เล่าเรื่องผี

รถส่งของกะดึก

ผมเป็นคนขับรถกระบะส่งของประจำเส้นทางรอบนอกเมือง ออกเดินทางตั้งแต่สองทุ่ม จนถึงประมาณตีหนึ่งถึงตีสองครึ่งคืนนี้ถึงจะเหลือพัสดุชุดสุดท้าย ช่วงนี้งานยัดเข้ามาเยอะ ผมเลยต้องขับตระเวนส่งไปทั่ว ทั้งซอยแคบ ทั้งถนนเปลี่ยวที่แทบไม่มีไฟส่องสว่างเลยครับ

คืนนี้ท้องฟ้าดำสนิท ฝนละอองพรำๆ พัดกระหน่ำใส่กระจกหน้ารถ จนมองเห็นทางเพียงริบหรี่ สุดปลายทางคือบ้านหลังใหญ่โตเก่าแก่ ยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางทุ่งหญ้าสูง รั้วเหล็กสนิมขรุขระปิดล้อมรอบ ตัวบ้านมืดสนิท มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ส่องลอดรอยร้าวของหน้าต่างบานเดียว

ผมจอดรถ ดับเครื่องยนต์ เดินเข้าไปเคาะประตูรั้ว "ขอโทษครับ ส่งของครับ" ไม่นานประตูรั้วแง้มออก มีชายแก่ใส่เสื้อขาวซีดเดินออกมา ท่าทางเฉื่อยชา

"ส่งของมาถึงแล้วใช่ไหม... เข้ามาได้เลย รออยู่นานแล้ว" เขาพูดเสียงราบเรียบ ไม่มีน้ำเสียง

"ครับ ขอโทษทีครับ ดึกหน่อยนะ ผมมาตรงเวลาตามที่อยู่แน่นอนครับ" ผมยิ้มเก้อ

"ตรงเวลา... ตรงเวลาเกินไปด้วยซ้ำ... ที่นี่ไม่มีวันสายหรอก" เขาพูดพลางหันเดินหน้าเข้าไป ไม่สนใจผมตามทันหรือไม่

ผมรู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย แต่ก็เดินตามเข้าไป ทางเดินเงียบกริบ เสียงรองเท้าของเราสองคนดังก้อง — แต่ทำไมเสียงของเขา ดังเหมือนไม่มีน้ำหนัก เหมือนลอยเหนือพื้นดินล่ะ?

พอถึงระเบียงหน้าบ้าน มีผู้หญิงกับเด็กผู้ชายยืนรออยู่ เหมือนรู้ว่าผมจะมาตั้งนานแล้ว

"เอามาวางตรงนี้ได้เลยค่ะ" ผู้หญิงชี้โต๊ะไม้เก่า แล้วมองตรงมาที่ผม ตาเขาดำสนิทจนแปลก "ที่เรามายืนรอคุณ เรารู้ว่าคุณจะมาตั้งนานแล้วค่ะ"

"อ...อะไรนะครับ? รอผมโดยเฉพาะเหรอ?" ผมคิ้วขมวด "ทำไมครับ? พวกเรารู้จักกันเหรอ?"

"เปล่าค่ะ... แต่เรารู้ดีว่าคุณจะมาวันนี้แน่นอน" เธอตอบเรียบๆ ไม่ยิ้มไม่หน้าบึ้ง "ลูกชายฉันก็รู้เหมือนกัน"

"คุณขับรถมาจากทางโค้งหักศอกตรงหน้าสุสานใช่ไหมครับ?" เด็กผู้ชายพูดแทรกขึ้นมา เสียงดังก้องกังวาน ไม่ใสเหมือนเด็กทั่วไป

"อืมครับ ทำไมรู้ครับ? ทางนี้เป็นทางลัดที่ผมเพิ่งหาเจอเมื่อสองวันก่อนนะ" ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ

"พวกเราเห็นคุณผ่านมาตลอด... ทุกคืน... ตั้งหลายปีแล้วครับ" เด็กชายต่ออีกครั้ง สายตาเขาจ้องผมไม่กระพริบ

"หลายปี? ผมเพิ่งรับเส้นทางนี้มาแค่ครึ่งปีเองนะครับ" ผมสงสัยหนักเข้าไปอีก "แล้ว... ทำไมในบ้านไม่มีไฟฟ้าล่ะครับ? แม้แต่เสียงนาฬิกาติดผนัง เสียงสัตว์เลี้ยงก็ไม่มีเลย ทุกอย่างเงียบจนแปลกไป"

"ไฟฟ้าไม่จำเป็น... พวกเราไม่ต้องการแสง... สิ่งที่รอคือ 'คนที่มาถูกที่ถูกเวลา' เท่านั้นแหละค่ะ" ผู้หญิงตอบกลับทันที

ผมรีบวางพัสดุ "ขอเซ็นชื่อรับของหน่อยครับ แล้วผมขอกลับก่อนนะ ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ยังมีงานต่อ"

"ยังไม่ได้กลับหรอกค่ะ... รอให้ครบเวลาก่อน เพื่อนคุณที่เหลือกำลังจะตามมาถึงแล้ว" เธอเงยหน้ามอง ตาไม่กระพริบเลย

"เพื่อน... เพื่อนอะไรครับ?" ผมขมวดคิ้วหนักขึ้น รู้สึกขนลุกซู่ "ผมไม่มีเพื่อนนะ ผมมาคนเดียวนะครับ"

"ไม่เป็นไรค่ะ... รอสักครู่ก็จะเจอเอง" เธอยิ้มจางๆ ที่ดูไม่จริงใจเลย "พวกเขาไม่เคยทำให้เรารอนานหรอก"

"ใช่ครับ... อย่าเพิ่งรีบไป... บ้านเรายังว่างรอพวกคุณทั้งกลุ่มอยู่นะครับ" เด็กชายพูดเสียงแผ่วเบา แต่ดังชัดเจนในหูผม

ผมเริ่มรู้สึกหวาดกลัวจนทนไม่ไหวแล้ว อ้างว่าไปใช้ห้องน้ำข้างหลังบ้าน แล้วแอบย่องกลับมายืนแนบกำแพงข้างหน้าต่าง ได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันชัดเจน

"คนนี้ยังจำไม่ได้ว่าใครคือเพื่อนเขาเลยนะ"
"ไม่เป็นไร รอให้เขาเห็นพวกเพื่อนร่วมอาชีพที่ติดอยู่ที่นี่เหมือนกัน เขาก็จะเข้าใจเอง"
"ประตูรั้วล็อกแล้ว รถเขาก็ไม่มีทางขับออกไปได้... เส้นทางนี้มีแต่ทางเข้า ไม่มีทางออก"
"เขายังไม่ตายจริง... แต่เขาเดินทางผิดเส้นทางมาตลอด กำลังวิ่งเข้าหาจุดจบที่เราเตรียมรอไว้"
"พอเขาเข้าใจแล้ว... ก็จะไม่อยากไปไหนอีก ช่วยรอคนอื่นเหมือนที่เราทำ"

ความจริงกระทบใจผมจนช็อก! พวกเขาไม่ใช่คนรับของ... แต่เป็นวิญญาณผิดจังหวัดที่คอยล่อคนหลงทางเข้าไปติดกับดัก! เพื่อนที่พวกเขาพูดถึง คือคนขับรถส่งของที่หายตัวไปบนเส้นทางนี้ก่อนหน้าผม ทุกอย่างแปลกประหลาดเพราะที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่คนปกติ และผมเพิ่งบังเอิญขับรถเข้ามาติดกับดักพวกเขาเอง

"ไม่ใช่... ไม่ใช่แบบนี้!" ผมเผยตัวสั่นเทา พวกเขาหันมาหันหน้าเข้าหาผมพร้อมกัน ทุกคนยิ้มกว้างจนดูน่ากลัว

"รู้แล้วใช่ไหมคะ... เพื่อนคุณรออยู่ข้างในนี้แล้ว... มาอยู่กับพวกเราเถอะ"
"มาเล่นกับผมและเพื่อนๆ ของคุณเถอะครับ..." เด็กชายตะโกนตามมา

พวกเขาเดินเข้ามาใกล้พร้อมกัน กางมือเหยียดออกมาจับตัวผม

สติแตกสุดขีด! ผมตะโกนสุดเสียง วิ่งหนีสุดแรง กระจุกกระเจิงล้มลุกคลุกคลาน ข้ามรั้วที่ล็อกแน่นราวกับไม่มีอะไรกั้น กระโดดขึ้นรถกระชากประตูรัวล็อก เหยียบคันเร่งมิดโครง รถพุ่งชนรั้วจนพังทลาย วิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างสิ้นสติ ไม่กล้าหันกลับมอง ขับข้ามคูน้ำ ตกหลุม บินกระเด้งไปตามถนนร้าง จนสุดท้ายความมืดปิดตา หมดสติไปที่ข้างทางครับ

 

ตื่นขึ้นอีกทีเมื่อแสงแดดสาดส่องลงมาที่ใบหน้า รู้สึกมือเย็นสบาย มีคนกำลังชุบน้ำเช็ดหน้าผมอยู่ เงยหน้าขึ้นดู เห็นพระธุดงค์ชราผู้หนึ่ง ยืนถือบาตรและผ้าจีวรเปื้อนฝุ่นอยู่ข้างๆ

"ตื่นแล้วเหรอลูก... เจอเจ้านอนหมดสติอยู่ริมถนน กระเป๋ากระจัดกระจาย รถก็จมโคลนอยู่ไม่ไกลนี่เอง" พระท่านพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ผมรีบลุกขึ้นถามถึงบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งไปเมื่อคืน พร้อมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านฟังตั้งแต่ต้นจนจบ พระท่านฟังนิ่งๆ จนจบ แล้วถอนหายใจยาว

"ลูกเอ๋ย... เส้นทางนั้นกับบ้านหลังนั้น ไม่มีใครเข้าไปถึงหรือเห็นมานานกว่าสามสิบปีแล้วนะ" ท่านชี้ไปทางทิศที่ผมขับหนีมา "บ้านนั้นไฟไหม้ถล่มทลายไปตั้งแต่ปีพวกสามสิบ มีคนตายติดในบ้านทั้งหมด — ครอบครัวสี่คน พ่อ แม่ ลูกสาวกับลูกชาย ไม่มีใครรอด ตั้งแต่นั้นมาทางก็ถูกปิดกั้น ต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนหายไปแล้ว ไม่มีแผนที่ไหนระบุชื่อหรือที่อยู่ตรงนั้นอีก"

พระท่านเล่าต่อว่า ที่อยู่ปลายทางที่ผมได้รับ มันคือที่อยู่เก่าที่เคยเป็นของบ้านนั้น — ไม่มีใครรู้ว่ามันกลับมาปรากฏขึ้นในระบบขนส่งอีกได้อย่างไร และสิ่งที่ผมเจอเมื่อคืน คือวิญญาณที่ยังวนเวียน คอยล่อคนให้เข้ามาแทนที่ตน เพื่อจะได้มีคนออกไปข้างนอกแทน

"โชคดีที่ลูกมีสติพอหนีออกมาได้ ถ้าช้ากว่านี้ บัดนี้ลูกคงไม่ได้ตื่นมาดูแสงแดดวันนี้แล้ว" พระท่านประคองผมให้ลุกขึ้น "จากนี้อย่าเพิ่งขับรถผ่านแถวนี้อีก และอย่าเชื่อที่อยู่แปลกๆ ที่ไม่มีใครรู้จักนะ... บางทีจุดหมายปลายทางที่เราคิดว่าแน่นอน อาจไม่ใช่ที่ที่คนมีชีวิตควรไปถึง"

ผมมองกลับไปยังทิศที่เคยเห็นบ้านหลังใหญ่ — ที่นั่นมีเพียงป่าไม้ทึบ มืดมิด ไม่มีร่องรอยบ้าน ไม่มีรั้วสนิม เหมือนสิ่งที่ผมเจอเมื่อคืน เป็นเพียงภาพลวงร้ายที่พยายามดึงดูดผมให้ติดอยู่ที่นั่นตลอดไปครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่