‘เนื้อแท้’ เป็นแค่ปลายเหตุ ระเบิดเวลาอยู่ที่ ‘เนื้อวัว’เกษตรกร-โรงเชือด-ร้านค้า หายใจรวยริน

‘เนื้อแท้’ เป็นแค่ปลายเหตุ ระเบิดเวลาอยู่ที่ ‘เนื้อวัว’เกษตรกร-โรงเชือด-ร้านค้า หายใจรวยริน เนื้อภาษี 0% ทำคนเลี้ยงวัวไร้เงินทุน



ไม่ได้พังแค่ “เนื้อแท้” ? เจ้าของโรงแปรรูป ชี้ ธุรกิจเนื้อวัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับประเทศ ก่อนหน้ามีร้านเนื้อวัวล้มไปหลายราย เข้าข่าย “ฆ่าช้างเอางา” ล้มวัว 1 ตัว ขายดีแค่บางส่วน ที่เหลือราคาตก-ระบายสต๊อกยาก สุดท้ายทุนจม ซ้ำรอ Credit Term นาน 3 เดือน ไม่พอโดนมรสุม “FTA” เนื้อออสเตรเลียภาษี 0% ทุ่มตลาดไทย ระยะยาวอุตสาหกรรมเนื้ออาจไม่เหลือใคร-ตายทั้งระบบ

จากกระแสข่าว “เนื้อแท้” ร้านอาหารของ “โต-วีรชน ศรัทธายิ่ง” และ “ตาล-นภศูร รามบุตร” ถูกนำเสนอออกไป โดยมีพนักงานในร้านออกมาเปิดเผยว่า ทางบริษัทค้างจ่ายค่าแรงล่าช้า กระทั่งช่วงค่ำฟากฝั่งผู้บริหารได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ระบุว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยอมรับว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการคำนวณและบันทึกต้นทุนที่ผิดพลาด ทำให้บริษัทขาดทุนสะสมเป็นเวลานานจึงขาดสภาพคล่อง ขณะนี้อยู่ในช่วงปรับปรุงระบบบัญชีและบริหารจัดการใหม่

มองผิวเผินอาจพบว่า เรื่องนี้เป็นเพียงการบริหารจัดการภายในที่ผิดพลาดของแบรนด์ ทว่า อีกมุมหนึ่งกลับพบนัยแฝงเร้นที่นำพาเราไปไกลถึงองคาพยพทั้งระบบขออุตสาหกรรมเนื้อวัวไทย “กรุงเทพธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “อดุลย์ กำไลทอง” กรรมการผู้จัดการโรงงานแปรรูปโคฮาลาลชุมพร โรงงานเนื้อวัวฮาลาลที่ใหญ่ที่สุดของไทย ระบุว่า กรณีของ “เนื้อแท้” เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นท่ามกลางอุตสาหกรรมโคเนื้อยาวนานมากกว่า 3-4 ปีแล้ว

ธุรกิจเนื้อวัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับประเทศ เป็นประเด็นงูกินหางที่ลุกลามไปตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค โรงงานเชือด โรงงานแปรรูป โมเดิร์นเทรด ไปจนถึงร้านอาหารและกลุ่มแปรรูปเนื้อเหมือนที่ “เนื้อแท้” กำลังเผชิญ

เจ้าของโรงงานแปรรูปโคฮาลาล บอกว่า ธุรกิจนี้ยากตั้งแต่ “บาลานซ์พาร์ท” หรือการวางสมดุลของการใช้เนื้อวัวแต่ละส่วน เนื้อวัวแต่ละส่วนมีความแตกต่างกันเยอะมาก มีทั้งส่วนที่เป็นตัวท็อปและส่วนที่ขายไม่ออก ความยากคือของที่ตลาดต้องการ อาทิ “เทนเดอร์ลอยน์” (Tenderloin) หรือเนื้อสันใน “สตริปลอยน์” (Striploin) หรือเนื้อสันนอก และ “ริบอาย” (Ribeye) หรือเนื้อส่วนซี่โครง กลุ่มนี้ขายดีมาก ใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็ขายออกหมด

ปัญหาที่ตามมา ก็คือดีมานด์สูง แต่วัว 1 ตัว ให้สัดส่วนพวกนี้ได้ไม่เกิน 20% สิ่งที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับปรากฏการณ์ “ฆ่าช้างเอางา” ทั้งตัวได้ส่วนที่ขายดีและขายได้ราคาเพียงเท่านั้น ส่วนรองๆ อย่างสะโพก น่อง ใช้เวลาในการระบายของออกเกือบๆ 4 เดือน แต่ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น คือธุรกิจนี้ต้องเชือดวัวกันทุกวัน เพราะต้องมีของส่งลูกค้าในส่วนยอดนิยมตามที่กล่าวมา ส่วนที่ขายไม่ได้ก็จะถูกเก็บเป็น “Inventory” หรือสินค้าคงคลังในสต๊อก

เมื่อส่วนที่เหลือต้องรอการระบาย ทุนจม เงินยังไม่ออก ขณะเดียวกันก็ต้องมีเงินออกไปเติมส่วนที่ดีมานด์สูง-ลูกค้าต้องการทุกวันเช่นกัน บวกกับปัญหาเชิงโครงสร้างอีกอย่างที่เข้ามาซ้ำเติม พบว่า ผู้กำหนดราคาเนื้อเป็นกลุ่มโมเดิร์นเทรดทั้งหมด ซึ่งระบบการทำงานระหว่างเกษตรกรหรือโรงเชือดกับฝั่งค้าปลีก ต้องใช้เวลา “วางบิล” หรือรอ Credit Term ราว 2-3 เดือน กว่าเงินสดจะกลับมา กลายเป็นยิ่งทำเงินยิ่งจม อาจจะไม่ได้ขาดทุน แต่เกิดเป็นสถานการณ์ที่เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ

“อันนี้เป็นภาพใหญ่ที่เกิดขึ้น ทั้งกับโรงเชือด โรงแปรรูป และเกษตรกรทั้งประเทศ น่าจะปวดหัวเรื่องการบาลานซ์พาร์ท ทำอย่างไรก็ได้ให้ทุกส่วนเกลี่ยราคาแล้วได้ราคาเฉลี่ยที่เลยจุดคุ้มทุน สมมติ เนื้อสันในขายกิโลกรัมละ 500 บาท ส่วนอื่นขายกิโลกรัมละ 200 บาท แต่ต้นทุนการขายสูงกว่านั้น เขาก็ต้องไปขึ้นราคากับส่วนที่ขายดีเป็นกิโลกรัมละ 700-800 บาทเพื่อดึงค่าเฉลี่ยขึ้นมา แต่พอดึงขึ้นมากลายเป็นสู้กับเนื้อวัวนำเข้าไม่ได้อีก เพราะต่างประเทศที่นำเข้ามาเขาเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ แต่บ้านเราเป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่งเริ่ม กลุ่มแปรรูปเนื้อหลายแห่งจึงขาดเงินทุนหมุนเวียน จะเฉลี่ยส่วนอย่างไรให้ราคาเลยจุดคุ้มทุนแล้วระบายของในสต๊อกได้มากที่สุด”

อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/business/1242677

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่