาณผ่านการต่อสู้การเอาชีวิตรอดที่อัดมวลไปด้วยความรุนแรงและป่าเถื่อน ซึ่งผลจากการกระทำในอดีตจึงค่อย ๆ สะสมจนเหล่อหลอมป็นบาดแผลที่ฝังลึกทั้งกายและจิตใจจนยากจะลบออก ในเมื่อทั้งภาพหลอนจากสงครามก็ดีและการมาของบุคคลไม่ได้รับเชิญที่อ้างว่ารู้จักกิตติศัพท์ของเขายังคงตามมารบกวนขณะที่ตัวกูยังงงอยู่ว่าเป็นใครก่อน ?  แล้วเมื่อฉากหลังของเรื่อง Set อยู่ในยุคที่ใด ? ก็ไม่แปลกใจเลยที่ตัวละครจะตัดสินใจทำไปอย่างนั้น เพราะถ้าไม่ทำเขาเขาก็มาทำเราอยู่ดี ขนาดพยายามอยู่อย่างสงบเสงียมเจียมตัวไม่วุ่นวาย ยังมี เรื่อง เข้ามาหาอยู่ดี และเมื่อ Status ของกูเป็นเช่นไร ? ยิ่งตอกย้ำถึงตัวตนของชายคนนี้ว่า ไม่ปล้นคนก็ฆ่าคน กูทำเป็นอยู่แค่นี้

- ถึงสิ่งที่ทำหลายอย่างของตัวละครจะขัดต่อหลักศีลธรรมแต่หนังไม่ได้พยายามชี้นำตัดสินในเชิงจริยธรรมแต่ปล่อยให้เราซึมซับและตั้งคำถามตามอัธยาศัยว่าวิธีการเอาชีวิตรอดเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและมโนธรรมของเรามากน้อยเพียงใด ? แม้ฉาก Actions มีไม่มากแต่มาทีสามารถสร้างความ Epic ในระดับพอเหมาะต่อการใส่ใจผ่านการจัดวาง Locations ด้วยมุมกล้องที่สวยงาม , เสื้อผ้าหน้าผมไปจนถึงการถ่ายทอดสภาวะทางจิตใจของตัวละครที่ค่อย ๆ แตกสลายไปพร้อมกับภาพในอดีตในรูปแบบ Flashback อิงปรัชญาจนอดนึกถึงผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับ Michael Sarnoski อย่าง Pig (2021) ขึ้นมาไม่ได้ เพราะทั้ง 2 ต่างวางตัวละครหลักเป็นชายสูงวัยผู้มีอดีตอันเจ็บปวดแถมต่างออกเดินทางเพื่อตามหาบางสิ่งที่สูญหายไปโดยมีความรุนแรงเป็นแรงผลักดันให้เรื่องราวเคลื่อนไปข้างหน้าเหมือนกัน จะต่างอยู่ที่เรื่องหนึ่งตามหา "หมู" ขณะที่อีกเรื่องกลับตามหา บางสิ่ง ที่เป็นนามธรรมซ่อนรูปกว่า ไม่ว่าจะเป็นการไถ่บาป ความสงบในจิตใจ หรือความหมายของชีวิต ที่มีคุณค่าอย่างลึกซึ้งไม่แพ้กัน

- หลังจากนั้นตัวหนังจึงเปลี่ยนวิถีเข้าสู่โหมด Drama "สายกลาง" อย่างเต็มระบบที่ค่อย ๆ พาเราเดินไปสู่เส้นทางแห่งการทบทวนและการค้นหาตามสิ่งที่แทรกมาด้วยความเชื่อไปอย่างเรื่อยเปื่อยท่ามกลางบรรยากาศเยือกเย็นปนหม่นหมองที่ได้รายล้อมด้วยภูเขาและทะเลแสนงามในดินแดนแห่งหนึ่งจนเผลอนึกถึง Midsommar (2019) ลอยขึ้นมาในความที่ตัวละครเข้าไปอยู่ในอีกดินแดนหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากความวุ่นวายจากสงครามหรือการล่าอาณานิคมกระทั่งการมาปรากฎตัวของ Bridget แม่ชีสาว ผู้เป็น 1 ในตัวละครสำคัญที่ทำให้ Robin หันมาตั้งคำถามกับศีลธรรมความเป็นมนุษย์รวมถึงสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจอีกครั้ง ? ขณะเดียวกันรู้สึกตัวเองว่ายังไงต้องมีวูบเพราะเริ่มส่งสัญญาณทักทายมาเป็นระยะจึงพยายามดึงสติจดจ่อไปกับหน้างานที่ยังวนเวียนอยู่กับวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของผู้คนในดินแดนแสนสงบเสียจนไมก้าวขยับไปไหนซะที เมื่อรอไม่ไหวเลยขอตัวไปทำอย่างอื่นฆ่าเวลาล่ะกัน ทว่าก่อนละสายตาเสียว ๆ กระตุกต่อมจิตวิทยาไปในตัวว่าจะมีใครโผล่มาเล่นกูทีเผลอหรือเปล่า ? ยิ่งโจทย์เยอะอยู่ ขนาดเปลี่ยนชื่อแล้วนะเนี่ย

- แล้วด้วยการได้ Hugh Jackman มารับบทนำยิ่งทำให้ผมเผลอมโนไปเรื่อยระหว่างสำรวจด้วยว่ากำลังดู Logan (2017) ในภาคอดีตชาติที่เปลี่ยนจากกรงเล็บมาเป็นธนูและคันศรในการออกปล้นสะดมพร้อมกับสหายร่วมรบอย่าง Edward ที่รับบทโดย Bill Skarsgård ซึ่งมี Little Margaret ลูกสาวของ Edward เป็นอีก 1 ตัวละครสำคัญที่เกี่ยวพันกับชีวิตของ Robin จนผมพอคาดการณ์หนทางว่าปลายทางก่อนจากจะหาทางลงแบบไหน ? เมื่อเดินทางมาถึงช่วงเวลารอคอยที่แม้จากไปกะทันหันโดยไม่ทันได้เต็มอิ่มให้เสร็จสรรพแต่สิ่งที่หนังพยายามนำเสนอ สาร ผ่าน การลำนำเรื่องราวมาแต่ต้นกลับให้ความหมายเอ่อล้นกลายเป็นกระจกสะท้อนสัจธรรมของชีวิตว่า เมื่อทุกสิ่งเดินทางมาถึงจุด ๆ หนึ่งไม่มีคำตอบอย่างตายตัวว่าสิ่งนั้นผิดหรือถูก ในเมื่อไม่ใช่แค่ตัว Robin เท่านั้น แต่ละคนที่ปรากฎต่างมีเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมกับสิ่งที่ตนเลือกตัดสินว่าดีและเหมาะสมเช่นเดียวกับเรื่องเล่าหรือตำนานที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร ? ยังไงคนมักจะหยิบขึ้นมาพูดกันตามมุมมองของแต่ละคนอยู่ดี ในเมื่อท้ายที่สุดคนที่รู้ดีที่สุดคือตัวเราเองนี่แหล่ะ

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่