Kropatschek Model 1886 (โครพัทเชค รุ่นปี 1886) นับเป็นหนึ่งในปืนไรเฟิลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงรอยต่อของวิวัฒนาการอาวุธปืนยุคดินดำเข้าสู่ยุคดินควันน้อย มันคืออาวุธหลักของกองทัพโปรตุเกสที่เป็นตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบของการออกแบบระบบบรรจุกระสุนแบบหลอด (Tubular Magazine) ในปืนยาวทหารยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19
ในช่วงทศวรรษที่ 1870 ถึง 1880 กองทัพทั่วโลกต่างเร่งรีบในการเปลี่ยนอาวุธจากปืนบรรจุเดี่ยวมาเป็นปืนที่บรรจุกระสุนได้หลายนัด (Repeater) นายพล Alfred von Kropatschek (อัลเฟรด ฟอน โครพัทเชค) นายทหารแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ได้ออกแบบระบบป้อนกระสุนแบบหลอดใต้ลำกล้องซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง
เดิมทีกองทัพโปรตุเกสได้สั่งซื้อปืนไรเฟิล Guedes (เกเดส) ซึ่งเป็นปืนบรรจุเดี่ยว แต่ในขณะที่กำลังดำเนินการผลิต เทคโนโลยีได้ก้าวกระโดดไปสู่ปืนแบบบรรจุหลายนัด ทำให้โปรตุเกสตัดสินใจเปลี่ยนคำสั่งซื้อกะทันหัน โดยนำกระสุนขนาด 8mm ที่เดิมออกแบบมาสำหรับปืน Guedes มาใช้กับระบบปืนของ Kropatschek แทน ผลลัพธ์ที่ได้คือ Espingarda de Infantaria 8 mm m/1886 หรือ Kropatschek Model 1886
ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค
ข้อมูลเหล่านี้อ้างอิงจากตัวปืนรุ่นมาตรฐานทหารราบ (Infantry Rifle)
ผู้ออกแบบ Alfred von Kropatschek
ผู้ผลิต OEWG Steyr (Österreichische Waffenfabriksgesellschaft) ประเทศออสเตรีย
ประเทศผู้ใช้งานหลัก โปรตุเกสและอาณานิคม
ระบบปฏิบัติการ Bolt Action (ลูกเลื่อน) แบบหมุนขัดกลอน
ระบบป้อนกระสุน หลอดกระสุนใต้ลำกล้อง (Tubular Magazine) บรรจุ 8 นัด
ขนาดกระสุน 8x60mmR Guedes (หัวมน)
น้ำหนัก ประมาณ 4.4 กิโลกรัม (ไม่รวมดาบปลายปืน)
ความยาวตลอดตัว 132 เซนติเมตร
ความยาวลำกล้อง 82 เซนติเมตร
ศูนย์เล็ง ศูนย์หลังแบบขั้นบันได ปรับระยะได้ถึง 2,200 เมตร (ตามทฤษฎี)
กลไกการทำงานที่โดดเด่น
จุดเด่นที่สุดของ Kropatschek คือระบบ Magazine Cutoff (ตัวตัดการทำงานแม็กกาซีน) ซึ่งเป็นคันโยกอยู่ด้านขวาของโครงปืน เมื่อสับคันโยกนี้ ปืนจะทำหน้าที่เหมือนปืนบรรจุเดี่ยว โดยผู้ยิงต้องหยอดกระสุนเข้ารังเพลิงเองทีละนัด เก็บกระสุนในหลอดไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวคิดนิยมของนายทหารยุคนั้นที่กลัวทหารจะยิงกระสุนหมดเร็วเกินไป
ระบบลิฟต์ยกกระสุน (Cartridge Lifter) ของปืนรุ่นนี้มีความนุ่มนวลและแข็งแรงมาก จนกลายเป็นต้นแบบให้ฝรั่งเศสนำไปพัฒนาต่อเป็นปืนไรเฟิล Lebel Model 1886 ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา
กระสุน 8x60mmR
กระสุนรุ่นนี้เป็นกระสุนที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นกระสุนขนาดเล็ก (Small bore) รุ่นแรกๆ ของโลก ในตอนแรกกระสุนนี้บรรจุด้วยดินปืนดำ (Black Powder) อัดแน่น แต่เมื่อเทคโนโลยีดินควันน้อย (Smokeless Powder) มาถึง กระสุนชนิดนี้ก็สามารถอัพเกรดไปใช้ดินควันน้อยได้โดยที่ยังคงมิติภายนอกเท่าเดิม ทำให้ปืนรุ่นนี้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าปืนยุคเดียวกันหลายรุ่น
บทบาทในสนามรบและมรดกตกทอด
แม้ปืนรุ่นนี้จะถูกแทนที่ในกองทัพหลักของโปรตุเกสด้วยปืน Mauser-Vergueiro ในปี 1904 แต่ Kropatschek 1886 กลับมีบทบาทอย่างยาวนานในดินแดนอาณานิคมของโปรตุเกส (เช่น แองโกลา โมซัมบิก ติมอร์ และอินเดีย)
สงครามโลกครั้งที่ 1 กองทหารอาณานิคมโปรตุเกสใช้ปืนรุ่นนี้ต่อสู้กับกองทัพเยอรมันในแอฟริกาตะวันออก
ความขัดแย้งในอาณานิคม เชื่อหรือไม่ว่าปืนรุ่นนี้ยังคงถูกพบเห็นการใช้งานจนถึงทศวรรษที่ 1960 ในสงครามอาณานิคมโปรตุเกส โดยถูกใช้โดยกองกำลังท้องถิ่นและหน่วยตำรวจอาณานิคมเนื่องจากความทนทานและอำนาจหยุดยั้งที่ไว้ใจได้
https://en.wikipedia.org/wiki/Kropatschek_rifle
สวัสดีครับ
สารานุกรมปืนตอนที่ 2402 ปืนไรเฟิล Kropatschek Model 1886
ในช่วงทศวรรษที่ 1870 ถึง 1880 กองทัพทั่วโลกต่างเร่งรีบในการเปลี่ยนอาวุธจากปืนบรรจุเดี่ยวมาเป็นปืนที่บรรจุกระสุนได้หลายนัด (Repeater) นายพล Alfred von Kropatschek (อัลเฟรด ฟอน โครพัทเชค) นายทหารแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ได้ออกแบบระบบป้อนกระสุนแบบหลอดใต้ลำกล้องซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง
เดิมทีกองทัพโปรตุเกสได้สั่งซื้อปืนไรเฟิล Guedes (เกเดส) ซึ่งเป็นปืนบรรจุเดี่ยว แต่ในขณะที่กำลังดำเนินการผลิต เทคโนโลยีได้ก้าวกระโดดไปสู่ปืนแบบบรรจุหลายนัด ทำให้โปรตุเกสตัดสินใจเปลี่ยนคำสั่งซื้อกะทันหัน โดยนำกระสุนขนาด 8mm ที่เดิมออกแบบมาสำหรับปืน Guedes มาใช้กับระบบปืนของ Kropatschek แทน ผลลัพธ์ที่ได้คือ Espingarda de Infantaria 8 mm m/1886 หรือ Kropatschek Model 1886
ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค
ข้อมูลเหล่านี้อ้างอิงจากตัวปืนรุ่นมาตรฐานทหารราบ (Infantry Rifle)
ผู้ออกแบบ Alfred von Kropatschek
ผู้ผลิต OEWG Steyr (Österreichische Waffenfabriksgesellschaft) ประเทศออสเตรีย
ประเทศผู้ใช้งานหลัก โปรตุเกสและอาณานิคม
ระบบปฏิบัติการ Bolt Action (ลูกเลื่อน) แบบหมุนขัดกลอน
ระบบป้อนกระสุน หลอดกระสุนใต้ลำกล้อง (Tubular Magazine) บรรจุ 8 นัด
ขนาดกระสุน 8x60mmR Guedes (หัวมน)
น้ำหนัก ประมาณ 4.4 กิโลกรัม (ไม่รวมดาบปลายปืน)
ความยาวตลอดตัว 132 เซนติเมตร
ความยาวลำกล้อง 82 เซนติเมตร
ศูนย์เล็ง ศูนย์หลังแบบขั้นบันได ปรับระยะได้ถึง 2,200 เมตร (ตามทฤษฎี)
กลไกการทำงานที่โดดเด่น
จุดเด่นที่สุดของ Kropatschek คือระบบ Magazine Cutoff (ตัวตัดการทำงานแม็กกาซีน) ซึ่งเป็นคันโยกอยู่ด้านขวาของโครงปืน เมื่อสับคันโยกนี้ ปืนจะทำหน้าที่เหมือนปืนบรรจุเดี่ยว โดยผู้ยิงต้องหยอดกระสุนเข้ารังเพลิงเองทีละนัด เก็บกระสุนในหลอดไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวคิดนิยมของนายทหารยุคนั้นที่กลัวทหารจะยิงกระสุนหมดเร็วเกินไป
ระบบลิฟต์ยกกระสุน (Cartridge Lifter) ของปืนรุ่นนี้มีความนุ่มนวลและแข็งแรงมาก จนกลายเป็นต้นแบบให้ฝรั่งเศสนำไปพัฒนาต่อเป็นปืนไรเฟิล Lebel Model 1886 ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา
กระสุน 8x60mmR
กระสุนรุ่นนี้เป็นกระสุนที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นกระสุนขนาดเล็ก (Small bore) รุ่นแรกๆ ของโลก ในตอนแรกกระสุนนี้บรรจุด้วยดินปืนดำ (Black Powder) อัดแน่น แต่เมื่อเทคโนโลยีดินควันน้อย (Smokeless Powder) มาถึง กระสุนชนิดนี้ก็สามารถอัพเกรดไปใช้ดินควันน้อยได้โดยที่ยังคงมิติภายนอกเท่าเดิม ทำให้ปืนรุ่นนี้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าปืนยุคเดียวกันหลายรุ่น
บทบาทในสนามรบและมรดกตกทอด
แม้ปืนรุ่นนี้จะถูกแทนที่ในกองทัพหลักของโปรตุเกสด้วยปืน Mauser-Vergueiro ในปี 1904 แต่ Kropatschek 1886 กลับมีบทบาทอย่างยาวนานในดินแดนอาณานิคมของโปรตุเกส (เช่น แองโกลา โมซัมบิก ติมอร์ และอินเดีย)
สงครามโลกครั้งที่ 1 กองทหารอาณานิคมโปรตุเกสใช้ปืนรุ่นนี้ต่อสู้กับกองทัพเยอรมันในแอฟริกาตะวันออก
ความขัดแย้งในอาณานิคม เชื่อหรือไม่ว่าปืนรุ่นนี้ยังคงถูกพบเห็นการใช้งานจนถึงทศวรรษที่ 1960 ในสงครามอาณานิคมโปรตุเกส โดยถูกใช้โดยกองกำลังท้องถิ่นและหน่วยตำรวจอาณานิคมเนื่องจากความทนทานและอำนาจหยุดยั้งที่ไว้ใจได้
https://en.wikipedia.org/wiki/Kropatschek_rifle