JJNY : แม่ค้ายังเชื่อว่ารบ.ทำไม่ได้│สิทธิพลเหน็บ ‘ศุภจี’ ช่วยใครไม่ได้จริง│ปิยรัฐปูดขบวนการพ่อทิพย์│ชาวลอนดอนยื่นฟ้องศาล

แม่ค้า ขายแกงถุงละ 20 ชี้ต่อให้ไม่ยกเลิกแนวคิด "ข้าวแกง 40 บาท" ยังเชื่อว่ารัฐบาลทำไม่ได้
.

.
แม่ค้า ขายแกงถุงละ 20 ชี้ต่อให้ไม่ยกเลิกแนวคิด “ข้าวแกง 40 บาท” ยังเชื่อว่ารัฐบาลทำไม่ได้ ซัดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และต้นทุนวัตถุดิบแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน
.
15 ก.ค. 69 – ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของเจ้าของร้านอาหารและประชาชนพื้นที่ จ.ตรัง ภายหลังกระทรวงพาณิชย์ เตรียมออกโครงการ “ข้าวแกง 40 บาท” ก่อนประกาศยกเลิกไปหลังมีกระแสไม่เห็นด้วยจำนวนมาก
.
นางอรอุมา ศรีเทพ เจ้าของร้านข้าวแกง “ร้านเย่สิบ” ซึ่งขายแกงถุงละ 20 บาท ข้าวราดแกง 1 อย่าง 20 บาท ข้าวราดกับข้าว 2 อย่าง เพียงจานละ 25 บาท ยิ่งช่วงนี้อยู่ในช่วงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทำให้คนซื้อแกงจ่ายถุงละ 8 บาทเท่านั้น
.
เจ๊อร กล่าวว่า หากมีโครงการข้าวแกงจาน 40 บาท แม้รัฐจะอุดหนุนเงินช่วยร้านค้าเป็นค่าวัตถุดิบ แต่ตนเองเชื่อว่ารัฐทำไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาทั้งรถพุ่มพวง การแก้ปัญหามะพร้าวราคาถูก รัฐยังแก้ไม่ได้ พอมาข้าวแกงตอนนี้วัตถุดิบทุกชนิดราคาแพงขึ้นมาก เช่น น้ำกะทิ ไข่ไก่
.
ส่วนตัวทำอาหารวันละ 20-30 อย่าง เดิมต้องใช้ทุนวันละ 4,000 บาท วันนี้ต้องเพิ่มเป็น 5,000 บาท และค่าเครื่องปรุงแยกอีกต่างหาก
.
ดังนั้น โครงการ “ข้าวแกง 40 บาท” เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขนาดตนขายข้าวแกงราคาถูกกว่าโครงการที่รัฐจะทำ ก็ยังเชื่อว่ารัฐทำไม่ได้ สิ่งสำคัญคือรัฐควรหาทางลดราคาวัตถุดิบ ค่าก๊าซ ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าน้ำมันจะดีกว่า เพราะหากลดต้นทุนวัตถุดิบได้ ก็จะช่วยได้ แต่หากบอกว่าสนับสนุนเงิน แล้วบังคับให้ขายข้าวแกง 40 บาท ทำไม่ได้หรอก เพราะต้นทุนวัตถุดิบแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน
.
ขณะที่ นางนิตยา รอดรัตน์ แม่ค้าข้าวแกง กล่าวว่า ต่อให้มีโครงการ “ข้าวแกง 40 บาท” ร้านก็จะไม่เข้าร่วม เพราะวัตถุดิบปรับขึ้นทุกอย่าง บางชนิดราคาสูงมาก เช่น ปลากะพง กิโลละ 200 จะให้ขายถุงละ 40 บาท ก็คงไม่ได้ อีกทั้งแกงที่ขายทุกวันนี้ราคาไม่เท่ากัน ผู้ค้าจะคำนวณราคาตามต้นทุน มีทั้งถุงละ 30-60 บาท
.

.
สิทธิพล ซัดโครงการข้าวแกง 40 บาท แก้ไม่ตรงจุด เหน็บ ‘ศุภจี’ ช่วยใครไม่ได้จริง
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10324435
.
สิทธิพล ซัดโครงการข้าวแกง 40 บาท แก้ไม่ตรงจุด-ช่วยใครไม่ได้จริง เหน็บบริหารแบบ ‘ศุภจี’ ก็ไม่แปลกคนจะถามหา รมต.อยู่ไหน แนะคลอดมาตรการที่ครอบคลุมผู้เดือดร้อน-ได้สัดส่วนกว่านี้
.
เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ประกาศทบทวนโครงการข้าวแกง 40 บาทเพื่อลดภาระค่าครองชีพว่า ตนเห็นด้วยกับการทบทวน และการเปิดใจรับฟังผู้เห็นต่าง
.
จากการติดตามนโยบายของนางศุภจี ร่วมกับการรับฟังผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบโครงการข้าวแกง 40 บาท สะท้อนปัญหาการบริหารเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้ดี สามารถสรุปปัญหาการบริหารเศรษฐกิจแบบนางศุภจี ได้อย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่
.
1. ไม่แก้ที่ต้นเหตุ นางศุภจีบอกว่าที่ทำโครงการข้าวแกง 40 บาทเพื่อช่วยค่าครองชีพ พร้อมบอกว่าวันนี้ราคาน้ำมันลงแล้ว แต่แปลกใจที่ทำไมค่าครองชีพ เช่น ราคาข้าวแกงยังไม่ลงตามมา เรื่องนี้พรรคประชาชนสื่อสารและเรียกร้องมาตลอดว่าปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้อยู่ที่ราคาน้ำมันและพลังงาน จึงต้องแก้ที่ต้นเหตุรวมถึงต้องกำกับแต่แรก เพราะหากน้ำมันขึ้นราคา จนสินค้าอื่นต้องปรับขึ้นตาม สุดท้ายแม้ราคาน้ำมันลง แต่ของที่แพงขึ้นไปแล้ว ราคาจะไม่ปรับลง
.
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ทุกครั้ง เราจึงสื่อสารถึงรัฐบาลแบบย้ำนักย้ำหนา ตั้งแต่เกิดวิกฤตน้ำมันใหม่ๆ ว่าต้องรีบแก้ปัญหาราคาน้ำมัน จะใช้ภาษีสรรพสามิตหรือภาษีลาภลอยก็ได้ เพราะการปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นจนราคาสินค้าขยับ สุดท้ายจะเป็นปัญหาระยะยาว ทั้งในฝั่งต้นทุนผู้ประกอบการและฝั่งค่าครองชีพ อย่างที่วันนี้ปรากฏให้เห็น” นายสิทธิพล กล่าว
.
2. ช่วยได้นิดเดียว แต่บอกช่วยแล้ว โดยหลายโครงการของกระทรวงพาณิชย์ในยุคนางศุภจี มีลักษณะเช่นนี้ ทำเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำแล้ว แก้ปัญหาให้แล้ว แต่ทำครอบคลุมปัญหาแค่ไหน ช่วยได้แค่ไหนนั้น เป็นอีกเรื่อง เช่น โครงการรถพุ่มพวง พอไปดูไส้ใน แต่ละจังหวัดมีรถแค่ไม่กี่คัน รัฐช่วยได้เพียงค่าน้ำมันและสินค้านิดหน่อย ส่งผลให้มีประชาชนเข้าถึงได้น้อยมาก ซึ่งประชาชนตั้งคำถามว่ารถพุ่มพวงอยู่ไหน ทั้งที่ทุกคนเผชิญปัญหาค่าครองชีพทั่วไปหมด
.
นี่เป็นตัวอย่างสะท้อนวิธีคิด วิธีแก้ปัญหาที่คล้ายกันคือ แก้ปัญหาแบบไม่ได้สัดส่วนกับขนาดของปัญหาที่เกิดขึ้น เอาแค่ว่าได้ทำแล้ว แก้แล้ว แต่ครอบคลุมแค่ไหน เป็นอีกเรื่อง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ จึงรู้สึกว่าปัญหายังอยู่ ทั้งที่ท่านบอกแก้แล้ว” นายสิทธิพล กล่าว
.
3. ไม่แก้ปัญหาจริง ที่ประชาชนหรือผู้ประกอบการเผชิญโครงการข้าวแกง 40 บาท ที่นางศุภจีบอกว่าถอยแล้ว ขอทบทวนก่อน แต่น่าแปลกใจอย่างมากที่ไม่มีใครเสียดาย หรือรู้สึกว่าโครงการนี้ควรเดินหน้าต่อ หรือสาเหตุเพราะโครงการนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ใครเลย
.
ตนเห็นว่าในมุมประชาชน ผู้บริโภค ไม่ได้รู้สึกว่าร้านข้าวแกง 40 บาท ช่วยได้มากนักในวันที่เศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ที่ค่าครองชีพต้นทุนการใช้ชีวิตพุ่งสูง เพราะยังมีทางเลือกอื่นที่อาจจะพอกันหรือดีกว่าข้าวแกง 40 บาทของนางศุภจี
.
นายสิทธิพล กล่าวด้วยว่า ขณะที่ในมุมผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ไม่มีเสียงสะท้อนว่าเสียดายเช่นกัน เพราะไม่คิดว่าโครงการนี้ช่วยได้มากขนาดนั้น ถ้าบังเอิญโชคดีได้เข้าโครงการ อาจได้เงินเพิ่ม 3 พันบาท 5 พันบาทหรือ 1 หมื่นบาท แต่จะมีผู้ประกอบการสักกี่คนที่ได้ และหากได้ จะได้กี่เดือน
.
โดยประเด็นที่รัฐมนตรีน่าจะขบคิดเพื่อช่วยร้านอาหาร และน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการมากกว่านี้ เช่น ปัญหาของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่วันนี้ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ เป็นเด็กดี จ่ายภาษีให้รัฐมาตลอด แต่เข้าร่วมโครงการไม่ได้ เพราะยอดขายต่อปีเกิน 1.8-2 ล้าน
.
หากเฉลี่ยตกวันละ 5-6 พันบาท เมื่อเข้าโครงการไม่ได้ ลูกค้าก็ลดลง ขณะที่ต้นทุนต่างๆ พุ่งขึ้น ท่านจะช่วยเขาอย่างไร ประเด็นเช่นนี้ต่างหากที่เป็นปัญหาจริงที่ผู้ประกอบการเผชิญอยู่ และอยากให้ท่านเป็นปากเสียงแก้ปัญหาให้พวกเขา
.
นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า ทั้งหมดนี้คือข้อสรุปคร่าวๆ ถึงการบริหารเศรษฐกิจแบบนางศุภจีที่ทำแล้วหรือบอกแก้ปัญหาแล้ว แต่ประชาชนและผู้ประกอบการยังรู้สึกว่าปัญหายังไม่หายไป ขณะที่หลายคนออกมาถามหาว่ารัฐมนตรีศุภจีหายไปไหน ซึ่งที่เขาถามหาก็เพราะเขารู้สึกว่าภายใต้งานที่ท่านรับผิดชอบอยู่ มันยังไม่แก้ปัญหา หรือแก้ความเดือดร้อนให้เขาได้
.
สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐมนตรีศุภจีคือ มาตรการเศรษฐกิจที่วันนี้ผู้ประกอบการหรือประชาชนต้องการ คือต้องเป็นมาตรการที่ครอบคลุมผู้เดือดร้อนครบถ้วน ได้สัดส่วนกับขนาดของปัญหามากกว่านี้ รวมถึงรับฟังเสียงจากผู้ที่เดือดร้อนจริงมากขึ้น” นายสิทธิพล กล่าว
.

.
ปิยรัฐ ปูดขบวนการพ่อทิพย์ รพ.เอกชน ร่วม จนท.เขต แจ้งเกิดเด็กจีน รับสัญชาติไทย
.
ปิยรัฐ ปูดขบวนการพ่อทิพย์ รพ.เอกชน ร่วมมือจนท.เขต แจ้งเกิดเด็กจีน รับสัญชาติไทย จี้ อนุทิน-ชัชชาติ ตั้งกรรมการสอบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สั่ง กต. สกัดแม่จีนพาลูกหนีออกนอกประเทศ
.
เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงประเด็นทุนจีน พ่อทิพย์ ขบวนการสัญชาติไทยโดยคนจีน ว่า เป็นอีกเรื่องที่ตนเคยพูดและเป็นการเปิดเผยถึงความเน่าเฟะของระบบราชการไทย และระบบสาธารณสุขของไทย รวมถึงกระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติ ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นสัญชาติไทย
.
นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะขณะนี้มีการดำเนินคดีกวาดล้างกลุ่มขบวนการพ่อทิพย์ จากการขยายผลโดยตำรวจ มีการจับกุมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท กระทั่งมีการขยายเส้นเงินไปถึงครอบครัวของผู้ต้องหา โดยเงินไปเข้าบัญชีของภรรยา แต่ปรากฏว่าภรรยามีลูก 3 คน แต่ 3 คนนั้นกลายเป็นสัญชาติไทย ทำให้มีการติดตามคดีนี้ขึ้น
.
นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ตนมีข้อมูลเป็นอีกขบวนการหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกัน ตนได้นำเสนอรายละเอียด และยื่นเรื่องให้ตรวจสอบไปแล้ว ความคืบหน้าของคดีนี้มีสื่อระบุชื่อโรงพยาบาลไปแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5 โรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลที่ 6 คือโรงพยาบาลเอกชนย่านพระราม 9 โดยมีรายละเอียดอยู่ในใบสูติบัตร ที่ตนได้รับมอบมาจากเจ้าหน้าที่ที่มีเจตนาดี เพื่อไปแจ้งต่อตำรวจ
.
นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า ในสูติบัตรฉบับนี้ มีรายละเอียดเป็นเด็กหญิง นามสกุล ถัง และมารดา นามสกุล ถัง เป็นคนจีนมาคลอดบุตรในประเทศไทยและแจ้งว่ามีพ่อ ชื่อนาย ป. อายุ 22 ปี ส่วนแม่อายุ 36 ปี เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ ก.ค. 2566 มีการไปแจ้งเกิดโดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นคนแจ้งเกิดให้
.
นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบว่าเป็นบริการแพ็กเกจเหมาเหมาของโรงพยาบาลนี้หรือไม่ว่า เมื่อเกิดแล้วเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลจะเป็นธุระจัดหาและไปแจ้งเกิดให้ที่สำนักงานเขต ตนเพิ่งเคยเจอเช่นนี้เหมือนกัน
.
นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า หนังสือที่นำไปแจ้งเพื่อขอสูติบัตรให้กับเด็กหญิง นามสกุลถัง คนนี้ ไม่มีแม้กระทั่งหนังสือรับรองการเกิด ใบแจ้งเกิด แต่เจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนของสำนักงานเขต กลับลงลายมือชื่อรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่มีช่องให้ลงรายชื่อ 2 แห่ง คือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่นายทะเบียน แต่เจ้าหน้าที่เขตกลับลงลายมือชื่อตัวเองทั้ง 2 แห่ง
.
นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า แปลว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวรับผิดชอบเองทั้งหมด ทำให้เด็กหญิง นามสกุล ถัง มีสัญชาติไทย หากยังอยู่ในประเทศไทย ขณะนี้ก็อายุ 2 ขวบแล้ว ซึ่งมารดาเป็นคนจีนโดยสายเลือด แม้พ่อเป็นคนไทยก็จริง แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการรับสมอ้าง รับจ้างมา เนื่องจากข้อมูลที่ตำรวจให้ตนมา พ่อคนดังกล่าวมีประวัติอาชญากรรมจำนวนมาก ขณะนี้ตำรวจกำลังติดตามตัวมาดำเนินคดี
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่