ปรากฎการณ์ แบ็คดราฟด์(backdraft) กับ ไฟจากแรงดันสะสม (pressure buildup)

เห็นคนโพสต์กันเยอะเลยว่า กรณีไฟไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว แล้วมีไฟพวยพุ่งออกมาทางประตูอย่างรุนแรงนั้น เกิดจากปรากฏการณ์ แบ็คดราฟด์ (backdraft) ?
.
แต่ว่าน่าจะเป็นปรากฏการณ์เรื่องของ "ไฟจากแรงดันสะสม (pressure buildup) " มากกว่า backdraft ครับ ..
.
จะสังเกตว่าเปลวไฟพุ่งออกมาต่อเนื่องค่อนข้างนาน ไม่ใช่ระเบิดครั้งเดียว เมื่อมีคนเปิดประตู แล้วมีออกซิเจนเข้าไปเติมเชื้อไฟในห้อง

" ความแตกต่างจาก Backdraft: ​

   ➡️ ​Backdraft: ไฟด้านในขาดออกซิเจนจนเกือบดับ (เหลือแต่ความร้อนและก๊าซ) เมื่อเปิดประตู ออกซิเจนจะวิ่งเข้าไปข้างในแล้วระเบิดสวนออกมา!

   ➡️ ​Pressure Buildup: ไฟด้านในยังคงลุกไหม้อย่างรุนแรงและสร้างแรงดัน มวลก๊าซและไฟจึงเป็นฝ่ายพุ่ง ทะลักออก มาข้างนอกเองโดยไม่ต้องรอให้ออกซิเจนวิ่งเข้าไป!"

ลองอ่านอธิบายกันดูนะครับ

   วันนี้เรารู้จักกับอีกปรากฎการณ์ที่มีความอันตราย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่ปิด 🔥
   👉 ปรากฏการณ์ "ไฟในพื้นที่ปิดที่มีแรงดันสะสม" (Compartment Fire with Pressure Buildup) ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการเกิดเพลิงไหม้ที่นักดับเพลิงกลัวที่สุด เพราะมันเปลี่ยนจากไฟไหม้ธรรมดาให้กลายเป็น "ระเบิดเพลิง" ได้ในเสี้ยววินาที ​เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน อธิบายกลไกนี้ออกเป็นขั้นๆ ดังนี้

​   ♨️ กลไกการสร้างแรงดัน (How Pressure Builds Up) ​เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในห้องปิด เช่น ผับ, บาร์, ห้องแล็บ, หรือห้องเก็บของ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ 2 อย่างพร้อมกันที่ทำให้เกิดแรงดัน:
   🎈 ​กฎของก๊าซ (Ideal Gas Law): เมื่ออุณหภูมิในห้องสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน (อาจพุ่งสูงถึง 600°C - 1000°C ในเวลาไม่กี่นาที) อากาศและก๊าซในห้องจะขยายตัวอย่างรุนแรง แต่เนื่องจากห้องถูกปิดกั้นด้วยผนัง ประตู และหน้าต่าง ก๊าซที่ขยายตัวจึงไม่มีที่ไป เกิดเป็นแรงดันบวก (Positive Pressure) ดันออกไปทุกทิศทาง
   🔥 ​การผลิตก๊าซไวไฟส่วนเกิน (Pyrolysis): ความร้อนที่สูงมากจะไปอบวัสดุภายในห้อง (โฟม, ไม้, พลาสติก) จนสลายตัวกลายเป็นก๊าซไวไฟหนาทึบ มวลก๊าซเหล่านี้ยิ่งเพิ่มปริมาตรและแรงดันภายในห้องให้สูงขึ้นไปอีก

​   ⌛️ นาทีวิกฤต: การวิบัติของโครงสร้างและการพุ่งพ่น (The Venting Phase) ​เมื่อแรงดันภายในห้องสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกินกว่าที่จุดอ่อนของห้องจะรับไหว เช่น กระจกหน้าต่างแตก, ฝ้าเพดานถล่ม, หรือมีคนเปิดประตู สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาทันทีคือ:
   🚨 ​ปรากฏการณ์ท่อฉีด (Nozzle Effect): ความดันที่ต่างกันมหาศาลระหว่าง ภายในห้อง (ความดันสูง) และ ภายนอกอาคาร (ความดันบรรยากาศปกติ) จะบังคับให้มวลก๊าซร้อนและก๊าซไวไฟทั้งหมด พุ่งทะลักออกทางช่องเปิดขนาดเล็กนั้นด้วยความเร็วและโมเมนตัมที่สูงมาก
   🧨 ​การสันดาปฉับพลัน (Flash Fire / Jet Fire): ก๊าซไวไฟร้อนจัดที่พุ่งออกมา เมื่อได้สัมผัสกับ "ออกซิเจน" ภายนอกอาคารอย่างเต็มที่ จะเกิดการลุกไหม้ทันที กลายเป็น ลำเปลวไฟขนาดยักษ์พุ่งวาบออกมาภายนอกอาคาร อย่างรุนแรง ซึ่งหากช่องเปิดนั้นมีลักษณะเฉพาะ ก็จะแสดงพฤติกรรมเป็น Jet Fire ที่มีความเร็วสูงและทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า

​   🚨 สัญญาณเตือนของ Compartment Fire ที่มีแรงดันสะสม ​สำหรับเจ้าหน้าที่กู้ภัยหรือผู้ติดอยู่ภายใน สัญญาณเหล่านี้คือนทีวิกฤตที่ต้องถอยทันที:
   ​⛔️ ควันพุ่งออกมาตามซอกประตู: เห็นควันเล็ดลอดออกมาตามร่องประตูหรือหน้าต่างด้วยความเร็วสูง (เหมือนมีปั๊มลมดันออก) ไม่ใช่แค่ลอยเอื่อยๆ
   🚫 ​ประตูกระพือหรือมีเสียงหวีดหวิว: เสียงลมหรือก๊าซที่พยายามดันตัวเองผ่านช่องแคบๆ
   🚧 ​กระจกหน้าต่างสั่นไหวหรือมีสีดำสนิท: แสดงถึงความร้อนสะสมแรงดัน และควันที่หนาแน่นไร้ออกซิเจนภายใน

   ​⚠️ ความแตกต่างจาก Backdraft: ​หลายคนมักสับสนปรากฏการณ์นี้กับ Backdraft
   ➡️ ​Backdraft: ไฟด้านในขาดออกซิเจนจนเกือบดับ (เหลือแต่ความร้อนและก๊าซ) เมื่อเปิดประตู ออกซิเจนจะวิ่งเข้าไปข้างในแล้วระเบิดสวนออกมา!
   ➡️ ​Pressure Buildup: ไฟด้านในยังคงลุกไหม้อย่างรุนแรงและสร้างแรงดัน มวลก๊าซและไฟจึงเป็นฝ่ายพุ่ง ทะลักออก มาข้างนอกเองโดยไม่ต้องรอให้ออกซิเจนวิ่งเข้าไป!
.
ที่มา : Rescue 101
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่