อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
ไม่ใช่แค่ "ชอบ" เรียนรู้ แต่เรียกได้ว่าการเรียนรู้และค้นคว้าคือ "ลมหายใจ" และวิถีชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ ความกระหายใคร่รู้ของเขามีลักษณะเด่นซะจนกลายเป็นนิยามของตัวเขาเอง ซึ่งสรุปออกมาได้เป็นมุมมองน่าสนใจเหล่านี้:
1. ขับเคลื่อนด้วย "ความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้า" (Holy Curiosity)
ไอน์สไตน์เคยพูดประโยคคลาสสิกไว้ว่า:
> "ผมไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรพิเศษ ผมแค่มีความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรงเท่านั้นเอง"
>
สำหรับเขา การตั้งคำถามสำคัญกว่าการหาคำตอบสำเร็จรูป เขาเชื่อว่ามนุษย์ควรตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ และความอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งเปราะบางที่ระบบการศึกษาแบบท่องจำมักจะทำลายมันไป
2. เรียนรู้นอกกรอบและพึ่งพาการศึกษาด้วยตัวเอง
แม้คนมักจะล้อกันว่าไอน์สไตน์ตอนเด็กเรียนแย่ (ซึ่งจริงๆ เขาเรียนเก่งคณิตศาสตร์และฟิสิกส์มาก แต่อคติต่อระบบโรงเรียนที่เข้มงวด) แต่สิ่งที่ทำให้เขาต่างจากคนอื่นคือ การศึกษาด้วยตนเอง (Autodidact)
* ตอนอายุประมาณ 12 ปี เขาอ่านหนังสือเรขาคณิตและปรัชญาของ อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) ด้วยตัวเองจนเข้าใจลึกซึ้ง
* ตอนที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Clerk) ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งวิชาการระดับสูง เขากลับใช้เวลาว่างและช่วงเวลาที่เงียบสงบในออฟฟิศขบคิดปัญหาฟิสิกส์ขั้นสูง จนสามารถคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษได้ในปี 1905 (ปีมหัศจรรย์ของเขา)
3. การเรียนรู้ผ่าน "จินตภาพ" (Thought Experiments)
ไอน์สไตน์ชอบเรียนรู้และหาคำตอบผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Gedankenexperiment (การทดลองทางความคิด) เขาไม่ได้นั่งอยู่แค่ในห้องแล็บ แต่ใช้จินตนาการขับเคลื่อนความรู้ เช่น
* การจินตนาการว่าวิ่งไล่ตามแสงแสงหนึ่งจะเป็นอย่างไร (นำไปสู่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ)
* การจินตนาการถึงคนในลิฟต์ที่กำลังตกอย่างอิสระ (นำไปสู่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป)
เขาเชื่อว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" เพราะความรู้มีจำกัด แต่จินตนาการขับเคลื่อนวิวัฒนาการของความรู้
4. ศึกษาข้ามศาสตร์ ไม่จำกัดแค่ฟิสิกส์
ความชอบในการเรียนรู้ของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขหรือสูตรคำนวณ:
* ปรัชญา: เขาอ่านงานของสปิโนซา (Spinoza), ฮิวม์ (Hume) และคานต์ เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของความจริงและพื้นที่-เวลา
* ดนตรี: เขาเล่นไวโอลิน (เขาตั้งชื่อไวโอลินว่า "Lina") และเปียโน ไอน์สไตน์มักใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการพักผ่อนและช่วยจัดระเบียบความคิดเวลาที่คิดสมการฟิสิกส์ไม่ออก
* การเมืองและสันติภาพ: ในช่วงท้ายของชีวิต เขาหันมาศึกษาและขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชน ลัทธิสันตินิยม และการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง
5. เรียนรู้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต
ความรักในการศึกษาของไอน์สไตน์ไม่มีวันเกษียณ แม้ในวัยชราที่สุขภาพย่ำแย่ เขาก็ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในสถาบันการศึกษาขั้นสูงที่พรินส์ตัน (IAS) เพื่อพยายามคิดค้น "ทฤษฎีสนามรวม" (Unified Field Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่จะอธิบายแรงทุกอย่างในจักรวาลเข้าด้วยกัน แม้ว่าเขาจะทำไม่สำเร็จก่อนเสียชีวิต แต่เขาก็คิดและเขียนสมการอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย
สรุปได้ว่า สำหรับไอน์สไตน์ การเรียนรู้ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อหาเงินหรือชื่อเสียง แต่เป็น ความรื่นรมย์และความหมายของการมีชีวิตอยู่
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)ชอบเรียนรู้แค่ไหน
ไม่ใช่แค่ "ชอบ" เรียนรู้ แต่เรียกได้ว่าการเรียนรู้และค้นคว้าคือ "ลมหายใจ" และวิถีชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ ความกระหายใคร่รู้ของเขามีลักษณะเด่นซะจนกลายเป็นนิยามของตัวเขาเอง ซึ่งสรุปออกมาได้เป็นมุมมองน่าสนใจเหล่านี้:
1. ขับเคลื่อนด้วย "ความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้า" (Holy Curiosity)
ไอน์สไตน์เคยพูดประโยคคลาสสิกไว้ว่า:
> "ผมไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรพิเศษ ผมแค่มีความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรงเท่านั้นเอง"
>
สำหรับเขา การตั้งคำถามสำคัญกว่าการหาคำตอบสำเร็จรูป เขาเชื่อว่ามนุษย์ควรตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ และความอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งเปราะบางที่ระบบการศึกษาแบบท่องจำมักจะทำลายมันไป
2. เรียนรู้นอกกรอบและพึ่งพาการศึกษาด้วยตัวเอง
แม้คนมักจะล้อกันว่าไอน์สไตน์ตอนเด็กเรียนแย่ (ซึ่งจริงๆ เขาเรียนเก่งคณิตศาสตร์และฟิสิกส์มาก แต่อคติต่อระบบโรงเรียนที่เข้มงวด) แต่สิ่งที่ทำให้เขาต่างจากคนอื่นคือ การศึกษาด้วยตนเอง (Autodidact)
* ตอนอายุประมาณ 12 ปี เขาอ่านหนังสือเรขาคณิตและปรัชญาของ อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) ด้วยตัวเองจนเข้าใจลึกซึ้ง
* ตอนที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Clerk) ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งวิชาการระดับสูง เขากลับใช้เวลาว่างและช่วงเวลาที่เงียบสงบในออฟฟิศขบคิดปัญหาฟิสิกส์ขั้นสูง จนสามารถคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษได้ในปี 1905 (ปีมหัศจรรย์ของเขา)
3. การเรียนรู้ผ่าน "จินตภาพ" (Thought Experiments)
ไอน์สไตน์ชอบเรียนรู้และหาคำตอบผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Gedankenexperiment (การทดลองทางความคิด) เขาไม่ได้นั่งอยู่แค่ในห้องแล็บ แต่ใช้จินตนาการขับเคลื่อนความรู้ เช่น
* การจินตนาการว่าวิ่งไล่ตามแสงแสงหนึ่งจะเป็นอย่างไร (นำไปสู่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ)
* การจินตนาการถึงคนในลิฟต์ที่กำลังตกอย่างอิสระ (นำไปสู่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป)
เขาเชื่อว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" เพราะความรู้มีจำกัด แต่จินตนาการขับเคลื่อนวิวัฒนาการของความรู้
4. ศึกษาข้ามศาสตร์ ไม่จำกัดแค่ฟิสิกส์
ความชอบในการเรียนรู้ของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขหรือสูตรคำนวณ:
* ปรัชญา: เขาอ่านงานของสปิโนซา (Spinoza), ฮิวม์ (Hume) และคานต์ เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของความจริงและพื้นที่-เวลา
* ดนตรี: เขาเล่นไวโอลิน (เขาตั้งชื่อไวโอลินว่า "Lina") และเปียโน ไอน์สไตน์มักใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการพักผ่อนและช่วยจัดระเบียบความคิดเวลาที่คิดสมการฟิสิกส์ไม่ออก
* การเมืองและสันติภาพ: ในช่วงท้ายของชีวิต เขาหันมาศึกษาและขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชน ลัทธิสันตินิยม และการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง
5. เรียนรู้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต
ความรักในการศึกษาของไอน์สไตน์ไม่มีวันเกษียณ แม้ในวัยชราที่สุขภาพย่ำแย่ เขาก็ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในสถาบันการศึกษาขั้นสูงที่พรินส์ตัน (IAS) เพื่อพยายามคิดค้น "ทฤษฎีสนามรวม" (Unified Field Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่จะอธิบายแรงทุกอย่างในจักรวาลเข้าด้วยกัน แม้ว่าเขาจะทำไม่สำเร็จก่อนเสียชีวิต แต่เขาก็คิดและเขียนสมการอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย
สรุปได้ว่า สำหรับไอน์สไตน์ การเรียนรู้ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อหาเงินหรือชื่อเสียง แต่เป็น ความรื่นรมย์และความหมายของการมีชีวิตอยู่