ปัญหาการขยายโอกาสทางการศึกษาของประเทศไทยก่อนการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538

กระทู้สนทนา
ปัญหาการขยายโอกาสทางการศึกษาของประเทศไทยก่อนการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538
ในปี พ.ศ. 2530 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กรมสามัญศึกษาเปิดโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำตำบล เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนั้นมีตำบลประมาณ 5,000 ตำบล
อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการประสบข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และการก่อสร้างโรงเรียน ทำให้สามารถเปิดโรงเรียนได้เพียงปีละประมาณ 100 โรงเรียน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี จึงจะสามารถเปิดโรงเรียนได้ครบทุกตำบล หรือประมาณปี พ.ศ. 2550 หากดำเนินการตามแนวทางเดิม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากไม่มีการปฏิรูประบบการศึกษาครั้งใหญ่ ประเทศไทยจะสามารถขยายโอกาสทางการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นได้อย่างทั่วถึงเพียงประมาณปี พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นช่วงหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 แล้วประมาณหนึ่งปี

ปัญหาเชิงพื้นที่ของการจัดการศึกษา (พ.ศ. [url=tel:2534-2535]2534–2535[/url])
ประเทศไทยมีข้อจำกัดแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ได้แก่
ภาคเหนือ มีพื้นที่ภูเขาและทุรกันดาร การเดินทางยากลำบาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประสบปัญหาความแห้งแล้ง ความยากจน และพื้นที่กันดาร
ภาคใต้ มีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยในหลายพื้นที่
ภาคกลาง แม้มีความเจริญมากกว่า แต่กลับมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเมืองกับชนบท
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้การสร้างโรงเรียนรูปแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง

วิกฤตเด็กจบประถมศึกษาที่ไม่มีโอกาสเรียนต่อ
เมื่อปี กรกฎาคม พ.ศ. 2538 **ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2538

มีเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งยังไม่ได้รับโอกาสศึกษาต่อสะสมประมาณ 3,000,000 คน
เด็กส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานของครอบครัวยากจน หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
กระทรวงศึกษาธิการมีศักยภาพรับนักเรียนเพิ่มได้เพียงประมาณ 10,000 คนต่อปี หรืออาจน้อยกว่านั้น
หากใช้ศักยภาพดังกล่าวในการรองรับเด็กที่ตกค้างจำนวน 3 ล้านคน จะต้องใช้เวลาประมาณ
3,000,000 ÷ 10,000 = 300 ปี
จึงจะสามารถจัดการศึกษาให้เด็กทุกคนได้ครบถ้วน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าวิธีการขยายโรงเรียนแบบเดิมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ และประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านโอกาสทางการศึกษาอย่างรุนแรง

ผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ
เด็กอายุประมาณ 12 ปี ที่ไม่สามารถศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา มีความเสี่ยงสูงต่อ
การออกจากระบบการศึกษาอย่างถาวร
การเข้าสู่แรงงานไร้ฝีมือ
ความยากจนข้ามรุ่น
ปัญหายาเสพติด และ การขายบริการทางเพศซึ่งประเทศไทยโด่งดังมากก่อน พ.ศ. 2538 เนื่องจากประชาชนขาดโอกาสทางการศึกษา
ปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมอื่น ๆ
การสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ

หลักฐานจากโครงสร้างการศึกษาของแรงงานไทยในปี 2538
ข้อมูลจาก Haas (1999) ซึ่งจัดทำร่วมกันโดย UNESCO–UNEVOC และ RMIT University แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างการศึกษาของแรงงานไทยในปี พ.ศ. 2538 อยู่ในระดับต่ำอย่างมาก
ประถมศึกษาและต่ำกว่า 79.1%
มัธยมศึกษาตอนต้น 8.0%
มัธยมศึกษาตอนปลาย 3.3%
อาชีวศึกษา 3.2%
อุดมศึกษา 6.4%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังแรงงานไทยเกือบ 4 ใน 5 ยังมีการศึกษาเพียงระดับประถมหรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การพัฒนาอุตสาหกรรม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ความสำคัญของการอภิวัฒน์การศึกษา
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว **ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล จึงผลักดันการ อภิวัฒน์การศึกษา ในปี พ.ศ. 2538 โดยมุ่งเปลี่ยนแนวคิดจากการขยายโรงเรียนแบบเดิม ไปสู่การขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ผ่านการใช้เทคโนโลยี การศึกษาทางไกล การกระจายโอกาสทางการศึกษา และการปฏิรูประบบทั้งระบบ ภายใต้หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคน” ในฐานะทุนพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ
จากหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งด้านจำนวนเด็กที่ตกค้าง ขีดความสามารถในการรับนักเรียนของรัฐ และโครงสร้างการศึกษาของแรงงานไทยในปี พ.ศ. 2538 แสดงให้เห็นว่า การปฏิรูปการศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าวมิใช่เพียงการปรับปรุงเชิงบริหาร แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียทรัพยากรมนุษย์จำนวนมหาศาลและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่