คุณตาที่สูญเสียคุณยาย มักซึมเศร้าและตามไปในไม่ช้า ส่วนคุณยายที่เสียคุณตาไป จะมีความสุขขึ้น แต่ร่างกายกลับอ่อนแอลง
ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ล้ำหน้าชาติอื่นไปไกลมากด้านสังคมผู้สูงอายุ นี่คือสังคมที่คนในสังคม 3 ใน 10 อายุเกิน 65 ปี และมีปรากฏการณ์ต่างๆ แปลกๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก ตั้งแต่คนแก่ยอมติดคุกเพื่อให้มีคนดูแล ไปจนถึงรัฐบาลพยายามจ้างให้คนแก่เลิกขับรถ เพราะมีสถิติชัดเจนว่าพวกเขาก่ออุบัติเหตุบนท้องถนนมากขึ้น
.
และเรื่องหนึ่งที่มีการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจก็คือ ผลของ ‘ความตายของคู่สมรส’ ที่มหาวิทยาลัยชิบะเป็นแกนนำในการทำวิจัย โดยศึกษาคนแก่อายุเกิน 65 ปี ในญี่ปุ่นกว่า 60,000 คน เปรียบเทียบกับคู่ที่ยังอยู่ด้วยกันสองคนตายาย กับคู่ที่คนใดคนหนึ่งจากไปก่อน ว่าจะส่งผลต่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างไร
.
แน่นอนว่ามีรายละเอียดจำนวนมาก แต่สิ่งที่เด่นชัดก็คือ ในกรณีของคุณตา ถ้าหากคุณยายจากไปก่อน มีแนวโน้มว่าคุณตายจะมีภาวะซึมเศร้า และสถิติชี้ชัดเลยว่าคุณตาจะอายุไม่ยืนเท่าไร ถ้าคุณยายจากไปก่อน
.
แต่กลับกัน ข้อมูลบ่งชี้ว่า กรณีของคุณยาย ถ้าคุณตาจากโลกไปก่อน คุณยายจะมีความสุขและมีความพึงพอใจกับชีวิตมากขึ้น แต่ความน่าสนใจก็คือ คุณยายก็มักจะสุขภาพอ่อนแอลง เพราะจะไม่ค่อยได้ทำอะไรแล้ว
.
เราจะอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร?
.
จริงๆ แล้วทั้งหมดนี้อาจต้องเข้าใจในบริบทสังคมญี่ปุ่น โดยต้องเข้าใจก่อนว่าคนแก่ในรุ่นนั้น เป็น ‘คนรุ่นเก่า’ ที่โครงสร้างครอบครัวญี่ปุ่นแบบยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักๆ มีความคาดหวังว่าถ้าแต่งงานกันแล้ว ผู้ชายจะต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวด้วยตัวคนเดียว ส่วนผู้หญิงก็จะต้องออกจากงานมาเป็นแม่บ้านและเลี้ยงลูก และผู้ชายญี่ปุ่นก็จะไม่ทำงานบ้านเลย (ในบอลโลกปี 2026 ชาวเน็ตญี่ปุ่นยังล้อผู้ชายญี่ปุ่นที่ชอบเก็บขยะบนอัฒจันทร์จนสะอาดเลยว่า ไปดูบอลอเมริกานี่ตั้งใจเก็บขยะจริงจัง ทั้งที่เวลาอยู่บ้านไม่เคยช่วยเมียเก็บขยะด้วยซ้ำ)
.
การแบ่งงานทางเพศนี้เป็นค่านิยมที่จริงจังมากในญี่ปุ่น และค่านิยมเหล่านี้เพิ่งถูกท้าทายไม่นานนี้เอง ดังนั้น คนรุ่น 65+ ที่งานวิจัยนี้ได้ศึกษา ก็น่าจะเป็นคนรุ่นเก่าที่สามีน่าจะทำงานเลี้ยงครอบครัวจนเกษียณ ส่วนภรรยาก็เป็นแม่บ้านมายาวๆ ตั้งแต่แต่งงานกัน
.
ในญี่ปุ่น คู่รักวัยเกษียณมักจะมีปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งคู่ไม่เคยต้อง ‘อยู่ด้วยกันทั้งวัน’ มาก่อนตลอดวัยทำงาน โดยผู้ชายมนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นจำนวนมากก็ต้องกลับบ้านดึกประจำเพราะถ้าไม่ทำงานหนัก ก็ต้องไปดื่มกับบริษัท
.
ทีนี้พอผู้ชายเกษียณแล้วอยู่บ้าน ภรรยาจำนวนมากก็จะรู้สึกทันทีว่าสามีขี้บ่นและเรื่องมาก โดยภาวะแบบนี้ก็มักจะเป็นไปยาวๆ จนตายจากกันไป
.
จากมุมผู้ชายที่ไม่เคยทำงานบ้านอะไรเองเลย ให้ภรรยาทำตลอด เพราะสังคมมีการ ‘แบ่งงานทางเพศ’ พอภรรยาจากไป ก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกไปไม่ถูก เพราะชีวิตที่เหลือไม่มีคนคอยทำอะไรให้อีกแล้ว หลังจากมีภรรยาทำมาให้ตลอดไม่รู้กี่ทศวรรษ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คุณตาชาวญี่ปุ่นที่ภรรยาตายก่อน จะอยู่ได้อีกไม่นาน
.
มาดูในของมุมผู้หญิงที่ต้องเจอสามีเกษียณนั่งบ่นโดยไม่ช่วยงานบ้านมาตลอดกันบ้าง การจากไปของสามีที่อยู่ด้วยกันมาหลายทศวรรษแน่นอนว่าย่อมโศกเศร้าเป็นธรรมดา แต่อีกด้าน งานบ้านที่ต้องทำโดยมีสมาชิกที่ไม่เคยทำงานบ้านเลยหายไปหนึ่งคน อันที่จริงภาระเบาลงแน่นอน และไม่แปลกเลยถ้าให้เทียบกับความรู้สึกทั่วไปในชีวิตแล้วจะพบว่าฝ่ายหญิงดูมีความสุขขึ้น
.
แต่กลับกัน การทำงานบ้านจนเนี้ยบแบบ ‘แม่บ้านญี่ปุ่น’ มันก็คือการออกกำลังกายไปในตัว เพราะต้องเดินไปมา ลุกๆ นั่งๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน ทีนี้พอสามีไม่อยู่ หลายๆ คนก็ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดบ้านให้เนี้ยบแบบเดิมแล้ว ผลลัพธ์ก็คือ พอร่างกายไม่ได้ขยับเท่าเดิม มันก็ค่อยๆ อ่อนแอลงตามประสาคนแก่ ที่พอร่างกายไม่ได้ใช้ มันก็จะเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว และหลายครั้งก็คืนสภาพให้เป็นแบบเดิมยาก
.
นี่เองเป็นเหตุให้หลังจากคุณตาไม่อยู่แล้ว คุณยายไม่ได้แค่รู้สึกสบายขึ้นที่ไม่ต้องทำงานบ้านหนักเท่าเดิมเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลงด้วย เพราะไม่ได้ขยับร่างกายทำงานบ้านเท่าเดิม
.
แน่นอน นี่เป็นผลวิจัยเบื้องต้นที่ต้องนำไปขยายผลต่อ แต่อีกด้านมันก็มีนัยที่ส่งผลต่อการจัดทำนโยบายชัดๆ เลยว่า ‘สวัสดิการคนแก่ที่เป็นหม้าย’ ที่รัฐจัดให้ ระหว่างคุณตากับคุณยายจุดเน้นควรจะต่าง คุณตาควรได้รับการดูแลทางด้านจิตใจ และมีกระบวนการทำให้คุณตาที่ไม่เคยทำกับข้าวและงานบ้านมาตลอดชีวิตช่วยเหลือตัวเองได้
.
ส่วนคุณยาย ด้านจิตใจอาจแทบไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษเลย แต่ควรจะไปดูแลด้านร่างกายของคุณยายมากกว่า เพราะคุณยายต้องหาอะไรทำเพิ่มเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง หลังจากคุณยายมีภาระงานบ้านลดลงแล้ว
.
ที่มา : BrandThink
คุณตาที่สูญเสียคุณยาย มักซึมเศร้าและตามไปในไม่ช้า ส่วนคุณยายที่เสียคุณตาไป จะมีความสุขขึ้น แต่ร่างกายอ่อนแอลง