ศาลฎีกาอิตาลีพิพากษาโทษจำคุก 14 ปี 9 เดือน "เจ้าของร้านอัญมณี" ที่ยิงโจรปล้นร้านเสียชีวิต 2 ราย

คดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2021 ขณะที่คนร้าย 3 คนบุกปล้นร้านอัญมณีของนายร็อกเกโรในเมืองกัลโล ดิ กรินซาเน (Gallo di Grinzane) โดยใช้อาวุธปืนของเล่นและมีด ในระหว่างเกิดเหตุ นายร็อกเกโรได้หยิบปืนของตนเองออกมาและยิงใส่คนร้าย ส่งผลให้โจรเสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

นายร็อกเกโรได้เผยแพร่วิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ก่อนเข้ามอบตัวเพื่อรับโทษจำคุกว่า "มันจบแล้ว ผมกำลังจะเข้าคุก" ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้สนับสนุนเขาเป็นอย่างมาก

คำเตือน:วิดีโอมีการใช้ความรุนแรง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
บทสรุปของคดี
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2026 ศาลฎีกาของอิตาลี (Corte di Cassazione) ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ยืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำคุกนายมาริโอ ร็อกเกโร วัย 72 ปี เป็นเวลา 14 ปี 9 เดือน โดยศาลได้ปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของจำเลยและยืนยันว่าการกระทำของเขามีความผิดจริง

เหตุผลของคำพิพากษา  แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการป้องกันตัว แต่ศาล (ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์) ได้ปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว โดยระบุว่าขณะที่นายร็อกเกโรตามออกไปยิงใส่คนร้ายที่ลานจอดรถนั้น "เหตุการณ์ปล้นได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์แล้ว" คนร้ายกำลังพยายามขับรถหลบหนี ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่การป้องกันตัวในภาวะอันตราย แต่เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ

ถือบทเรียนสำคัญให้กับเจ้าของกิจการในอิตาลีว่า "ศาลอิตาลีเคร่งครัดมากเรื่องความสมเหตุสมผลของการใช้อาวุธ" การมีปืนไว้เพื่อป้องกันตัวนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การตัดสินใจใช้ปืนยิงคนร้ายในจังหวะที่คนร้ายกำลังถอยหนีหรือออกจากพื้นที่ร้านไปแล้ว จะทำให้สถานะทางกฎหมายเปลี่ยนจากการ "ป้องกันตัว" เป็นการ "พยายามฆ่า" หรือ "ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา" ทันที

คำตัดสินนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในแวดวงการเมืองอิตาลี นายมัตเตโอ ซัลวินี (Matteo Salvini) รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาวิจารณ์คำตัดสินนี้ว่า "ไม่ยุติธรรม" และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอิตาลีมอบการอภัยโทษ (Grace) ให้แก่นายร็อกเกโร โดยมองว่าเขาเป็นชายสูงวัยที่ทำไปเพื่อปกป้องครอบครัวและทรัพย์สินจากเหตุอาชญากรรม

กรณีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่างที่จุดประเด็นความขัดแย้งเรื่องขอบเขตของกฎหมาย "การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย" (Legitimate Defense) ในอิตาลี ซึ่งยังคงเป็นหัวข้อที่สังคมยังมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย

ทีมาข่าว(ยังไม่เจอต้นทางที่เป็นภาษาไทย) เลยให้ ai สรุปให้ ansa

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่