กรณีศึกษา ฉั่วฮะเส็ง ตำนานน้ำพริกเผา 1,000 ล้าน
.
ถ้าถามคนสมัยใหม่ว่า รู้จักน้ำพริกเผากระป๋อง ฉั่วฮะเส็ง ไหม ? หลายคนอาจจะไม่รู้จัก หรือไม่คุ้นชื่อเลย
.
แต่ถ้าไปลองถาม คนที่มีอายุขึ้นมาหน่อย หรือเชฟตามภัตตาคารอาหารไทยใหญ่ ๆ หลายคนต้องรู้จักแบรนด์นี้ เพราะฉั่วฮะเส็งเป็นน้ำพริกเผาที่อยู่คู่กับร้านอาหารมานานกว่า 77 ปีแล้ว และถ้าอยากทำต้มยำกุ้งให้ อร่อยเหาะ ก็ต้องใส่น้ำพริกเผา ฉั่วฮะเส็ง
.
เรื่องราวของ น้ำพริกเผาในตำนานที่ว่านี้ น่าสนใจอย่างไร
น้ำพริกเผาฉั่วฮะเส็ง เป็นอีกแบรนด์ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากธุรกิจครอบครัว โดยมีจุดกำเนิดมาจากร้านเล็ก ๆ ที่ทำน้ำพริกเผาขายในตลาดเก่าเยาวราช มานานกว่า 77 ปีแล้ว
.
จุดเริ่มต้นของความอร่อย เกิดขึ้นจากตอนที่อากง ชาวจีนที่อพยพมาอยู่ที่เยาวราช วันหนึ่งเพื่อนชาวจีนของอากงท่านนี้ แวะมาเยี่ยมที่เมืองไทย และอยากได้ของฝากจากไทย กลับไปฝากเพื่อน ๆ ที่จีน อากงเลยลองทำน้ำพริกเผา เพื่อเป็นของฝากให้กับเพื่อน
.
ซึ่งทุกคนที่ได้ลองชิมต่างชอบในรสชาติ และต่อมาจึงตัดสินใจทำน้ำพริกเผาขายแบบจริงจัง โดยเริ่มจากตักขายในกระทง เมื่อมีลูกค้ามากขึ้น ก็เริ่มพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เป็นกระป๋องอะลูมิเนียมสีเงินแทน พร้อมกับตั้งชื่อแบรนด์ว่า “ฉั่วฮะเส็ง” เพื่อให้ลูกค้าจำได้ และง่ายต่อการกลับมาซื้อซ้ำ
.
ซึ่งด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ จึงได้รับการยอมรับจากเชฟและคนทั่วไป จนทำให้น้ำพริกเผาฉั่วฮะเส็งได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันธุรกิจของฉั่วฮะเส็งก็ได้ถ่ายทอดมาถึง เจเนอเรชันที่ 3 แล้ว และจากน้ำพริกเผาที่ทำในครัวหลังบ้าน ก็ขยายไปสู่โรงงานผลิตน้ำพริกเผา และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ส่งขายให้กับเหล่าธุรกิจโรงแรม และร้านอาหารทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ
.
แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้น้ำพริกเผาฉั่วฮะเส็ง เปลี่ยนมาเล่นในตลาดแบบลูกค้ารายย่อย หรือ B2C มากขึ้น ก็คือช่วงที่เกิดโรคระบาดที่ผ่านมา เนื่องจากเมื่อก่อน ลูกค้าเดิมของฉั่วฮะเส็งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร หรือภัตตาคารอาหารขนาดใหญ่ เมื่อเกิดโรคระบาดทำให้ร้านอาหารเหล่านี้ ต้องปิดให้บริการ แน่นอนว่าเมื่อเป็นแบบนี้ ฉั่วฮะเส็งก็ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ ถึงขั้นที่ว่าในบางเดือน ต้องลดกำลังการผลิตลง จนเหลือเพียงแค่ 20% ของช่วงเวลาปกติเท่านั้น
.
เมื่อเป็นแบบนั้นแล้ว ฉั่วฮะเส็งจึงต้องมองหาลูกค้าใหม่ ซึ่งก็คือลูกค้ารายย่อยทั่ว ๆ ไปอย่างเรา ๆ แต่การจะรุกตลาดลูกค้ารายย่อย ก็ต้องมีการปรับตัวกันบ้างเล็กน้อย คือปกติแล้วฉั่วฮะเส็งจะขายน้ำพริกเผาในรูปแบบของกระป๋องอะลูมิเนียมขนาดใหญ่ เพราะลูกค้าธุรกิจร้านอาหาร จะใช้ปริมาณน้ำพริกเผาในการทำอาหารครั้งละมาก ๆ แต่ถ้าหากฉั่วฮะเส็งจะหันมาขายน้ำพริกเผาให้ลูกค้ารายย่อย ในปริมาณเท่ากับที่ขายให้ร้านอาหารก็คงจะไม่เหมาะ
.
ดังนั้นฉั่วฮะเส็งจึงต้องพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ ที่ตอบโจทย์ลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ซึ่งมาในรูปแบบขวดแก้วขนาดเล็กวางขายในช่องทางที่ลูกค้ารายย่อย สามารถเข้าถึงได้ง่าย อย่างเช่น ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven
.
เนื่องจากตลาดผู้บริโภครายย่อย เป็นตลาดที่ใหญ่ไม่แพ้ตลาดธุรกิจกับธุรกิจ หรือ B2B บวกกับสินค้าของ ฉั่วฮะเส็ง มีรสชาติอร่อย เป็นที่ยอมรับและชื่นชอบของผู้บริโภคอยู่แล้ว ทำให้ฉั่วฮะเส็งประสบความสำเร็จในตลาดนี้ได้ไม่ยาก
.
และถึงแม้จะประสบความสำเร็จแล้ว แต่ฉั่วฮะเส็งก็ไม่ได้หยุดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เช่น ฉั่วฮะเส็งสควีซ ซึ่งเป็น น้ำพริกเผาแบบหลอดบีบ สำหรับทาขนมปัง และเมนูเบเกอรีโดยเฉพาะ
3
และในวันนี้ ฉั่วฮะเส็ง ก็ไม่ได้ขายแค่สินค้าน้ำพริกเผาเพียงอย่างเดียว เหมือนตอนที่เริ่มต้นทำธุรกิจเมื่อ 77 ปีก่อน แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมาย เช่น น้ำจิ้มไก่, น้ำจิ้มบ๊วยกอ, ซอสพริก, น้ำจิ้มสุกี้ และซอสมะเขือเทศ ปัจจุบันน้ำพริกเผาฉั่วฮะเส็ง มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ ตามช่องทางโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ อีกทั้งยังมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ มากกว่า 55 ประเทศทั่วโลก
.
ผลประกอบการที่ผ่านมาของ บริษัท ฉั่วฮะเส็ง ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด
ปี 2566 รายได้ 1,318 ล้านบาท กำไร 312 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 1,417 ล้านบาท กำไร 281 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 1,545 ล้านบาท กำไร 290 ล้านบาท
.
จากกรณีของน้ำพริกเผาฉั่วฮะเส็ง ทำให้เราเห็นว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขยายใหญ่โตได้ เจ้าของธุรกิจต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ และมองหาลูกค้าใหม่ ๆ ของธุรกิจให้เจอ รวมถึงสร้างการรับรู้แบรนด์ไปให้ถึงผู้บริโภคเหล่านั้น
.
ในขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ ฉั่วฮะเส็ง น้ำพริกเผาที่หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นำมาใส่ตอนทำต้มยำกุ้งแล้ว อร่อยเหาะไปเลย..
.
ที่มา : BrandCase
กรณีศึกษา ฉั่วฮะเส็ง ตำนานน้ำพริกเผา 1,000 ล้าน