สวัสดีครับ ผมทำงานอยู่บริษัทรถแห่งหนึ่ง ตำแหน่ง Technical Trainer วันนี้จะมาแฉให้ฟังครับว่าทำไมช่างศูนย์ถึงซ่อมรถไม่เก่ง สู้ช่างข้างนอกไม่ได้
เวลาลูกค้าคอมเพลนว่าช่างซ่อมงานไม่ขาด ช่างทำงานช้า หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหารถให้ลูกค้าได้ คนแรกที่จะโดนตำหนิก่อนก็คือผมนี่แหละ “อบรมยังไง ทำไมช่างไม่มีประสิทธิภาพ” พูดง่ายๆผมนี่แหละคือแพะตัวนึงในบริษัท แต่มันก็มีที่มาที่ไปครับ
ตอนผมอยู่บริษัทเก่า ฝ่ายขายจะให้ยืมรถเพื่อใช้ในการอบรม เราจะตั้ง budget ไว้เลยว่ารถคันนี้หลังจากผ่านการอบรมแล้วจะต้องเปลี่ยนอะไหล่ส่วนไหนบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการอบรมเกี่ยวกับไฟฟ้าก็เลยไม่ค่อยมีชิ้นส่วนที่เสียหาย หรือมีผลกระทบจากการถอดประกอบเท่าไหร่ ถ้าเป็นเครื่องยนต์, เกียร์ ฯลฯ ที่บริษัทเก่าผมก็มีให้รื้อให้ถอดกันอยู่แล้ว
แต่ที่ทำงานปัจจุบัน ฝ่ายขายไม่ให้เรายืมรถ โดยอ้างว่ารถจะต้องขายลูกค้า กลัวรถเป็นตำหนิ กลัวลูกค้าซื้อไปแล้วมีปัญหา (ขนาดไม่ได้เอามาใช้อบรม ลูกค้าซื้อไปยังมีปัญหาเลยครับ)
เครื่องมืออบรมไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะต้องขอยืมจากทาง workshop ของที่ใช้อบรมถ้าอยู่ในสภาพดีก็จะโดนยึดเพื่อนำไปใช้เป็นอะไหล่หมุนเวียนให้ลูกค้า เวลาอบรมก็ให้ใช้ของเก่าๆพังๆแทน โดยให้เหตุผลว่า “สอนแค่หลักการก็พอ การรื้อการถอดประกอบใครๆก็ทำได้” สำหรับผมก็เหมือนกับการให้คนกลุ่มหนึ่งมานั่งดูการแข่งขันฟุตบอลโลก ดูเสร็จก็ส่งคนกลุ่มนี้ลงสนามโดยคาดหวังว่าจะต้องเข้ารอบหรือติดทีมชาติ
แน่นอนครับ..บริษัทไม่ลงทุนเรื่องการอบรม แต่คาดหวังให้ช่างเก่งและสามารถแก้ไขปัญหารถให้ลูกค้าได้ พอช่างทำไม่ได้ก็มาโทษแพะตัวนี้ว่าสอนไม่ดี
อ้อ..ก่อนหน้านี้ผมเคยทำคลิปการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเวลารถเกิดปัญหาลงใน Facebook แต่โดนสั่งให้ลบไปแล้ว เหตุผลคือ “เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของบริษัท ลูกค้าจะมองว่ารถของเรามีปัญหา และอีกอย่าง ถึงจะเป็นแค่เล็กน้อยก็ควรให้ลูกค้านำรถเข้าศูนย์ดีกว่า” บางคลิปแค่สอนให้ลูกค้าเปลี่ยนหลอดไฟหรือเปลี่ยนฟิวส์นี่นะ..ต้องให้ลูกค้านำรถเข้าศูนย์..!!!
ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อบริษัทนะครับ ถึงแม้จะดีไม่ดียังไงผมก็คือพนักงานของบริษัท มันอาจจะดูไม่เหมาะสม
สรุป..ใครที่จะสมัครงานกับบริษัทใดๆก็ตาม พยายามหาข้อมูลเชิงลึกให้ดีก่อนนะครับ บางบริษัทภายนอกดูดี แต่ภายในอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คาดหวัง
จากใจ Technical Trainer คนหนึ่ง
เวลาลูกค้าคอมเพลนว่าช่างซ่อมงานไม่ขาด ช่างทำงานช้า หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหารถให้ลูกค้าได้ คนแรกที่จะโดนตำหนิก่อนก็คือผมนี่แหละ “อบรมยังไง ทำไมช่างไม่มีประสิทธิภาพ” พูดง่ายๆผมนี่แหละคือแพะตัวนึงในบริษัท แต่มันก็มีที่มาที่ไปครับ
ตอนผมอยู่บริษัทเก่า ฝ่ายขายจะให้ยืมรถเพื่อใช้ในการอบรม เราจะตั้ง budget ไว้เลยว่ารถคันนี้หลังจากผ่านการอบรมแล้วจะต้องเปลี่ยนอะไหล่ส่วนไหนบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการอบรมเกี่ยวกับไฟฟ้าก็เลยไม่ค่อยมีชิ้นส่วนที่เสียหาย หรือมีผลกระทบจากการถอดประกอบเท่าไหร่ ถ้าเป็นเครื่องยนต์, เกียร์ ฯลฯ ที่บริษัทเก่าผมก็มีให้รื้อให้ถอดกันอยู่แล้ว
แต่ที่ทำงานปัจจุบัน ฝ่ายขายไม่ให้เรายืมรถ โดยอ้างว่ารถจะต้องขายลูกค้า กลัวรถเป็นตำหนิ กลัวลูกค้าซื้อไปแล้วมีปัญหา (ขนาดไม่ได้เอามาใช้อบรม ลูกค้าซื้อไปยังมีปัญหาเลยครับ)
เครื่องมืออบรมไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะต้องขอยืมจากทาง workshop ของที่ใช้อบรมถ้าอยู่ในสภาพดีก็จะโดนยึดเพื่อนำไปใช้เป็นอะไหล่หมุนเวียนให้ลูกค้า เวลาอบรมก็ให้ใช้ของเก่าๆพังๆแทน โดยให้เหตุผลว่า “สอนแค่หลักการก็พอ การรื้อการถอดประกอบใครๆก็ทำได้” สำหรับผมก็เหมือนกับการให้คนกลุ่มหนึ่งมานั่งดูการแข่งขันฟุตบอลโลก ดูเสร็จก็ส่งคนกลุ่มนี้ลงสนามโดยคาดหวังว่าจะต้องเข้ารอบหรือติดทีมชาติ
แน่นอนครับ..บริษัทไม่ลงทุนเรื่องการอบรม แต่คาดหวังให้ช่างเก่งและสามารถแก้ไขปัญหารถให้ลูกค้าได้ พอช่างทำไม่ได้ก็มาโทษแพะตัวนี้ว่าสอนไม่ดี
อ้อ..ก่อนหน้านี้ผมเคยทำคลิปการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเวลารถเกิดปัญหาลงใน Facebook แต่โดนสั่งให้ลบไปแล้ว เหตุผลคือ “เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของบริษัท ลูกค้าจะมองว่ารถของเรามีปัญหา และอีกอย่าง ถึงจะเป็นแค่เล็กน้อยก็ควรให้ลูกค้านำรถเข้าศูนย์ดีกว่า” บางคลิปแค่สอนให้ลูกค้าเปลี่ยนหลอดไฟหรือเปลี่ยนฟิวส์นี่นะ..ต้องให้ลูกค้านำรถเข้าศูนย์..!!!
ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อบริษัทนะครับ ถึงแม้จะดีไม่ดียังไงผมก็คือพนักงานของบริษัท มันอาจจะดูไม่เหมาะสม
สรุป..ใครที่จะสมัครงานกับบริษัทใดๆก็ตาม พยายามหาข้อมูลเชิงลึกให้ดีก่อนนะครับ บางบริษัทภายนอกดูดี แต่ภายในอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คาดหวัง