กินข้าวจานละ 60 บาท หลายคนบอกว่าแพง แต่พอเป็นมัตฉะแก้วละ 180 บาท ชานมไข่มุกแก้วละ 150 บาท หรือมาการองชิ้นละหลักร้อย กลับยอมควักเงินจ่ายแบบไม่ลังเล?
หลายคนอาจเคยเป็นแบบนี้โดยไม่รู้ตัว และหากกำลังสงสัยว่าทำไมพฤติกรรมผู้บริโภคถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบอาจอยู่ที่เทรนด์การบริโภคใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
นักการตลาดเรียกพฤติกรรมนี้ว่า "Affordable Premium" หรือการยอมจ่ายแพงขึ้นกับสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูงมาก แต่สร้างความสุข ความพิเศษ หรือช่วยเติมเต็มความรู้สึกในแต่ละวัน หลายครั้งแนวคิดนี้ยังถูกอธิบายผ่านปรากฏการณ์ "Lipstick Effect" ที่มักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เมื่อผู้บริโภคลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นใหญ่ แต่ยังเต็มใจใช้จ่ายกับสินค้าชิ้นเล็กที่ช่วยสร้างความสุขได้
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่พบในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน โดยเฉพาะตลาดกาแฟและเครื่องดื่มที่ยังเติบโตได้ แม้กำลังซื้อโดยรวมจะชะลอลง
สำหรับประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์มองว่าเทรนด์นี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบ Affordable Premium และกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจบริการเครื่องดื่ม
รายงานวิเคราะห์ธุรกิจบริการเครื่องดื่มของ สนค. พบว่า ธุรกิจกลุ่มนี้เติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งรายได้และกำไร โดยงบการเงินนิติบุคคลปี 2567 มีรายได้รวมกว่า 30,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.54% จากปีก่อน และในช่วงปี 2565-2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 33.21% ต่อปี ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 446.76% และมีมูลค่ารวม 1,291 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดเครื่องดื่มยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ขยายตัวได้ดี แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญแรงกดดัน
แนวโน้มดังกล่าวยังทำให้ผู้ประกอบการสามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นได้ โดย สนค. ระบุว่า ปี 2568 ราคาเครื่องดื่มหน้าร้านเฉลี่ยปรับขึ้นราว "9%" จากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าแรง ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันในตลาดพรีเมียมที่ทำให้หลายร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงกว่าเดิม
TNN Wealth
ชี้ทางรอด! ร้านชา-กาแฟ ตลาดเครื่องดื่ม คนไทยยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อ "ความสุขเล็กๆ"
หลายคนอาจเคยเป็นแบบนี้โดยไม่รู้ตัว และหากกำลังสงสัยว่าทำไมพฤติกรรมผู้บริโภคถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบอาจอยู่ที่เทรนด์การบริโภคใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
นักการตลาดเรียกพฤติกรรมนี้ว่า "Affordable Premium" หรือการยอมจ่ายแพงขึ้นกับสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูงมาก แต่สร้างความสุข ความพิเศษ หรือช่วยเติมเต็มความรู้สึกในแต่ละวัน หลายครั้งแนวคิดนี้ยังถูกอธิบายผ่านปรากฏการณ์ "Lipstick Effect" ที่มักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เมื่อผู้บริโภคลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นใหญ่ แต่ยังเต็มใจใช้จ่ายกับสินค้าชิ้นเล็กที่ช่วยสร้างความสุขได้
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่พบในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน โดยเฉพาะตลาดกาแฟและเครื่องดื่มที่ยังเติบโตได้ แม้กำลังซื้อโดยรวมจะชะลอลง
สำหรับประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์มองว่าเทรนด์นี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบ Affordable Premium และกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจบริการเครื่องดื่ม
รายงานวิเคราะห์ธุรกิจบริการเครื่องดื่มของ สนค. พบว่า ธุรกิจกลุ่มนี้เติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งรายได้และกำไร โดยงบการเงินนิติบุคคลปี 2567 มีรายได้รวมกว่า 30,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.54% จากปีก่อน และในช่วงปี 2565-2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 33.21% ต่อปี ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 446.76% และมีมูลค่ารวม 1,291 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดเครื่องดื่มยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ขยายตัวได้ดี แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญแรงกดดัน
แนวโน้มดังกล่าวยังทำให้ผู้ประกอบการสามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นได้ โดย สนค. ระบุว่า ปี 2568 ราคาเครื่องดื่มหน้าร้านเฉลี่ยปรับขึ้นราว "9%" จากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าแรง ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันในตลาดพรีเมียมที่ทำให้หลายร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงกว่าเดิม
TNN Wealth