
ต้มเล้งแซ่บเป็นเมนูที่ดูเหมือนต้องเผ็ดจนเหงื่อแตกถึงจะอร่อย แต่ความจริงรสเผ็ดเป็นเพียงส่วนหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ชามนี้กินแล้วหยุดยากคือน้ำซุปกระดูกที่มีรสหวานตามธรรมชาติ เนื้อติดกระดูกซึ่งต้มจนดึงออกได้ง่าย และความเปรี้ยวหอมจากมะนาวสดที่เติมหลังปิดไฟ
⠀
คำว่า “เล้ง” ที่ร้านอาหารใช้กันทั่วไป หมายถึงกระดูกสันหลังหมูซึ่งยังมีเนื้อติดอยู่ตามซอก เมื่อนำไปเคี่ยวช้า ๆ เนื้อเยื่อและเอ็นรอบกระดูกจะอ่อนตัว น้ำซุปจึงมีทั้งรสหวานและความรู้สึกเต็มปากกว่าน้ำต้มธรรมดา ส่วนรูปแบบ “แซ่บ” เป็นการนำซุปกระดูกมาปรุงด้วยพริกขี้หนู น้ำปลา และน้ำมะนาวจนกลายเป็นรสที่คนไทยคุ้นเคยในร้านก๋วยเตี๋ยวและร้านอาหารรอบดึก
⠀
สูตรนี้ไม่ใช้ผงปรุงรสและไม่บีบมะนาวลงหม้อขณะเดือด เพราะความร้อนนาน ๆ จะทำให้กลิ่นมะนาวหายและอาจมีรสขม น้ำซุปจะถูกปรุงเป็นหม้อกลางรสเค็มอ่อนก่อน แล้วจึงผสมพริกกับมะนาวในชามเสิร์ฟ วิธีนี้ทำให้แต่ละชามมีกลิ่นสดและปรับระดับความเผ็ดได้ง่าย
⠀
⠀
ปริมาณและเวลา
⠀
จัดเสิร์ฟ 5–6 ที่
เวลาเตรียม 25 นาที
เวลาต้ม 2 ชั่วโมง 15 นาที
เวลารวมประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที
⠀
⠀
วัตถุดิบสำหรับต้มน้ำซุป
⠀
• กระดูกเล้งหมู 1.5 กิโลกรัม
• น้ำเปล่า 3.5 ลิตร
• หัวไชเท้าปอกเปลือกหั่นท่อน 400 กรัม
• รากผักชีทุบ 5 ราก
• กระเทียมไทยบุบ 12 กลีบ
• พริกไทยขาวเม็ดบุบ 1 ช้อนชา
• หอมใหญ่ผ่าครึ่ง 1 หัว
• เกลือป่น 1½ ช้อนชา
• ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลกรวด 15 กรัม
⠀
⠀
วัตถุดิบสำหรับปรุงรสแซ่บ
⠀
• พริกขี้หนูสวนสีเขียวและแดง 30–40 เม็ด
• พริกจินดาแดง 8 เม็ด
• น้ำมะนาวสด 10 ช้อนโต๊ะ
• น้ำปลา 6 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
• ผักชีฝรั่งซอย ½ ถ้วย
• ผักชีซอย ½ ถ้วย
• ต้นหอมซอย ¼ ถ้วย
• กระเทียมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ ไม่ใส่ก็ได้
• มะนาวหั่นซีกสำหรับเสิร์ฟ 2 ลูก
⠀
⠀
การเตรียมกระดูกเล้ง
⠀
เลือกกระดูกเล้งที่มีสีชมพูอ่อน ไม่มีกลิ่นเปรี้ยว และยังมีเนื้อติดตามข้อพอสมควร หากชิ้นใหญ่เกินหม้อควรให้ร้านสับเป็นท่อนยาวประมาณ 7–10 เซนติเมตร จะตักเสิร์ฟง่ายและความร้อนเข้าถึงทั่ว
⠀
ล้างกระดูกอย่างรวดเร็วด้วยน้ำสะอาดแล้วสะเด็ดน้ำ ไม่ควรแช่น้ำนาน เพราะรสหวานจากเนื้อจะจางลง จากนั้นตั้งหม้อน้ำอีกใบให้เดือด นำกระดูกลงลวกประมาณ 3 นาทีจนมีฟองสีเทาลอยขึ้น ตักออกแล้วล้างคราบเลือดและเศษกระดูกใต้สายน้ำเบา ๆ ขั้นตอนนี้ช่วยให้น้ำซุปใสและมีกลิ่นสะอาด
⠀
พริกสำหรับปรุงควรบุบหรือสับก่อนเสิร์ฟไม่นาน พริกที่สับทิ้งไว้นานจะมีกลิ่นเหม็นเขียวและสีคล้ำ หากต้องการเผ็ดหอมมากกว่าเผ็ดแหลม ให้ใช้ทั้งพริกขี้หนูสวนและพริกจินดาผสมกัน
⠀
⠀
วิธีทำต้มเล้งแซ่บมะนาวสด
⠀
ใส่น้ำ 3.5 ลิตรลงในหม้อก้นลึก ตั้งไฟแรงจนเดือดจึงใส่กระดูกเล้งที่ลวกแล้ว รอให้น้ำกลับมาเดือดอีกครั้งและช้อนฟองที่ลอยบนผิวออกให้หมด
⠀
ลดเป็นไฟอ่อนให้น้ำกระเพื่อมเบา ๆ ใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทย หอมใหญ่ และน้ำตาลกรวด ไม่ควรปล่อยให้น้ำเดือดพล่าน เพราะไขมันกับเศษเนื้อจะกระจายจนน้ำซุปขุ่น
⠀
เปิดฝาหม้อไว้เล็กน้อยแล้วเคี่ยวประมาณ 60 นาที ระหว่างนี้คอยช้อนไขมันและฟองออกเป็นระยะ หากน้ำลดจนกระดูกโผล่ เติมน้ำร้อนแทนน้ำเย็นเพื่อไม่ให้อุณหภูมิในหม้อลดลงมาก
⠀
ใส่หัวไชเท้า เกลือ และซีอิ๊วขาว เคี่ยวต่ออีก 45–60 นาทีจนหัวไชเท้าใสและเนื้อติดกระดูกนุ่ม ใช้ส้อมจิ้มแล้วเนื้อควรแยกออกจากกระดูกได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก
⠀
เติมน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ ชิมน้ำซุปให้มีรสเค็มอ่อนและหวานจากกระดูก ไม่ต้องปรุงเข้มในหม้อ เพราะจะมีน้ำปลาเพิ่มในส่วนรสแซ่บอีก
⠀
โขลกหรือบุบพริกขี้หนูสวนกับพริกจินดาให้แตก ไม่ต้องละเอียดเป็นเนื้อเดียว แบ่งใส่ก้นชามเสิร์ฟตามระดับความเผ็ดที่ต้องการ
⠀
ผสมน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลในถ้วย คนจนน้ำตาลละลาย ชิมให้รสเปรี้ยวนำ เค็มตาม และมีหวานเพียงเล็กน้อยเพื่อเชื่อมรส ไม่ควรหวานจนคล้ายน้ำยำ
⠀
ตักกระดูกเล้งกับหัวไชเท้าใส่ชาม วางให้ชิ้นกระดูกซ้อนกันพอเห็นเนื้อติดกระดูก จากนั้นตักน้ำซุปร้อนจัดราดลงบนพริกบุบ กลิ่นพริกจะถูกปลุกขึ้นโดยไม่ต้องนำไปต้ม
⠀
พักน้ำซุปในชามประมาณ 30 วินาทีให้ความร้อนลดลงเล็กน้อย จึงเติมส่วนผสมน้ำมะนาว การรอช่วงสั้น ๆ ช่วยรักษากลิ่นสดและลดโอกาสเกิดรสขม
⠀
โรยผักชีฝรั่ง ผักชี ต้นหอม และกระเทียมเจียว ชิมอีกครั้งแล้วปรับด้วยมะนาวหรือน้ำปลา เสิร์ฟทันทีขณะน้ำซุปยังร้อน พร้อมข้าวสวยหรือกินเป็นซุปร่วมกับอาหารจานอื่น
⠀
⠀
เคล็ดลับให้น้ำซุปใส เนื้อนุ่ม และมะนาวไม่ขม
⠀
• ลวกกระดูกก่อนต้มจริงเสมอ แต่ไม่ต้องลวกนานจนเนื้อสุกแข็ง จุดประสงค์คือล้างเลือดและคราบโปรตีนบนผิวออกเท่านั้น
⠀
• หลังน้ำเดือดให้ลดไฟทันที น้ำซุปกระดูกที่เดือดแรงตลอดเวลาจะขุ่นและมีไขมันแตกตัวเป็นเม็ดเล็ก ๆ ช้อนออกยาก
⠀
• ใช้เวลาต้มแทนการใส่ผงปรุงรส กระดูกเล้งจะค่อย ๆ ปล่อยความหวานออกมา หากน้ำลดมากให้เติมเฉพาะน้ำร้อน
⠀
• อย่าเติมมะนาวลงในหม้อใหญ่ เพราะเมื่ออุ่นซ้ำกลิ่นจะหายและรสเปรี้ยวเปลี่ยน ควรปรุงแยกทีละชามเท่าที่จะรับประทาน
⠀
• มะนาวผิวบางมักมีน้ำมากและกลิ่นชัด ก่อนผ่าควรกลิ้งผลมะนาวบนโต๊ะเบา ๆ แล้วคั้นโดยไม่บิดเปลือกแรงเกินไป น้ำมันขมจากผิวจะได้ไม่ออกมามาก
⠀
• พริกขี้หนูสวนให้กลิ่นและความเผ็ดรวดเร็ว ส่วนพริกจินดาเพิ่มสีสวย หากทำให้เด็กหรือผู้ไม่กินเผ็ด ให้ตักน้ำซุปแยกก่อนใส่พริก
⠀
• เนื้อติดกระดูกจะนุ่มขึ้นเมื่อพักอยู่ในน้ำซุป แต่ไม่ควรต้มจนหลุดร่อนหมด เพราะเวลาตักเสิร์ฟจะเหลือแต่กระดูกและเศษเนื้ออยู่ก้นหม้อ
⠀
• หากเตรียมล่วงหน้า ให้ต้มเล้งจนเปื่อยแล้วแช่เย็นทั้งน้ำซุป วันรุ่งขึ้นสามารถช้อนไขมันที่แข็งตัวบนผิวออกได้ง่าย จากนั้นอุ่นให้เดือดและปรุงมะนาวสดในชามเหมือนเดิม
⠀
⠀
การเก็บรักษา
⠀
น้ำซุปและกระดูกเล้งที่เหลือควรปล่อยให้คลายร้อนเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วแบ่งใส่ภาชนะตื้น แช่ตู้เย็นภายในสองชั่วโมง เก็บได้ประมาณ 2–3 วัน หากต้องการเก็บนานกว่านั้นสามารถแช่แข็งได้ประมาณหนึ่งเดือน
⠀
ก่อนรับประทานให้อุ่นน้ำซุปกับกระดูกจนเดือดทั่ว ส่วนพริก มะนาว และผักโรยต้องเตรียมใหม่ ไม่ควรเก็บชามที่ปรุงมะนาวแล้วนำมาอุ่นซ้ำ เพราะทั้งกลิ่นและสีของผักจะเสียไป
⠀
⠀
คุณค่าทางโภชนาการโดยประมาณ
⠀
หนึ่งที่เมื่อแบ่งหกส่วนให้พลังงานประมาณ 360 กิโลแคลอรี โปรตีน 31 กรัม ไขมัน 22 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม และโซเดียมประมาณ 1,350 มิลลิกรัม ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อติดกระดูก ไขมัน และน้ำปลาที่ใช้ ผู้ที่ต้องควบคุมโซเดียมควรลดน้ำปลาในชามและเพิ่มความเปรี้ยวกับสมุนไพรเพื่อช่วยให้รสยังชัด
⠀
ต้มเล้งแซ่บมะนาวสดที่ดีไม่จำเป็นต้องเผ็ดจนชิมรสอื่นไม่ออก น้ำซุปควรมีความหวานจากกระดูก เนื้อหมูนุ่มแต่ยังเกาะอยู่ตามข้อ พริกมีกลิ่นสด และมะนาวให้ความเปรี้ยวหอมโดยไม่มีรสขม เมื่อทำหม้อน้ำซุปให้ดีแล้ว การปรุงแต่ละชามใช้เวลาไม่ถึงนาที และทุกคนบนโต๊ะสามารถเลือกระดับความแซ่บของตัวเองได้
⠀
แท็ก
⠀
ต้มเล้งแซ่บ, ต้มเล้งมะนาวสด, เล้งแซ่บ, เมนูกระดูกหมู, อาหารไทย, ซุปกระดูกหมู, เมนูแซ่บ
ต้มเล้งแซ่บมะนาวสด น้ำซุปใสแต่รสถึง เนื้อติดกระดูกเปื่อยนุ่ม
ต้มเล้งแซ่บเป็นเมนูที่ดูเหมือนต้องเผ็ดจนเหงื่อแตกถึงจะอร่อย แต่ความจริงรสเผ็ดเป็นเพียงส่วนหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ชามนี้กินแล้วหยุดยากคือน้ำซุปกระดูกที่มีรสหวานตามธรรมชาติ เนื้อติดกระดูกซึ่งต้มจนดึงออกได้ง่าย และความเปรี้ยวหอมจากมะนาวสดที่เติมหลังปิดไฟ
⠀
คำว่า “เล้ง” ที่ร้านอาหารใช้กันทั่วไป หมายถึงกระดูกสันหลังหมูซึ่งยังมีเนื้อติดอยู่ตามซอก เมื่อนำไปเคี่ยวช้า ๆ เนื้อเยื่อและเอ็นรอบกระดูกจะอ่อนตัว น้ำซุปจึงมีทั้งรสหวานและความรู้สึกเต็มปากกว่าน้ำต้มธรรมดา ส่วนรูปแบบ “แซ่บ” เป็นการนำซุปกระดูกมาปรุงด้วยพริกขี้หนู น้ำปลา และน้ำมะนาวจนกลายเป็นรสที่คนไทยคุ้นเคยในร้านก๋วยเตี๋ยวและร้านอาหารรอบดึก
⠀
สูตรนี้ไม่ใช้ผงปรุงรสและไม่บีบมะนาวลงหม้อขณะเดือด เพราะความร้อนนาน ๆ จะทำให้กลิ่นมะนาวหายและอาจมีรสขม น้ำซุปจะถูกปรุงเป็นหม้อกลางรสเค็มอ่อนก่อน แล้วจึงผสมพริกกับมะนาวในชามเสิร์ฟ วิธีนี้ทำให้แต่ละชามมีกลิ่นสดและปรับระดับความเผ็ดได้ง่าย
⠀
⠀
ปริมาณและเวลา
⠀
จัดเสิร์ฟ 5–6 ที่
เวลาเตรียม 25 นาที
เวลาต้ม 2 ชั่วโมง 15 นาที
เวลารวมประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที
⠀
⠀
วัตถุดิบสำหรับต้มน้ำซุป
⠀
• กระดูกเล้งหมู 1.5 กิโลกรัม
• น้ำเปล่า 3.5 ลิตร
• หัวไชเท้าปอกเปลือกหั่นท่อน 400 กรัม
• รากผักชีทุบ 5 ราก
• กระเทียมไทยบุบ 12 กลีบ
• พริกไทยขาวเม็ดบุบ 1 ช้อนชา
• หอมใหญ่ผ่าครึ่ง 1 หัว
• เกลือป่น 1½ ช้อนชา
• ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลกรวด 15 กรัม
⠀
⠀
วัตถุดิบสำหรับปรุงรสแซ่บ
⠀
• พริกขี้หนูสวนสีเขียวและแดง 30–40 เม็ด
• พริกจินดาแดง 8 เม็ด
• น้ำมะนาวสด 10 ช้อนโต๊ะ
• น้ำปลา 6 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
• ผักชีฝรั่งซอย ½ ถ้วย
• ผักชีซอย ½ ถ้วย
• ต้นหอมซอย ¼ ถ้วย
• กระเทียมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ ไม่ใส่ก็ได้
• มะนาวหั่นซีกสำหรับเสิร์ฟ 2 ลูก
⠀
⠀
การเตรียมกระดูกเล้ง
⠀
เลือกกระดูกเล้งที่มีสีชมพูอ่อน ไม่มีกลิ่นเปรี้ยว และยังมีเนื้อติดตามข้อพอสมควร หากชิ้นใหญ่เกินหม้อควรให้ร้านสับเป็นท่อนยาวประมาณ 7–10 เซนติเมตร จะตักเสิร์ฟง่ายและความร้อนเข้าถึงทั่ว
⠀
ล้างกระดูกอย่างรวดเร็วด้วยน้ำสะอาดแล้วสะเด็ดน้ำ ไม่ควรแช่น้ำนาน เพราะรสหวานจากเนื้อจะจางลง จากนั้นตั้งหม้อน้ำอีกใบให้เดือด นำกระดูกลงลวกประมาณ 3 นาทีจนมีฟองสีเทาลอยขึ้น ตักออกแล้วล้างคราบเลือดและเศษกระดูกใต้สายน้ำเบา ๆ ขั้นตอนนี้ช่วยให้น้ำซุปใสและมีกลิ่นสะอาด
⠀
พริกสำหรับปรุงควรบุบหรือสับก่อนเสิร์ฟไม่นาน พริกที่สับทิ้งไว้นานจะมีกลิ่นเหม็นเขียวและสีคล้ำ หากต้องการเผ็ดหอมมากกว่าเผ็ดแหลม ให้ใช้ทั้งพริกขี้หนูสวนและพริกจินดาผสมกัน
⠀
⠀
วิธีทำต้มเล้งแซ่บมะนาวสด
⠀
ใส่น้ำ 3.5 ลิตรลงในหม้อก้นลึก ตั้งไฟแรงจนเดือดจึงใส่กระดูกเล้งที่ลวกแล้ว รอให้น้ำกลับมาเดือดอีกครั้งและช้อนฟองที่ลอยบนผิวออกให้หมด
⠀
ลดเป็นไฟอ่อนให้น้ำกระเพื่อมเบา ๆ ใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทย หอมใหญ่ และน้ำตาลกรวด ไม่ควรปล่อยให้น้ำเดือดพล่าน เพราะไขมันกับเศษเนื้อจะกระจายจนน้ำซุปขุ่น
⠀
เปิดฝาหม้อไว้เล็กน้อยแล้วเคี่ยวประมาณ 60 นาที ระหว่างนี้คอยช้อนไขมันและฟองออกเป็นระยะ หากน้ำลดจนกระดูกโผล่ เติมน้ำร้อนแทนน้ำเย็นเพื่อไม่ให้อุณหภูมิในหม้อลดลงมาก
⠀
ใส่หัวไชเท้า เกลือ และซีอิ๊วขาว เคี่ยวต่ออีก 45–60 นาทีจนหัวไชเท้าใสและเนื้อติดกระดูกนุ่ม ใช้ส้อมจิ้มแล้วเนื้อควรแยกออกจากกระดูกได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก
⠀
เติมน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ ชิมน้ำซุปให้มีรสเค็มอ่อนและหวานจากกระดูก ไม่ต้องปรุงเข้มในหม้อ เพราะจะมีน้ำปลาเพิ่มในส่วนรสแซ่บอีก
⠀
โขลกหรือบุบพริกขี้หนูสวนกับพริกจินดาให้แตก ไม่ต้องละเอียดเป็นเนื้อเดียว แบ่งใส่ก้นชามเสิร์ฟตามระดับความเผ็ดที่ต้องการ
⠀
ผสมน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลในถ้วย คนจนน้ำตาลละลาย ชิมให้รสเปรี้ยวนำ เค็มตาม และมีหวานเพียงเล็กน้อยเพื่อเชื่อมรส ไม่ควรหวานจนคล้ายน้ำยำ
⠀
ตักกระดูกเล้งกับหัวไชเท้าใส่ชาม วางให้ชิ้นกระดูกซ้อนกันพอเห็นเนื้อติดกระดูก จากนั้นตักน้ำซุปร้อนจัดราดลงบนพริกบุบ กลิ่นพริกจะถูกปลุกขึ้นโดยไม่ต้องนำไปต้ม
⠀
พักน้ำซุปในชามประมาณ 30 วินาทีให้ความร้อนลดลงเล็กน้อย จึงเติมส่วนผสมน้ำมะนาว การรอช่วงสั้น ๆ ช่วยรักษากลิ่นสดและลดโอกาสเกิดรสขม
⠀
โรยผักชีฝรั่ง ผักชี ต้นหอม และกระเทียมเจียว ชิมอีกครั้งแล้วปรับด้วยมะนาวหรือน้ำปลา เสิร์ฟทันทีขณะน้ำซุปยังร้อน พร้อมข้าวสวยหรือกินเป็นซุปร่วมกับอาหารจานอื่น
⠀
⠀
เคล็ดลับให้น้ำซุปใส เนื้อนุ่ม และมะนาวไม่ขม
⠀
• ลวกกระดูกก่อนต้มจริงเสมอ แต่ไม่ต้องลวกนานจนเนื้อสุกแข็ง จุดประสงค์คือล้างเลือดและคราบโปรตีนบนผิวออกเท่านั้น
⠀
• หลังน้ำเดือดให้ลดไฟทันที น้ำซุปกระดูกที่เดือดแรงตลอดเวลาจะขุ่นและมีไขมันแตกตัวเป็นเม็ดเล็ก ๆ ช้อนออกยาก
⠀
• ใช้เวลาต้มแทนการใส่ผงปรุงรส กระดูกเล้งจะค่อย ๆ ปล่อยความหวานออกมา หากน้ำลดมากให้เติมเฉพาะน้ำร้อน
⠀
• อย่าเติมมะนาวลงในหม้อใหญ่ เพราะเมื่ออุ่นซ้ำกลิ่นจะหายและรสเปรี้ยวเปลี่ยน ควรปรุงแยกทีละชามเท่าที่จะรับประทาน
⠀
• มะนาวผิวบางมักมีน้ำมากและกลิ่นชัด ก่อนผ่าควรกลิ้งผลมะนาวบนโต๊ะเบา ๆ แล้วคั้นโดยไม่บิดเปลือกแรงเกินไป น้ำมันขมจากผิวจะได้ไม่ออกมามาก
⠀
• พริกขี้หนูสวนให้กลิ่นและความเผ็ดรวดเร็ว ส่วนพริกจินดาเพิ่มสีสวย หากทำให้เด็กหรือผู้ไม่กินเผ็ด ให้ตักน้ำซุปแยกก่อนใส่พริก
⠀
• เนื้อติดกระดูกจะนุ่มขึ้นเมื่อพักอยู่ในน้ำซุป แต่ไม่ควรต้มจนหลุดร่อนหมด เพราะเวลาตักเสิร์ฟจะเหลือแต่กระดูกและเศษเนื้ออยู่ก้นหม้อ
⠀
• หากเตรียมล่วงหน้า ให้ต้มเล้งจนเปื่อยแล้วแช่เย็นทั้งน้ำซุป วันรุ่งขึ้นสามารถช้อนไขมันที่แข็งตัวบนผิวออกได้ง่าย จากนั้นอุ่นให้เดือดและปรุงมะนาวสดในชามเหมือนเดิม
⠀
⠀
การเก็บรักษา
⠀
น้ำซุปและกระดูกเล้งที่เหลือควรปล่อยให้คลายร้อนเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วแบ่งใส่ภาชนะตื้น แช่ตู้เย็นภายในสองชั่วโมง เก็บได้ประมาณ 2–3 วัน หากต้องการเก็บนานกว่านั้นสามารถแช่แข็งได้ประมาณหนึ่งเดือน
⠀
ก่อนรับประทานให้อุ่นน้ำซุปกับกระดูกจนเดือดทั่ว ส่วนพริก มะนาว และผักโรยต้องเตรียมใหม่ ไม่ควรเก็บชามที่ปรุงมะนาวแล้วนำมาอุ่นซ้ำ เพราะทั้งกลิ่นและสีของผักจะเสียไป
⠀
⠀
คุณค่าทางโภชนาการโดยประมาณ
⠀
หนึ่งที่เมื่อแบ่งหกส่วนให้พลังงานประมาณ 360 กิโลแคลอรี โปรตีน 31 กรัม ไขมัน 22 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม และโซเดียมประมาณ 1,350 มิลลิกรัม ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อติดกระดูก ไขมัน และน้ำปลาที่ใช้ ผู้ที่ต้องควบคุมโซเดียมควรลดน้ำปลาในชามและเพิ่มความเปรี้ยวกับสมุนไพรเพื่อช่วยให้รสยังชัด
⠀
ต้มเล้งแซ่บมะนาวสดที่ดีไม่จำเป็นต้องเผ็ดจนชิมรสอื่นไม่ออก น้ำซุปควรมีความหวานจากกระดูก เนื้อหมูนุ่มแต่ยังเกาะอยู่ตามข้อ พริกมีกลิ่นสด และมะนาวให้ความเปรี้ยวหอมโดยไม่มีรสขม เมื่อทำหม้อน้ำซุปให้ดีแล้ว การปรุงแต่ละชามใช้เวลาไม่ถึงนาที และทุกคนบนโต๊ะสามารถเลือกระดับความแซ่บของตัวเองได้
⠀
แท็ก
⠀
ต้มเล้งแซ่บ, ต้มเล้งมะนาวสด, เล้งแซ่บ, เมนูกระดูกหมู, อาหารไทย, ซุปกระดูกหมู, เมนูแซ่บ