ช่วงนี้ถ้าใครตามข่าวฝั่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีน น่าจะเริ่มเห็นกระแสการขยับตัวครั้งใหญ่ที่น่ากลัวมากๆ เรื่องนึงครับ คือตอนนี้ค่ายยักษ์ใหญ่และผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ในจีน (รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง CATL) กำลังเดินหน้าแผนกดดันให้ค่ายรถยนต์เร่งเปลี่ยนสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์มาใช้
"แบตเตอรี่โซเดียม
-ไอออน
(Sodium-ion)" หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าแบตเตอรี่เกลือ ในรถยนต์ไฟฟ้าตัวเริ่มต้น รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่
เหตุผลหลักๆ ไม่ใช่แค่เรื่องราคาถูกลงอย่างเดียวแล้วครับ แต่เป็นเรื่อง
"ความมั่นคงระดับชาติ
" เพราะปัจจุบันจีนต้องนำเข้าแร่ลิเธียมสูงถึง 75% ซึ่งเสี่ยงมากในสถานการณ์โลกตอนนี้ จีนเลยกะจะเคลมเกมนี้ด้วยการใช้โซเดียมที่มีล้นเหลือในประเทศแทน แต่จุดที่น่าสนใจและอยากชวนคุยคือ
"นวัตกรรมขั้ว
Anode" ที่จีนเพิ่งแก้เกมสำเร็จครับ เนื่องจากโมเลกุลของโซเดียมมันใหญ่กว่าลิเธียม กราไฟต์แบบเดิมรองรับไม่ได้ ตอนแรกจีนต้องนำเข้ากะลามะพร้าวจากบ้านเราและเพื่อนบ้านอาเซียนไปเผาทำสาร Hard Carbon แต่ซัพพลายมันไม่พอ (กะลามะพร้าวผลิตแบตได้แค่ 6.3 GWh/ปี แต่ความต้องการปี 2027 พุ่งไป 100 GWh) ล่าสุดโรงงานเคมีจีนเลยหักดิบ หันมาใช้
"ถ่านหินแอนทราไซต์
" ที่มีมหาศาลในประเทศตัวเองมาสังเคราะห์แทน ซึ่งได้ Yield (ผลผลิต) สูงถึง 45% (เทียบกับมะพร้าวที่ได้แค่ 2.5%) แถมทุบราคาวัสดุลงต่ำกว่า 30,000 หยวน/ตัน
คำถามสำคัญ แล้วการใช้ถ่านหินทำแบตเตอรี่รถไฟฟ้า มันก่อมลพิษและย้อนแย้งกับคำว่า Net Zero ไหม?
ถ้าตอบกันตรงๆ แบบไม่อวยเลยคือ
"มีมลพิษแน่นอนครับ
และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝั่งนักวิเคราะห์กำลังจับตา
" แต่ขยายความนิดนึงว่า มันไม่ใช่การเอาถ่านหินไปจุดไฟเผาป้อนโรงไฟฟ้าให้ควันดำลอยเต็มฟ้าแบบนั้นนะครับ กระบวนการของมันมีจุดบอดอยู่ 2 เรื่องหลักๆ
1. มลพิษทางเคมีต้นน้ำ ถ่านหินแอนทราไซต์ธรรมชาติมันมีพวกสารปนเปื้อน โลหะหนัก และกำมะถันเยอะมาก โรงงานเคมีต้องใช้กรดเข้มข้นรุนแรงในการกัดและชะล้างสารพวกนี้ออก ซึ่งสร้างน้ำเสียเคมีปนเปื้อนมหาศาลถ้าบำบัดไม่ดี
2. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่สูงลิ่ว การอบถ่านหินให้กลายเป็น Hard Carbon ต้องใช้ความร้อนสูงถึง 1,000 - 1,300 องศาเซลเซียส ซึ่งโรงงานเคมีในจีนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ไฟฟ้าที่ผลิตมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในมณฑลนั้นๆ เท่ากับว่าเกิดภาวะ ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบ
และใช้ไฟจากถ่านหินมาต้มระบบ
ดังนั้น ถ้าถามว่ากระบวนการผลิตต้นน้ำเขียวไหม? บอกเลยว่าสอบตกครับ และถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เป้าหมาย Net Zero ของจีนคงเป็นไปได้ยากมาก
ถ้าประเทศไหนยังอยากค้าขายกับต่างประเทศในอนาคต ยังไงก็ต้องลดปริมาณคาร์บอนให้จงได้ครับ รวมถึงจีนก็เช่นกัน ถ้าทำไม่ได้เรียกว่าปิดประตูการส่งออกเลย
แล้วจีนจะแก้เกมเรื่องมลพิษนี้ยังไง ให้เดินหน้าสู่ Net Zero ได้จริง?
ถ้าไปเจาะดู Roadmap ล่าสุด ฝั่งโรงงานเคมีและค่ายแบตเตอรี่จีนเขาไม่ได้ปล่อยเบลอนะครับ เขามีแผน "ตามล้างตามเช็ด" มลพิษจากถ่านหินแอนทราไซต์ไว้ 3 ขั้นตอนหลักๆ ที่กำลังทยอยบังคับใช้
1. ดักจับคาร์บอนหน้าเตา (CCUS - Carbon Capture) ในเมื่อขั้นตอนการอบ Hard Carbon มันเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ โรงงานยุคใหม่จึงถูกบังคับให้ติดตั้งระบบดักจับก๊าซคาร์บอน (CCUS) ที่ปล่องไอเสียโดยตรง ซึ่งเทคโนโลยีตอนนี้เคลมว่าดักจับได้สูงถึง 97% แล้วนำคาร์บอนไปฝังกลบใต้ดินหรือเปลี่ยนเป็นสารเคมีชนิดอื่นแทน
2. ย้ายโรงงานไปหา "ไฟเขียว" (Green Electricity Mix) ปัญหาที่ว่ากระบวนการผลิตกินไฟดุและยังเป็นไฟสกปรก รัฐบาลจีนเริ่มบีบให้โรงงานผลิตวัสดุแบตเตอรี่ขยับขยายฐานการผลิตไปตั้งในมณฑลตะวันตก เช่น ชิงไห่ หรือซินเจียง ซึ่งเป็นโซนที่มีฟาร์มโซลาร์เซลล์และกังหันลมยักษ์ใหญ่ เพื่อดึงเอา "ไฟฟ้าสีเขียว 100%" มาใช้ในเตาอบความร้อนสูง วิธีนี้จะช่วยหักลบค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงไปได้มากกว่าครึ่งหนึ่งเลยครับ
3. บำบัดน้ำเสียเคมีแบบระบบปิด (Zero Liquid Discharge) ส่วนน้ำเสียเคมีที่เกิดจากการเอากรดไปกัดโลหะหนักและกำมะถันออกจากถ่านหิน จะต้องใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด คือตกตะกอนแยกสารพิษออกมาทำลายขยายผลทางอุตสาหกรรมเคมีอื่น แล้วหมุนเวียนน้ำกลับมาล้างซ้ำ เพื่อลดการปล่อยน้ำเสียสู่ธรรมชาติรอบชุมชน
ความเห็นส่วนตัวของผมกับประเด็นนี้
ถ้าเรามองในภาพรวม (Lifecycle Emissions) ตามหลักวิศวกรรม ต่อให้กระบวนการผลิตมันจะมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ยังไงตัวรถไฟฟ้า (EV) แบตเกลือ ก็ยังปล่อยมลพิษรวมตลอดอายุน้อยกว่ารถยนต์น้ำมันที่วิ่งพ่นไอเสียอยู่บนถนนตามเมืองใหญ่ชัดเจนครับ และที่สำคัญคือ มลพิษจากกระบวนการผลิตมันถูกจำกัดวงอยู่ในโรงงานเคมีไม่กี่แห่ง ซึ่งในทฤษฎีแล้วมันย่อม
"ควบคุมและจัดการง่ายกว่า
" การไปตามล้างไอเสียที่ปลายท่อรถน้ำมันนับล้านๆ คัน
แต่สิ่งที่ผมแอบกังวลและไม่อยากให้อวยจนเกินไปคือ คำว่า "จัดการง่ายกว่าในทฤษฎี" มันจะเกิดขึ้นจริงในภาคปฏิบัติได้แค่ไหน?
เพราะต่อให้เราบอกว่ามีเทคโนโลยีล้ำๆ อย่างการดักจับคาร์บอน (CCUS) หรือระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด แต่ถ้าหน้างานจริงไม่มี
"มาตรการควบคุมและตรวจสอบที่เข้มงวดรุนแรง
" โรงงานก็อาจจะแอบปล่อยน้ำเสียเคมีลงแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแอบเปิดปล่องคาร์บอนเพื่อลดต้นทุนตัวเองอยู่ดี
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่ตัวแบตเตอรี่โซเดียมที่ราคาถูกลงหรือความมั่นคงทางพลังงานที่จีนจะได้ครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กลไกการตรวจวัดและกฎหมายของรัฐบาล ที่ต้องบีบให้นิคมอุตสาหกรรมเคมีต้นน้ำพวกนี้สะอาดจริงๆ ตาม Roadmap ที่วางไว้ ถ้ากฎหมายไม่แข็งจริง มลพิษเคมีและคาร์บอนสะสมจากการแปรรูปถ่านหินแอนทราไซต์พวกนี้ ก็จะกลายเป็นหนี้สิ่งแวดล้อมก้อนใหญ่ที่โยนกลับมาทำลายเป้าหมาย Net Zero ในอนาคตอยู่ดีครับ
จีนเลิกง้อลิเธียม! ดัน "แบตเกลือ" จากถ่านหินลงตลาดปีนี้... แต่รักษ์โลกจริงไหม?
เหตุผลหลักๆ ไม่ใช่แค่เรื่องราคาถูกลงอย่างเดียวแล้วครับ แต่เป็นเรื่อง "ความมั่นคงระดับชาติ" เพราะปัจจุบันจีนต้องนำเข้าแร่ลิเธียมสูงถึง 75% ซึ่งเสี่ยงมากในสถานการณ์โลกตอนนี้ จีนเลยกะจะเคลมเกมนี้ด้วยการใช้โซเดียมที่มีล้นเหลือในประเทศแทน แต่จุดที่น่าสนใจและอยากชวนคุยคือ "นวัตกรรมขั้ว Anode" ที่จีนเพิ่งแก้เกมสำเร็จครับ เนื่องจากโมเลกุลของโซเดียมมันใหญ่กว่าลิเธียม กราไฟต์แบบเดิมรองรับไม่ได้ ตอนแรกจีนต้องนำเข้ากะลามะพร้าวจากบ้านเราและเพื่อนบ้านอาเซียนไปเผาทำสาร Hard Carbon แต่ซัพพลายมันไม่พอ (กะลามะพร้าวผลิตแบตได้แค่ 6.3 GWh/ปี แต่ความต้องการปี 2027 พุ่งไป 100 GWh) ล่าสุดโรงงานเคมีจีนเลยหักดิบ หันมาใช้ "ถ่านหินแอนทราไซต์" ที่มีมหาศาลในประเทศตัวเองมาสังเคราะห์แทน ซึ่งได้ Yield (ผลผลิต) สูงถึง 45% (เทียบกับมะพร้าวที่ได้แค่ 2.5%) แถมทุบราคาวัสดุลงต่ำกว่า 30,000 หยวน/ตัน
คำถามสำคัญ แล้วการใช้ถ่านหินทำแบตเตอรี่รถไฟฟ้า มันก่อมลพิษและย้อนแย้งกับคำว่า Net Zero ไหม?
ถ้าตอบกันตรงๆ แบบไม่อวยเลยคือ "มีมลพิษแน่นอนครับ และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝั่งนักวิเคราะห์กำลังจับตา" แต่ขยายความนิดนึงว่า มันไม่ใช่การเอาถ่านหินไปจุดไฟเผาป้อนโรงไฟฟ้าให้ควันดำลอยเต็มฟ้าแบบนั้นนะครับ กระบวนการของมันมีจุดบอดอยู่ 2 เรื่องหลักๆ
1. มลพิษทางเคมีต้นน้ำ ถ่านหินแอนทราไซต์ธรรมชาติมันมีพวกสารปนเปื้อน โลหะหนัก และกำมะถันเยอะมาก โรงงานเคมีต้องใช้กรดเข้มข้นรุนแรงในการกัดและชะล้างสารพวกนี้ออก ซึ่งสร้างน้ำเสียเคมีปนเปื้อนมหาศาลถ้าบำบัดไม่ดี
2. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่สูงลิ่ว การอบถ่านหินให้กลายเป็น Hard Carbon ต้องใช้ความร้อนสูงถึง 1,000 - 1,300 องศาเซลเซียส ซึ่งโรงงานเคมีในจีนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ไฟฟ้าที่ผลิตมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในมณฑลนั้นๆ เท่ากับว่าเกิดภาวะ ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบ และใช้ไฟจากถ่านหินมาต้มระบบ
ดังนั้น ถ้าถามว่ากระบวนการผลิตต้นน้ำเขียวไหม? บอกเลยว่าสอบตกครับ และถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เป้าหมาย Net Zero ของจีนคงเป็นไปได้ยากมาก
ถ้าประเทศไหนยังอยากค้าขายกับต่างประเทศในอนาคต ยังไงก็ต้องลดปริมาณคาร์บอนให้จงได้ครับ รวมถึงจีนก็เช่นกัน ถ้าทำไม่ได้เรียกว่าปิดประตูการส่งออกเลย
แล้วจีนจะแก้เกมเรื่องมลพิษนี้ยังไง ให้เดินหน้าสู่ Net Zero ได้จริง?
ถ้าไปเจาะดู Roadmap ล่าสุด ฝั่งโรงงานเคมีและค่ายแบตเตอรี่จีนเขาไม่ได้ปล่อยเบลอนะครับ เขามีแผน "ตามล้างตามเช็ด" มลพิษจากถ่านหินแอนทราไซต์ไว้ 3 ขั้นตอนหลักๆ ที่กำลังทยอยบังคับใช้
1. ดักจับคาร์บอนหน้าเตา (CCUS - Carbon Capture) ในเมื่อขั้นตอนการอบ Hard Carbon มันเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ โรงงานยุคใหม่จึงถูกบังคับให้ติดตั้งระบบดักจับก๊าซคาร์บอน (CCUS) ที่ปล่องไอเสียโดยตรง ซึ่งเทคโนโลยีตอนนี้เคลมว่าดักจับได้สูงถึง 97% แล้วนำคาร์บอนไปฝังกลบใต้ดินหรือเปลี่ยนเป็นสารเคมีชนิดอื่นแทน
2. ย้ายโรงงานไปหา "ไฟเขียว" (Green Electricity Mix) ปัญหาที่ว่ากระบวนการผลิตกินไฟดุและยังเป็นไฟสกปรก รัฐบาลจีนเริ่มบีบให้โรงงานผลิตวัสดุแบตเตอรี่ขยับขยายฐานการผลิตไปตั้งในมณฑลตะวันตก เช่น ชิงไห่ หรือซินเจียง ซึ่งเป็นโซนที่มีฟาร์มโซลาร์เซลล์และกังหันลมยักษ์ใหญ่ เพื่อดึงเอา "ไฟฟ้าสีเขียว 100%" มาใช้ในเตาอบความร้อนสูง วิธีนี้จะช่วยหักลบค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงไปได้มากกว่าครึ่งหนึ่งเลยครับ
3. บำบัดน้ำเสียเคมีแบบระบบปิด (Zero Liquid Discharge) ส่วนน้ำเสียเคมีที่เกิดจากการเอากรดไปกัดโลหะหนักและกำมะถันออกจากถ่านหิน จะต้องใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด คือตกตะกอนแยกสารพิษออกมาทำลายขยายผลทางอุตสาหกรรมเคมีอื่น แล้วหมุนเวียนน้ำกลับมาล้างซ้ำ เพื่อลดการปล่อยน้ำเสียสู่ธรรมชาติรอบชุมชน
ความเห็นส่วนตัวของผมกับประเด็นนี้
ถ้าเรามองในภาพรวม (Lifecycle Emissions) ตามหลักวิศวกรรม ต่อให้กระบวนการผลิตมันจะมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ยังไงตัวรถไฟฟ้า (EV) แบตเกลือ ก็ยังปล่อยมลพิษรวมตลอดอายุน้อยกว่ารถยนต์น้ำมันที่วิ่งพ่นไอเสียอยู่บนถนนตามเมืองใหญ่ชัดเจนครับ และที่สำคัญคือ มลพิษจากกระบวนการผลิตมันถูกจำกัดวงอยู่ในโรงงานเคมีไม่กี่แห่ง ซึ่งในทฤษฎีแล้วมันย่อม "ควบคุมและจัดการง่ายกว่า" การไปตามล้างไอเสียที่ปลายท่อรถน้ำมันนับล้านๆ คัน
แต่สิ่งที่ผมแอบกังวลและไม่อยากให้อวยจนเกินไปคือ คำว่า "จัดการง่ายกว่าในทฤษฎี" มันจะเกิดขึ้นจริงในภาคปฏิบัติได้แค่ไหน?
เพราะต่อให้เราบอกว่ามีเทคโนโลยีล้ำๆ อย่างการดักจับคาร์บอน (CCUS) หรือระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด แต่ถ้าหน้างานจริงไม่มี "มาตรการควบคุมและตรวจสอบที่เข้มงวดรุนแรง" โรงงานก็อาจจะแอบปล่อยน้ำเสียเคมีลงแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแอบเปิดปล่องคาร์บอนเพื่อลดต้นทุนตัวเองอยู่ดี
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่ตัวแบตเตอรี่โซเดียมที่ราคาถูกลงหรือความมั่นคงทางพลังงานที่จีนจะได้ครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กลไกการตรวจวัดและกฎหมายของรัฐบาล ที่ต้องบีบให้นิคมอุตสาหกรรมเคมีต้นน้ำพวกนี้สะอาดจริงๆ ตาม Roadmap ที่วางไว้ ถ้ากฎหมายไม่แข็งจริง มลพิษเคมีและคาร์บอนสะสมจากการแปรรูปถ่านหินแอนทราไซต์พวกนี้ ก็จะกลายเป็นหนี้สิ่งแวดล้อมก้อนใหญ่ที่โยนกลับมาทำลายเป้าหมาย Net Zero ในอนาคตอยู่ดีครับ