เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของ GULF (บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มหาชน) คือ "สารัชถ์ รัตนาวะดี" (หรือที่หลายคนเรียกว่า "เสี่ยกลาง") ซึ่งเขาครองตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันหลายปี และเคยขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศไทยจากการจัดอันดับของ Forbes มาแล้ว
เรื่องประวัติและเส้นทางความรวยของเขา มีเรื่องราวที่น่าสนใจและสรุปออกมาได้เป็นข้อๆ ตามนี้เลยครับ
1. ภูมิหลังครอบครัว (คอนเนกชันระดับสูง)
สารัชถ์ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เขามีพื้นฐานครอบครัวที่ดีมากและมีคอนเนกชันที่แข็งแกร่ง
เขาเป็นลูกชายของ พล.อ. ถาวร รัตนาวะดี อดีตนายทหารระดับสูง (จปร.5 รุ่นเดียวกับ พล.อ. สุจินดา คราประยูร)
ทางฝั่งคุณแม่คือ ประทุม รัตนาวะดี ซึ่งเป็นน้องสาวของ วาริน พูนศิริวงศ์ นักธุรกิจและเจ้าของหนังสือพิมพ์แนวหน้า
เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (รุ่นเดียวกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) และไปต่อปริญญาโทด้านการจัดการวิศวกรรมที่สหรัฐอเมริกา
2. จุดเริ่มต้นความรวย: "เสือนอนกิน" แห่งธุรกิจโรงไฟฟ้า
หลังจากเรียนจบกลับมาในวัยประมาณ 29 ปี (ช่วงปี 2537) สารัชถ์มองเห็นโอกาสในจังหวะที่รัฐบาลไทยเริ่มเปิดเสรีให้เอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า (โครงการ IPP และ SPP) เขาจึงตั้ง บริษัท กัลฟ์ อิเล็คทริก จำกัด ขึ้นมา
ความรวยของ GULF มาจากสูตรนี้:
สัญญาระยะยาวกับรัฐ: โรงไฟฟ้าของกัลฟ์ทำสัญญาระยะยาว (20-25 ปี) ในการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แปลว่าถ้ารัฐบาลเซ็นสัญญาซื้อแล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ รัฐก็ต้องจ่ายเงินซื้อไฟฟ้าตามสัญญา ทำให้กัลฟ์มี "กระแสเงินสดที่มั่นคงและแน่นอนมาก"
ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์: กัลฟ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการประมูลโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติรายใหญ่ จนกระทั่งนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น (IPO) ในปี 2560 หลังจากนั้นราคาหุ้น GULF พุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้มูลค่าความมั่งคั่งของสารัชถ์ที่ถือหุ้นใหญ่พุ่งทะลุแสนล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว
3. ยิ่งรวยขึ้นจากการ "ต่อยอด" ไปธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี
พอธุรกิจโรงไฟฟ้ามั่นคงและมีเงินสดในมือมหาศาล สารัชถ์ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาใช้กลยุทธ์ทำบิ๊กดีล (Big Deal) เข้าซื้อและควบรวมกิจการอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตใหม่ๆ:
รุกธุรกิจโทรคมนาคม: กัลฟ์เข้าไปถือหุ้นใหญ่ใน INTUCH และ AIS ซึ่งเป็นผู้นำด้านเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตของไทย (และล่าสุดมีการควบรวมกิจการระหว่าง GULF กับ INTUCH เพื่อปรับโครงสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นอีก)
รุกธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี: จับมือกับ Binance ยักษ์ใหญ่คริปโตระดับโลกเพื่อเปิดกระดานเทรดในไทย และร่วมมือกับสิงคโปร์ (Singtel) เพื่อสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ รองรับเทรนด์ AI และ Cloud Computing
โครงสร้างพื้นฐาน: ร่วมทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3
สรุปสั้นๆ ก็คือ คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี รวยมาจาก "วิสัยทัศน์บวกกับคอนเนกชัน" ที่เลือกจับธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาระยะยาวกับรัฐบาลตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ทำให้มีรายได้มั่นคงแน่นอน จากนั้นก็นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นจนมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมหาศาล และนำเงินก้อนนั้นไปกว้านซื้อธุรกิจแห่งอนาคตอย่างเครือข่ายมือถือ (AIS) ดิจิทัล และ Data Center จนกลายเป็นอาณาจักรแสนล้านในปัจจุบันครับ
แล้ว รบ. ไหนไปเซ็นสัญญาระยะยาว ผูกขาดให้เค้า
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่คนสนใจและถกเถียงกันเยอะมากครับ ถ้าจะให้ตอบแบบตรงไปตรงมาคือ "ไม่ได้มีรัฐบาลเดียว และไม่ได้เซ็นจบในครั้งเดียว" แต่เป็นการเซ็นสัญญาทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผ่านรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย ตลอดเวลากว่า 20-30 ปีที่ผ่านมาครับ
ถ้าเราแกะรอยตามประวัติศาสตร์การประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และรายเล็ก (SPP) จุดเริ่มต้นและการเซ็นสัญญาครั้งใหญ่ๆ จะมาจากรัฐบาลเหล่านี้ครับ
1. จุดเริ่มต้นและใบเบิกทางแรก (ยุค รบ.ชวน หลีกภัย - รบ.บรรหาร ศิลปอาชา)
ช่วงปี 2537 - 2539: เป็นยุคแรกที่ประเทศไทยเริ่มเปิดเสรีให้เอกชนเข้ามาประมูลโรงไฟฟ้า (เพราะตอนนั้นรัฐไม่มีงบประมาณพอที่จะสร้างโรงไฟฟ้าเองให้ทันความต้องการใช้ไฟที่โตระเบิด)
กัลฟ์ (ในชื่อเดิมๆ หรือบริษัทร่วมทุนยุคแรก) เริ่มชนะการประมูลโรงไฟฟ้าและได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ กฟผ. ในยุคนี้ เช่น โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 (เซ็นสัญญาจริงช่วงปี 2540-2543)
2. บิ๊กดีลครั้งใหญ่ 5,000 เมกะวัตต์ (ยุค รบ.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ - รบ.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กัลฟ์ก้าวกระโดดกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศ จากการประมูลโรงไฟฟ้า IPP ครั้งใหญ่
ปี 2550 (รบ.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์): เปิดประมูลโรงไฟฟ้า IPP รอบใหม่
ปี 2551 (รบ.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ): กลุ่มกัลฟ์ชนะการประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 2 แห่ง รวม 3,200 เมกะวัตต์ (โรงไฟฟ้าหนองแซง และโรงไฟฟ้าอุทัย) และมีการเซ็นสัญญาผูกพันระยะยาว 25 ปีในเวลาต่อมา
ปี 2555 - 2556 (รบ.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร): มีการเปิดประมูล IPP อีกรอบ ซึ่งรอบนี้ กัลฟ์ชนะการประมูลกวาดไปเจ้าเดียวเต็มๆ ถึง 5,320 เมกะวัตต์ (โรงไฟฟ้าปลวกแดง และโรงไฟฟ้าศรีราชา) ซึ่งนำไปสู่การเซ็นสัญญาระยะยาว 25 ปี เช่นกัน (ดีลนี้เคยถูกยื่นตรวจสอบในยุคต่อมา แต่สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดก็ตัดสินว่ากัลฟ์ทำถูกต้องตามกระบวนการประมูล)
3. ยุคขยายอาณาจักรและธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (ยุค รบ.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา)
ในยุค คสช. และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะไม่ได้มีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติ (IPP) ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นแบบถล่มทลายเหมือนอดีต แต่กัลฟ์ชำนาญในการเข้ามา "ซื้อหุ้นหรือเทกโอเวอร์" โครงการโรงไฟฟ้าอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ (เช่น เวียดนาม โอมาน เยอรมนี)
นอกจากนี้ยังได้อานิสงส์จากการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ (เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว) และโครงการพลังงานหมุนเวียน (Solar / Wind) ที่รัฐบาลเปิดรับซื้อในระยะหลัง
ทำไมถึงเรียกว่า "สัญญาผูกขาด"? (ในมุมมองของสังคม)
ในทางกฎหมายและระบบพลังงาน เขาไม่ได้เรียกว่าผูกขาด เพราะใช้วิธี "เปิดประมูลแข่งขัน" ใครให้ข้อเสนอที่รัฐได้ประโยชน์ที่สุด คนนั้นชนะ
แต่สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าผูกขาด หรือได้เปรียบเกินไป มาจากเงื่อนไขในสัญญาที่เรียกว่า "ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย" (Take or Pay หรือ Availability Payment - AP)
อธิบายง่ายๆ: รัฐเซ็นสัญญากับกัลฟ์ว่า "คุณสร้างโรงไฟฟ้ามารอไว้เลยนะ ถ้าวันไหนประเทศเราต้องการใช้ไฟ เราจะซื้อจากคุณ แต่ถ้าวันไหนเราใช้ไฟน้อยลงจนไม่ต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าของคุณ รัฐก็ยังต้องจ่ายเงินค่าความพร้อมให้คุณอยู่ดี"
ค่าไฟฟ้าแพง เพราะอย่างนี้หรือเปล่า (ถาม AI มา)
เรื่องประวัติและเส้นทางความรวยของเขา มีเรื่องราวที่น่าสนใจและสรุปออกมาได้เป็นข้อๆ ตามนี้เลยครับ
1. ภูมิหลังครอบครัว (คอนเนกชันระดับสูง)
สารัชถ์ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เขามีพื้นฐานครอบครัวที่ดีมากและมีคอนเนกชันที่แข็งแกร่ง
เขาเป็นลูกชายของ พล.อ. ถาวร รัตนาวะดี อดีตนายทหารระดับสูง (จปร.5 รุ่นเดียวกับ พล.อ. สุจินดา คราประยูร)
ทางฝั่งคุณแม่คือ ประทุม รัตนาวะดี ซึ่งเป็นน้องสาวของ วาริน พูนศิริวงศ์ นักธุรกิจและเจ้าของหนังสือพิมพ์แนวหน้า
เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (รุ่นเดียวกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) และไปต่อปริญญาโทด้านการจัดการวิศวกรรมที่สหรัฐอเมริกา
2. จุดเริ่มต้นความรวย: "เสือนอนกิน" แห่งธุรกิจโรงไฟฟ้า
หลังจากเรียนจบกลับมาในวัยประมาณ 29 ปี (ช่วงปี 2537) สารัชถ์มองเห็นโอกาสในจังหวะที่รัฐบาลไทยเริ่มเปิดเสรีให้เอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า (โครงการ IPP และ SPP) เขาจึงตั้ง บริษัท กัลฟ์ อิเล็คทริก จำกัด ขึ้นมา
ความรวยของ GULF มาจากสูตรนี้:
สัญญาระยะยาวกับรัฐ: โรงไฟฟ้าของกัลฟ์ทำสัญญาระยะยาว (20-25 ปี) ในการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แปลว่าถ้ารัฐบาลเซ็นสัญญาซื้อแล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ รัฐก็ต้องจ่ายเงินซื้อไฟฟ้าตามสัญญา ทำให้กัลฟ์มี "กระแสเงินสดที่มั่นคงและแน่นอนมาก"
ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์: กัลฟ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการประมูลโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติรายใหญ่ จนกระทั่งนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น (IPO) ในปี 2560 หลังจากนั้นราคาหุ้น GULF พุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้มูลค่าความมั่งคั่งของสารัชถ์ที่ถือหุ้นใหญ่พุ่งทะลุแสนล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว
3. ยิ่งรวยขึ้นจากการ "ต่อยอด" ไปธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี
พอธุรกิจโรงไฟฟ้ามั่นคงและมีเงินสดในมือมหาศาล สารัชถ์ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาใช้กลยุทธ์ทำบิ๊กดีล (Big Deal) เข้าซื้อและควบรวมกิจการอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตใหม่ๆ:
รุกธุรกิจโทรคมนาคม: กัลฟ์เข้าไปถือหุ้นใหญ่ใน INTUCH และ AIS ซึ่งเป็นผู้นำด้านเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตของไทย (และล่าสุดมีการควบรวมกิจการระหว่าง GULF กับ INTUCH เพื่อปรับโครงสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นอีก)
รุกธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี: จับมือกับ Binance ยักษ์ใหญ่คริปโตระดับโลกเพื่อเปิดกระดานเทรดในไทย และร่วมมือกับสิงคโปร์ (Singtel) เพื่อสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ รองรับเทรนด์ AI และ Cloud Computing
โครงสร้างพื้นฐาน: ร่วมทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3
สรุปสั้นๆ ก็คือ คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี รวยมาจาก "วิสัยทัศน์บวกกับคอนเนกชัน" ที่เลือกจับธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาระยะยาวกับรัฐบาลตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ทำให้มีรายได้มั่นคงแน่นอน จากนั้นก็นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นจนมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมหาศาล และนำเงินก้อนนั้นไปกว้านซื้อธุรกิจแห่งอนาคตอย่างเครือข่ายมือถือ (AIS) ดิจิทัล และ Data Center จนกลายเป็นอาณาจักรแสนล้านในปัจจุบันครับ
แล้ว รบ. ไหนไปเซ็นสัญญาระยะยาว ผูกขาดให้เค้า
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่คนสนใจและถกเถียงกันเยอะมากครับ ถ้าจะให้ตอบแบบตรงไปตรงมาคือ "ไม่ได้มีรัฐบาลเดียว และไม่ได้เซ็นจบในครั้งเดียว" แต่เป็นการเซ็นสัญญาทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผ่านรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย ตลอดเวลากว่า 20-30 ปีที่ผ่านมาครับ
ถ้าเราแกะรอยตามประวัติศาสตร์การประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และรายเล็ก (SPP) จุดเริ่มต้นและการเซ็นสัญญาครั้งใหญ่ๆ จะมาจากรัฐบาลเหล่านี้ครับ
1. จุดเริ่มต้นและใบเบิกทางแรก (ยุค รบ.ชวน หลีกภัย - รบ.บรรหาร ศิลปอาชา)
ช่วงปี 2537 - 2539: เป็นยุคแรกที่ประเทศไทยเริ่มเปิดเสรีให้เอกชนเข้ามาประมูลโรงไฟฟ้า (เพราะตอนนั้นรัฐไม่มีงบประมาณพอที่จะสร้างโรงไฟฟ้าเองให้ทันความต้องการใช้ไฟที่โตระเบิด)
กัลฟ์ (ในชื่อเดิมๆ หรือบริษัทร่วมทุนยุคแรก) เริ่มชนะการประมูลโรงไฟฟ้าและได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ กฟผ. ในยุคนี้ เช่น โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 (เซ็นสัญญาจริงช่วงปี 2540-2543)
2. บิ๊กดีลครั้งใหญ่ 5,000 เมกะวัตต์ (ยุค รบ.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ - รบ.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กัลฟ์ก้าวกระโดดกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศ จากการประมูลโรงไฟฟ้า IPP ครั้งใหญ่
ปี 2550 (รบ.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์): เปิดประมูลโรงไฟฟ้า IPP รอบใหม่
ปี 2551 (รบ.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ): กลุ่มกัลฟ์ชนะการประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 2 แห่ง รวม 3,200 เมกะวัตต์ (โรงไฟฟ้าหนองแซง และโรงไฟฟ้าอุทัย) และมีการเซ็นสัญญาผูกพันระยะยาว 25 ปีในเวลาต่อมา
ปี 2555 - 2556 (รบ.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร): มีการเปิดประมูล IPP อีกรอบ ซึ่งรอบนี้ กัลฟ์ชนะการประมูลกวาดไปเจ้าเดียวเต็มๆ ถึง 5,320 เมกะวัตต์ (โรงไฟฟ้าปลวกแดง และโรงไฟฟ้าศรีราชา) ซึ่งนำไปสู่การเซ็นสัญญาระยะยาว 25 ปี เช่นกัน (ดีลนี้เคยถูกยื่นตรวจสอบในยุคต่อมา แต่สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดก็ตัดสินว่ากัลฟ์ทำถูกต้องตามกระบวนการประมูล)
3. ยุคขยายอาณาจักรและธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (ยุค รบ.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา)
ในยุค คสช. และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะไม่ได้มีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติ (IPP) ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นแบบถล่มทลายเหมือนอดีต แต่กัลฟ์ชำนาญในการเข้ามา "ซื้อหุ้นหรือเทกโอเวอร์" โครงการโรงไฟฟ้าอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ (เช่น เวียดนาม โอมาน เยอรมนี)
นอกจากนี้ยังได้อานิสงส์จากการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ (เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว) และโครงการพลังงานหมุนเวียน (Solar / Wind) ที่รัฐบาลเปิดรับซื้อในระยะหลัง
ทำไมถึงเรียกว่า "สัญญาผูกขาด"? (ในมุมมองของสังคม)
ในทางกฎหมายและระบบพลังงาน เขาไม่ได้เรียกว่าผูกขาด เพราะใช้วิธี "เปิดประมูลแข่งขัน" ใครให้ข้อเสนอที่รัฐได้ประโยชน์ที่สุด คนนั้นชนะ
แต่สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าผูกขาด หรือได้เปรียบเกินไป มาจากเงื่อนไขในสัญญาที่เรียกว่า "ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย" (Take or Pay หรือ Availability Payment - AP)
อธิบายง่ายๆ: รัฐเซ็นสัญญากับกัลฟ์ว่า "คุณสร้างโรงไฟฟ้ามารอไว้เลยนะ ถ้าวันไหนประเทศเราต้องการใช้ไฟ เราจะซื้อจากคุณ แต่ถ้าวันไหนเราใช้ไฟน้อยลงจนไม่ต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าของคุณ รัฐก็ยังต้องจ่ายเงินค่าความพร้อมให้คุณอยู่ดี"