การข้ามเทือกเขาแอลป์ของฮันนิบาล

.

.
Hannibal crossing the Alps
on elephants circa 1625-1626
©  Attributed to Nicolas Poussin
.
.

ความลับของการข้ามเทือกเขาแอลป์
อันเลื่องชื่อของฮันนิบาล Hannibal
ได้เบาะแสสำคัญเพิ่มขึ้นแล้ว

ในปี 218 ก่อนคริสตกาล
แม่ทัพชาวคาร์เธจผู้นี้ได้นำ
กำลังพล 40,000 นาย ม้า 7,000 ตัว
และช้างศึก 37 เชือก
เดินทัพข้ามเทือกเขาแอลป์

นี่คือหนึ่งในบทบาทที่น่าตื่นเต้นที่สุด
ในประวัติศาสตร์การทหาร/การรบ
แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า
ท่านใช้เส้นทางใดในการเดินทาง
ข้ามภูมิประเทศที่ทุรกันดารนี้
แต่ผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร
Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS)
.
.

.

.
.

ผลการศึกษาและวิจัยครั้งนี้
ได้มอบเบาะแสใหม่ ๆ
โดยผลการวิเคราะห์ล่าสุดสรุปว่า
ในบรรดาเส้นทางที่เป็นไปได้
เส้นทางไหนที่จะสร้างความเหน็ดเหนื่อย
และใช้พลังงานน้อยที่สุด
สำหรับกำลังพล 40,000 นาย ม้า 7,000 ตัว
และช้างศึก 37 เชือก
ซึ่งตัวเลือกที่ดีที่สุดของท่านที่น่าจะเป็นคือ
Col de la Traversette
ช่องเขาที่มีความสูง 9,669 ฟุต (2,947 เมตร)
บริเวณชายแดนระหว่างประเทศอิตาลีและฝรั่งเศส
.
.

.

.
.

ทำไมฮันนิบาลต้องข้ามเทือกเขาแอลป์

ฮันนิบาลมาจากคาร์เธจ (Carthage)
ซึ่งเป็นนครรัฐและจักรวรรดิฟินิเชียนโบราณ
ตั้งอยู่ในประเทศตูนิเซียปัจจุบัน
ในช่วงสงครามพูนิคครั้งที่สอง
Second Punic War

คาร์เธจเป็นผู้ควบคุมชายฝั่ง
แอฟริกาเหนือและคาบสมุทรไอบีเรีย
(สเปนและโปรตุเกสในปัจจุบัน)
ทางฝั่งโรมจึงพยายามใช้ความได้เปรียบ
ทางยุทธนาวีเพื่อบีบให้คู่ปรับรายนี้ยอมจำนน
.
.

.
.

เพื่อเปิดฉากสงครามถึงหน้าประตูบ้านของโรม
ฮันนิบาลจึงนำกองทัพข้ามเทือกเขาแอลป์
จากฝรั่งเศสเข้าสู่อิตาลี (กรุงโรม)
ทว่านี่เป็น เรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก
เพราะต้องเดินทางผ่านภูมิประเทศ
ที่ทุรกันดาร มี หิมะ น้ำแข็ง โขดหิน
และต้องเอาชีวิตรอดจากช่องเขา
ที่มีชนเผ่าท้องถิ่นคอยดักโจมตีจากที่สูง

การเลือกเดินทัพผ่านเทือกเขานี้
ท่านจะสามารถหลีกเลี่ยง
กองทัพเรืออันน่าสะพรึงกลัวของโรม
ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
และกองกำลังทหารที่ตั้งรับอยู่บนบกได้
.
.
.

.
Photo 12/Universal Images Group via Getty Images
.
.

ในปัจจุบัน มีหลักฐานชั้นต้น
ที่บันทึกถึงเหตุการณ์นี้หลงเหลืออยู่
เพียง 2 แหล่งเท่านั้น ซึ่งถูกเขียนขึ้น
หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 20 ปี
และระยะเวลา 160 ปีตามลำดับ
และไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีหลงเหลืออยู่
การตีความเหตุการณ์ข้ามเขาจึงทำได้ยาก

ทฤษฎีสมัยใหม่ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับ
การตีความชื่อสถานที่ 3 แห่งที่นักเขียนนามว่า Polybius ระบุไว้ ได้แก่
Island, Skaras, และ Allobroges

ประกอบกับชื่อชนเผ่า/สถานที่ต่าง ๆ
ที่บันทึกโดย Livy

ทีมวิจัยจึงนำสถานที่เหล่านั้น
มาเปรียบเทียบกับความรู้
ทางภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน

ตามบันทึกของ Livy
ฮันนิบาลนำกองทัพข้ามเทือกเขาแอลป์
โดยเดินทางเพียง 16 วัน
แม้ว่าตามตำนานการรบครั้งนั้น
ทหารทั้งหมดของฮันนิบาล
ใช้เวลารบรวมแล้วราว ๆ 2 เดือน
และลงเอยด้วยความสูญเสีย
ที่แลกมาอย่างมหาศาล
โดยฮันนิบาลต้องสูญเสียกำลังพล
ไปมากกว่า 20,000 นาย
และท้ายที่สุดคาร์เธจก็เป็นฝ่ายแพ้สงคราม

ส่วนเหตุผลที่ใช้ช้างศึก
ในการข้ามเขานั้นยังไม่แน่ชัด
เป็นไปได้ว่า ท่านตั้งใจจะใช้พวกมัน
เพื่อสร้างความประหลาดใจในเชิงยุทธวิธี
(Element of surprise)
ระหว่างการรบกับชาวโรมันในศึกแรก ๆ
นอกจากนี้ ท่านอาจจะหวังว่า
ความน่าเกรงขามจากการได้เห็นช้างเหล่านี้
จะช่วยดึงดูดให้ชาวเซลต์ (Celts)
(ที่ถูกกดขี่ข่มแหงโดยชาวโรมัน)
ทางตอนเหนือของอิตาลีมาร่วมรบกับท่าน

การประหยัดพลังงาน

ในการศึกษาชิ้นใหม่นี้ มีทีมนักวิจัย
University of Oxford (U.K.) ,
German Centre for Integrative Biodiversity Research (iDiv), Friedrich Schiller University Jena in Germany

ได้ร่วมกันประเมินทฤษฎีต่าง ๆ
เกี่ยวกับเส้นทางที่ฮันนิบาลใช้ข้ามภูเขา
ซึ่งก่อนหน้านี้ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า
ท่านอาจจะใช้เส้นทาง
Col du Clapier
ช่องเขาที่สูง 8,127 ฟุต
ระหว่างแคว้นซาวัวของฝรั่งเศส
และแคว้นปีเอมอนเตของอิตาลี
.
.

.

.
.

ทีมวิจัยได้ใช้แบบจำลองเส้นทาง
และข้อมูลความสูงของภูเขา
เพื่อประมาณการค่าพลังงานที่ต้องใช้
ในแต่ละเส้นทางข้ามเทือกเขาแอลป์ที่เป็นไปได้
โดยใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากปริมาณพลังงาน
ที่ช้างแอฟริกายุคปัจจุบันต้องใช้
ในการเดินทางในลักษณะนี้
โดยอิงจากมวลร่างกายและสภาพภูมิประเทศ

ผลลัพธ์ระบุว่า
เส้นทาง Col de la Traversette
น่าจะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด
และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การเดินทางผ่านเส้นทาง
Col de Montgenèvre
จะต้องใช้พลังงานมากกว่าเดิมถึง 11%
เส้นทาง Col du Clapier
จะต้องใช้พลังงานมากกว่า 16%
และเส้นทาง Col du Mont Cenis
จะต้องใช้พลังงานมากกว่าถึง 19%

แบบจำลองของทีมวิจัย
ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงความท้าทาย
ทางกายภาพในการเคลื่อนทัพ
ผ่านภูเขา โดยใช้เส้นทาง
Col de la Traversette
เหล่าทหารจะสูญเสียไขมันสะสม
ภายในร่างกายไปถึง 19%

นี่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้
อัตราการเสียชีวิตของทหารพุ่งสูงขึ้น
ในระหว่างการรบหลังจากนั้น
(ฮันนิบาลสูญเสียกำลังพล
ไปราว 20,000 นายเมื่อสิ้นสุดการรบ)

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ
การวิเคราะห์ใหม่นี้ชี้ว่า
ช้างศึกน่าจะรับมือกับการข้ามเขาได้ดีกว่า
โดยแบบจำลองระบุว่า
ช้างจะสูญเสียไขมันสะสมไปเพียง 4% เท่านั้น
พลังงานสำรองที่ยังเหลืออยู่สูงนี้
น่าจะเป็นคำอธิบายว่า
ทำไมช้างส่วนใหญ่ (หรือเกือบทั้งหมด)
จึงรอดตายตอนข้ามเขา
แต่มาตายในสนามรบ

Dr. Emilio Berti
ผู้ร่วมคณะผู้ศึกษาและนักชีววิทยา
German Centre for Integrative Biodiversity Research
and Friedrich Schiller University Jena
ได้ให้ความเห็นสรุปว่า
" ข้อถกเถียงเรื่องเส้นทางที่แน่นอน
ของฮันนิบาลนั้นมีมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
การวิเคราะห์ใหม่นี้อาจจะไม่ได้
ขจัดความคลุมเครือทั้งหมดไป
แต่มันช่วยเพิ่มน้ำหนักและหลักฐาน
ให้กับเส้นทาง Traversette
โดยการแสดงให้เห็นว่า
เส้นทางนี้สามารถรองรับ
ความต้องการในการเคลื่อนทัพขนาดใหญ่
ที่มีช้างศึก ม้าศึกร่วมด้วย
ผ่านภูมิประเทศแถบเทือกเขาแอลป์
ที่ยากลำบากอย่างยิ่งได้ดีที่สุด "
.

เรียบเรียง/ที่มา

Popscience
.
.

เรื่องเล่าไร้สาระ

จีนเริ่มใช้ช้างศึกสมัยราชวงศ์ซาง
(1600–1046 ปีก่อนคริสตกาล)

ตำราลฺหวี่ชื่อชุนชิ (呂氏春秋)
ชาวอินใช้ช้าง ทำร้ายชาวตงอี
ยืนยันว่ามีการใช้ช้างในการรบ

แหล่งขุดค้นเมืองหยินซฺวี (殷墟)
พบโครงกระดูกช้างที่สวมกระดิ่งทองแดง
มีการเลี้ยงช้าง/ฝึกช้างเพื่อใช้ในศึกแล้ว

เบ้งเฮก (孟获) ไม่ได้ใช้ช้างศึกสู้กับขงเบ้งทุกครั้ง
เบ้งเฮกเชิญ มู่ลู่ต้าหวัง (木鹿大王)
มาช่วยรบ กองทัพของมู่ลู่ต้าหวัง
มีกองพล ช้างใต้ (南蛮象)
ซึ่งมีช้างศึกมากกว่า 20 เชือก

ในตอนแรกทหารช้าง
ทำให้ทัพจ๊กก๊กเสียเปรียบ
แต่ต่อมาขงเบ้งใช้กลยุทธ์วัวไฟ
จับวัวชุบน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วจุดไฟ
ไล่ต้อนวัวเข้าหาฝ่ายศัตรู
ทำให้ช้างศึกตื่นกลัวหนีทัพ

ในนิยายใช้ไฟศึก(火兽 - หัวโซ่ว)
สัตว์กลข้างในบรรจุวัตถุไวไฟ
พ่นไฟใส่ช้าง (ล่อกวนตง จิ้นเอา)

เจ็ดจับเจ็ดปล่อย
เน้นกลยุทธ์ เอาชนะข้าศึกด้วยใจ

บทวิพากษ์นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่
ขงเบ้ง คนทรยศแผ่นดินเกิด
คนกินบนเรือนขี้บนหลังคา
หนีภัยสงครามมาหยบ(หลบ)ที่นี่

วันแรกที่เสวนากับเล่าปึ่เรื่องครองอำนาจ
ก็เสนอแผนหลงจงต้าย (隆中对)
เป้าหมายแรกที่ต้องยึดคือ เมืองเกงจิ๋ว ก่อน
ใช้เมืองนี้เป็นฐานที่มั่นซ่องสุมกำลัง
จากนั้นจึงขยายไปยัง เอ๊กจิ๋ว
ใช้เมืองนี้ผลิตเสบียงกรัง/ยุทโธปกรณ์

เล่าปี่วิญญูชนจอมปลอม
บอกมาอาศัยพึ่งพาท่านเล่าเปียว
ไม่อยากทรยศนายท่านที่เป็นญาติกัน
พอนายท่านตาย ก็จัดการยึดเมืองเสียเลย
อ้างลูกชายนายท่านไร้ความสามารถ
ยอมยกเมืองให้กับโจโฉ
แล้วเนรเทศลูกชายนายท่านไปตายที่ไกล ๆ
ไม่นับญาติด้วย เหมือนตอนมาพึ่งใบบุญ

เล่าปี่ ขงเบ้ง คือ คนหน้าด้านใจดำ
.
.

.
หมากรุกจีนมีช้างศึก
.
.
.

ในจดหมายเหตุของ
เมอซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์
(Monsier de La Loubère)
ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาสมัยพระนารายณ์
มีบันทึกว่า ใช้ช้างเป็นพาหนะ
เสด็จพระราชดำเนินเป็นปกติ
และมีการฝึกซ้อม/การต่อสู้
ของช้างศึกในสมัยนั้นด้วย

ในยุคนั้นมี กรมพระคชบาล
พระเพทราชา (ขุนหลวงสรศักดิ์)
เคยดำรงตำแหน่งเจ้ากรมพระคชบาล
ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์หลังปฏิวัติ
ชิงอำนาจจากพระนารายณ์
เพราะกลัวพวกทหารรับจ้างฝรั่งเศส
มีอำนาจอิทธิพลมากเกินไป
มีเรือรบ/อาวุธดีกว่า พร้อมกับส่งออก
ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค
โดยคณะเยซูอิต พวกทนถึก คริสต์สุดโต่ง
จอมเชือด จอมทรมานคนไม่เชื่อพระเจ้า
เช่น กาลิเลโอ คนไม่เชื่อพระเจ้า แม่มด พ่อมด
คนนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรแตสแต้นท์
ชนเผ่าอิ้งก่า(Inca) ในละตินอเมริกา

​ไม่มีตัวเลขจำนวนช้างสมัยพระนารายณ์

สมัยพระนเรศวรมหาราช
มีการระบุจำนวนช้างศึกในกองทัพ
หลัก 100 - 1,000 เชือก
สอดคล้องกับจำนวนอาหารช้าง/เสบียง
ที่อยุธยาสามารถระดมช้างศึก
ไพร่ทาส ในยามศึกสงครามมารบได้

ช้างกินอาหารวันละ 200 กิโลกรัม
การเลี้ยงช้างในเมืองของกรมพระคชบาล
น่าจะมีช้างสูงสุดราว 200 เชือก
(อาหารช้างวันละ 40 ตัน
พอ ๆ กับขี้ช้างวันละ 30-40 ตัน)
พื้นที่เหมาะสมกับช้างเลี้ยงในเมือง
เชือกละ 200 ตร.ม. = 40,000 ตร.ม.
ราว 100 ไร่อย่างต่ำภายในเมือง
ช้างที่เหลือให้เลี้ยงไว้รอบนอกเมือง

ลาลูแบร์ เขียนด้วยความสังเวชว่า
ลูกหลานขุนนางที่ต้องโทษกบฏ
ผู้หญิงไม่เป็นโสเภณี ก็เป็นทาสกาม
ผู้ชายถ้าไม่ต้องโทษถึงตาย
(ตัดหวายอย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก)
ต้องไปเป็นตะพุ่นช้าง(คนเลี้ยงช้าง)
ตามกฏกติกาสงคราม/การปฏิวัติ
นายกลายเป็นบ่าว บ่าวกลายเป็นนาย
.
.
.

.

.

.
ฮันนิบาล เล็คเตอร์
นักฆ่าโรคจิต ชอบกินเนื้อเหยื่อ
ชอบสมองเหยื่ออย่างแรง
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่