พค.2551 ค่าจ้างขั้นต่ำ กทม.ปริมณฑล ..203 บาท
หลังวิกฤตซับไพร์ม (แฮมเบอร์เกอร์-USA.)
วันมาฆะบูชา ในเดือนมีนาคมปีนั้น ตามอาจาารย์-นายจ้าง...เข้าไปที่โรงงานชุบ-เคลือบโลหะมีค่าแห่งหนึ่งย่านพระประแดง มีลูกจ้างว่า 400 คน มีสหภาพแรงงาน เป็นโรงงานเก่าแก่ บริหารโดยเจ้าของรุ่น 2 ราว 40 ต้นๆ
เนื่องจากเปิดมานานแล้ว มีพื้นที่ไม่มาก จึงคับแคบมากๆ เข้าไปเห็นมีการฝึกอบรมลูกจ้างอยู่ โดยใช้โรงอาหาร ที่มีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ยาว ไม่ถึงสิบแถว ไม่มีร้านขายอาหาร น้ำดื่มเลย เพราะไม่มีพื้นที่
ราว 10 นาทีก่อนเที่ยง เสียงสัญญาณพักดังขึ้น ทุกคนเดิน-วิ่งออกไปนอกประตูโรงงาน เพื่อซื้อหากับข้าว ข้าวกล่อง กับข้าวถุง ที่พ่อค้า-แม่ค้า เข็น หาบ แบกมาวางขาย จนถนนซอยหน้าโรงงาน รถแทบวิ่งไม่ได้ แล้วก็หาที่นั่งในโรงงาน ตรงไหนก็ตรงนั้น กินเสร็จก็เก็บเศษไปใส่ถังที่วางหน้าโรงงาน แล้วก็หาที่พักผ่อนตามสะดวก
วิกฤตครั้งนั้น รุนแรงกว่าต้มยำกุ้งไม่น้อย เพราะกระทบคนระดับล่าง ไม่เหมือนต้มยำกุ้งที่ล้มบนฟูก เจ้าของที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดจะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกจ้าง โดยคิดที่จะแจกคูปองให้คนละ 5 บาท ในวันที่มาทำงาน พนักงานนำไปจ่ายเป็นค่าอาหารกลางวัน...เพื่อให้พ่อค้า แม่ค้า นำไปขึ้นเงินกับบริษัท ทุกช่วงบ่ายในแต่ละวัน
แล้วในเดือน พต.ปีนั้น ก็มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้วันละ 9 บาท ฝ่ายบุคคลหารือว่าจะยกเลิกการให้คูปอง แล้วปรับขึ้นวันละ 9 บาท ได้หรือไม่ ซึ่งตอนทำประกาศแจกคูปองนั้น ได้สงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ในภายหลัง โดยได้มีการประชุม-เจรจา กับสหภาพแรงงานที่เห็นชอบแล้ว
วันรุ่งขึ้น ฝ่ายบุคคลฯ เป็นหญิง จบนิเทศฯ-จบใหม่ ไม่มีประสบการณ์ แต่ใช้ความรู้เรื่องการสื่อสารมวลชนที่ร่ำเรียนมาได้เป็นอย่างดี เจ้าชองพอใจการทำงานมาก ส่งเรียนเรื่องการบริการทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
แจ้งว่า นายจ้างยินดีปรับขึ้นค่าจ้างให้ตามที่รัฐบาลกำหนด และให้รวมค่าคูปองวันละ 5 บาทที่แจกก่อนหน้านั้นเข้าไปด้วย ปรับขึ้นทุกคนวันละ 14 บาท
ก็อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุขในสถานประกอบการ และไม่เคยมีคำถามจากฝ่ายบุคคลฯ อีกเลย
นายจ้างดีๆ ยังมีอยู่
----------------
อีกโรงงานหนึ่งย่านนครปฐม 200 กว่าคน ไม่ทราบรายละเอีนดมากนัก มีตำถามว่า บริษัทเคยให้เงินลูกจ้างทุกคนที่มาทำงาน วันละ 11 บาท แต่ด้วยผลกระทบจากวิกฤตครั้งนั้น บริษัทได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักมาก จึงคิดจะขอยกเลิกการจ่ายเงินวันละ 11 บาทได้ไหม ?
แจ้งว่าทำได้ แต่ต้องให้ลูกจ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องยินยอม...
หลังจากวางสายไปก็คิดในใจว่า คงยาก ลูกจ้างที่ไหนจะยอม วันละ 11 บาท เดือนหนึ่งร่วม 300 บาท
2 วันต่อมา ฝ่ายบุคคล โทรมาแจ้งว่า ได้ประชุม-เจรจากับลูกจ้างทั้งหมดแล้ว ทุกคนเข้าใจ และลงชื่อยินยอม
เพียงขอว่า หากสภานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ บริษัทจะปรับให้กลับไปสู่สภาพเดิมโดยเร็ว
ลูกจ้างดีๆก็มี
----------------
เรื่องดีๆอย่างนี้มีอีกมากมาย ดังเรื่องนี้ ที่เก็บไว้ตั้งแต่ปี ๔๔
เป็นเรื่องของแม่ค้าขายขนม ที่ทำขนมไทยๆออกขายตามงาน/ตามห้างต่างๆ หมุนเวียนกันไป มีกิจการอยู่ ๕ ร้าน และมีพนักงานกว่า ๒๐ ชีวิต
ช่วงหนึ่งของชีวิต ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ (ยุค IMF) ขาดทุนจนคิดจะฆ่าตัวตาย
แต่พนักงานทั้งหมดทราบเรื่อง จึงพากันเสนอตัวว่า จะทำงานต่อไปโดยไม่รับค่าจ้าง และยังนำเงินเก็บของแต่ละคน มาให้เจ้าของร้านเพื่อเป็นทุนค้าขายต่อไป
ในที่สุดกิจการก็อยู่รอดมาจนทุกวันนี้
เจ้าของกิจการชื่อ “คุณสาลี ดิษทะนงค์” ๐๒-๘๗๙-๙๗๔๔ และเรื่องนี้ได้ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์สยามโพสท์ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
โดยคุณสาลี ถือปฏิบัติว่า “การบริหารการจัดการร้านค้าทั้ง ๕ แห่ง ต้องดูแลแบบญาติพี่น้อง ถ้าขายได้กำไรดี ก็จะให้ทิป เพื่อกระตุ้นการทำงาน และเสริมสร้างกำลังใจของลูกจ้าง มีช่วงหนึ่งขาดทุนมากๆ คิดจะฆ่าตัวตาย เพราะกิจการเจ๊งยับ ขาดทุนหลายแสน แต่ลูกจ้างก็ไม่ยอมไปไหน และไม่ยอมรับเงินเดือน แถมยังเอาเงินเก็บมาให้ลงทุนต่อ”
เล่าให้ฟังเพื่อเป็นแรงใจให้กับนายจ้างและลูกจ้างทุกๆคน อย่าหยุดเดิน....แล้วทุกคนจะรอดด้วยกัน...!!
ยอดนายจ้าง+ยอดลูกจ้าง
หลังวิกฤตซับไพร์ม (แฮมเบอร์เกอร์-USA.)
วันมาฆะบูชา ในเดือนมีนาคมปีนั้น ตามอาจาารย์-นายจ้าง...เข้าไปที่โรงงานชุบ-เคลือบโลหะมีค่าแห่งหนึ่งย่านพระประแดง มีลูกจ้างว่า 400 คน มีสหภาพแรงงาน เป็นโรงงานเก่าแก่ บริหารโดยเจ้าของรุ่น 2 ราว 40 ต้นๆ
เนื่องจากเปิดมานานแล้ว มีพื้นที่ไม่มาก จึงคับแคบมากๆ เข้าไปเห็นมีการฝึกอบรมลูกจ้างอยู่ โดยใช้โรงอาหาร ที่มีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ยาว ไม่ถึงสิบแถว ไม่มีร้านขายอาหาร น้ำดื่มเลย เพราะไม่มีพื้นที่
ราว 10 นาทีก่อนเที่ยง เสียงสัญญาณพักดังขึ้น ทุกคนเดิน-วิ่งออกไปนอกประตูโรงงาน เพื่อซื้อหากับข้าว ข้าวกล่อง กับข้าวถุง ที่พ่อค้า-แม่ค้า เข็น หาบ แบกมาวางขาย จนถนนซอยหน้าโรงงาน รถแทบวิ่งไม่ได้ แล้วก็หาที่นั่งในโรงงาน ตรงไหนก็ตรงนั้น กินเสร็จก็เก็บเศษไปใส่ถังที่วางหน้าโรงงาน แล้วก็หาที่พักผ่อนตามสะดวก
วิกฤตครั้งนั้น รุนแรงกว่าต้มยำกุ้งไม่น้อย เพราะกระทบคนระดับล่าง ไม่เหมือนต้มยำกุ้งที่ล้มบนฟูก เจ้าของที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดจะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกจ้าง โดยคิดที่จะแจกคูปองให้คนละ 5 บาท ในวันที่มาทำงาน พนักงานนำไปจ่ายเป็นค่าอาหารกลางวัน...เพื่อให้พ่อค้า แม่ค้า นำไปขึ้นเงินกับบริษัท ทุกช่วงบ่ายในแต่ละวัน
แล้วในเดือน พต.ปีนั้น ก็มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้วันละ 9 บาท ฝ่ายบุคคลหารือว่าจะยกเลิกการให้คูปอง แล้วปรับขึ้นวันละ 9 บาท ได้หรือไม่ ซึ่งตอนทำประกาศแจกคูปองนั้น ได้สงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ในภายหลัง โดยได้มีการประชุม-เจรจา กับสหภาพแรงงานที่เห็นชอบแล้ว
วันรุ่งขึ้น ฝ่ายบุคคลฯ เป็นหญิง จบนิเทศฯ-จบใหม่ ไม่มีประสบการณ์ แต่ใช้ความรู้เรื่องการสื่อสารมวลชนที่ร่ำเรียนมาได้เป็นอย่างดี เจ้าชองพอใจการทำงานมาก ส่งเรียนเรื่องการบริการทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
แจ้งว่า นายจ้างยินดีปรับขึ้นค่าจ้างให้ตามที่รัฐบาลกำหนด และให้รวมค่าคูปองวันละ 5 บาทที่แจกก่อนหน้านั้นเข้าไปด้วย ปรับขึ้นทุกคนวันละ 14 บาท
ก็อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุขในสถานประกอบการ และไม่เคยมีคำถามจากฝ่ายบุคคลฯ อีกเลย
นายจ้างดีๆ ยังมีอยู่
----------------
อีกโรงงานหนึ่งย่านนครปฐม 200 กว่าคน ไม่ทราบรายละเอีนดมากนัก มีตำถามว่า บริษัทเคยให้เงินลูกจ้างทุกคนที่มาทำงาน วันละ 11 บาท แต่ด้วยผลกระทบจากวิกฤตครั้งนั้น บริษัทได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักมาก จึงคิดจะขอยกเลิกการจ่ายเงินวันละ 11 บาทได้ไหม ?
แจ้งว่าทำได้ แต่ต้องให้ลูกจ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องยินยอม...
หลังจากวางสายไปก็คิดในใจว่า คงยาก ลูกจ้างที่ไหนจะยอม วันละ 11 บาท เดือนหนึ่งร่วม 300 บาท
2 วันต่อมา ฝ่ายบุคคล โทรมาแจ้งว่า ได้ประชุม-เจรจากับลูกจ้างทั้งหมดแล้ว ทุกคนเข้าใจ และลงชื่อยินยอม
เพียงขอว่า หากสภานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ บริษัทจะปรับให้กลับไปสู่สภาพเดิมโดยเร็ว
ลูกจ้างดีๆก็มี
----------------
เรื่องดีๆอย่างนี้มีอีกมากมาย ดังเรื่องนี้ ที่เก็บไว้ตั้งแต่ปี ๔๔
เป็นเรื่องของแม่ค้าขายขนม ที่ทำขนมไทยๆออกขายตามงาน/ตามห้างต่างๆ หมุนเวียนกันไป มีกิจการอยู่ ๕ ร้าน และมีพนักงานกว่า ๒๐ ชีวิต
ช่วงหนึ่งของชีวิต ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ (ยุค IMF) ขาดทุนจนคิดจะฆ่าตัวตาย
แต่พนักงานทั้งหมดทราบเรื่อง จึงพากันเสนอตัวว่า จะทำงานต่อไปโดยไม่รับค่าจ้าง และยังนำเงินเก็บของแต่ละคน มาให้เจ้าของร้านเพื่อเป็นทุนค้าขายต่อไป
ในที่สุดกิจการก็อยู่รอดมาจนทุกวันนี้
เจ้าของกิจการชื่อ “คุณสาลี ดิษทะนงค์” ๐๒-๘๗๙-๙๗๔๔ และเรื่องนี้ได้ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์สยามโพสท์ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
โดยคุณสาลี ถือปฏิบัติว่า “การบริหารการจัดการร้านค้าทั้ง ๕ แห่ง ต้องดูแลแบบญาติพี่น้อง ถ้าขายได้กำไรดี ก็จะให้ทิป เพื่อกระตุ้นการทำงาน และเสริมสร้างกำลังใจของลูกจ้าง มีช่วงหนึ่งขาดทุนมากๆ คิดจะฆ่าตัวตาย เพราะกิจการเจ๊งยับ ขาดทุนหลายแสน แต่ลูกจ้างก็ไม่ยอมไปไหน และไม่ยอมรับเงินเดือน แถมยังเอาเงินเก็บมาให้ลงทุนต่อ”
เล่าให้ฟังเพื่อเป็นแรงใจให้กับนายจ้างและลูกจ้างทุกๆคน อย่าหยุดเดิน....แล้วทุกคนจะรอดด้วยกัน...!!