จู่ ๆ สาวม.ปลายก็ขอเข้ามาในบ้านของผม ทำยังไงดีครับ?

นี่ไม่ใช่กระทู้หรือเรื่องสั้นเหงา ๆ อะไรแบบนั้นหรอกนะครับ จะบอกว่าเป็นการเพ้อเจ้อของผมน่าจะดีกว่า ช่วงนี้ผมมีแพลนจะไปโรงเรียนเก่า ซึ่งก็เป็นแบบนี้เกือบทุกปี อาจหมายถึงได้รับเชิญลูกศิษย์เก่าอะไรแบบนั้น

พอมานึกในช่วงปีที่แล้วผมก็มีประสบการณ์หนึ่งเกี่ยวกับโรงเรียนเก่าอยู่เหมือนกัน

ไม่ใช่เกี่ยวกับช่วงที่เรียนอยู่ หรือจะเป็นความทรงจำที่ดีก็คงไม่ใช่หรอกครับ

แต่เรื่องมันเกี่ยวกับ นักเรียนมอ.ปลายหญิงรุ่นล่าสุดต่างหาก เธอมาช่วยงานทางโรงเรียน หน้าที่ของเธอทั้งหมดผมเองก็ไม่แน่ใจ รู้แค่ว่า เธอเหมือนเป็นประธานนักเรียนอะไรทำนองนั้น

ในขณะที่ผมพูดอยู่บนเวทีโรงเรียน เธอเหมือนเป็นผู้กล้าที่กล้าถามเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำงานในบริษัทของผม ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปอยู่แล้ว ที่รุ่นน้องอย่างเธอจะถาม

แต่มันเริ่มผิดปกติตั้งแต่ หลังจากงานโรงเรียนจบลง

"รุ่นพี่ เดินกลับงั้นหรอคะ?"

ตอนนั้นผมจำได้ พอเลิกงานโรงเรียนผมตั้งใจจะเดินกลับไปที่บ้านเก่าผม เหมือนนานๆ ทีผมจะได้กลับไปนอนบ้าน

มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใช่มะที่รุ่นน้องอย่างเธอต้องถามรุ่นพี่อย่างผมอยู่แล้ว ที่จู่ๆ ผมก็ต้องเดินกลับคนเดียว ...แต่ว่า แทนที่เธอส่งผมแล้วเธอจะกลับบ้านของเธอ แต่เธอกลับขอเข้าไปเล่นในบ้านผมแทน

เริ่มต้น...

จดหมายจากทางโรงเรียนถูกส่งมาที่ทำงานของผม พออ่านดูแล้วมันก็เป็นบัตรเชิญศิษย์เก่าอย่างผม

บอกตามตรง ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องนั้นสักเท่าไหร่ ตั้งแต่หลายปีที่แล้วผมก็ทำเรื่องน่าอายเอาไว้ จะว่าไงดีล่ะ เดิมทีผมก็พูดไม่เก่งอยู่แล้ว และต้องมาพูดต่อหน้ารุ่นน้องจำนวนมาก และมันก็กลายเป็นผมที่เผลอทำเรื่องน่าอายเอาไว้

เรื่องน่าอายที่ว่าก็คือ อาการประหม่าหน้ารุ่นน้อง แถมเป็นตัวตลกอีก ..เอาเถอะผมไม่อยากพูดถึงเท่าไหร่

หลังเหตุการณ์นั้นผมก็พยายามจะเข้าสังคมมากขึ้น ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะ ผมเองก็ทำได้ไม่ดีนัก

แต่ว่า มันก็ดีกว่าหลายปีที่แล้วอะนะ ถึงตอนนี้ก็พอจะเดาได้ ว่าเด็กนักเรียนสมัยนี้ก็คงดูห่าว ๆ เหมือนเดิมแหละนะ ตามประสาเด็กแหละเนาะ

ผมทิ้งจดหมายลงถังขยะก่อนจะกลับมาทำงานของผมต่อ ยังไงคำตอบผมก็คือคำตอบเดิมเหมือนปีที่ผ่านมา ยังไงผมก็ไม่สนใจหรอก

ในขณะที่ผมนั่งทำงานไป ก็เหมือนจะมีผู้ช่วยของผมที่เหมือนเป็นพนักงานเพียงคนเดียวที่อยู่ตรงข้ามกันเดินมาเก็บจดหมายที่ผมทิ้งลงถังขยะลงไปแล้วเก็บขึ้นมาเปิดอ่าน

เธอคนนี้เป็นเหมือนผู้ช่วยที่ทำงานได้ดีเลยแหละ ถึงจะถูกย้ายมาจากสาขาอื่นแล้วมาอยู่กับผมเธอก็เรียนรู้งานได้เร็ว

ถึงจะไม่ชอบที่เธอชอบพูดมากแต่บางครั้งเธอก็แนะนำผมอย่างมีเหตุผล

และก็นั่นแหละครับ เธอถือจดหมายมาให้ผม พร้อมกับอธิบายข้อดีต่างๆ นา ๆ เพื่อให้ผมไปร่วมงาน เพราะนานๆ จะมีที

เอาเถอะ ยังไงผมก็ลำคานมากกว่าจะรู้สึกถึงข้อดีที่เธอสาธยายออกมาแบบนั้น ก่อนที่เธอจะวางจดหมายลงบนโต๊ะทำงานของผมและเดินไปนั่งที่ทำงานของเธอ

ผมนั่งทำงานไปโดยไม่ได้ใส่ใจอะไร จู่ ๆ ผมก็นึกถึงคำพูดเมื่อกี้ของเธอ ไม่ใช่ข้อดีที่ว่า เด็ก ๆ จะรู้สึกเหมือนผมเป็นไอดอลหรือตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จ

แต่เป็นคำว่า

"...ฉันรู้ว่าคุณอาจมีความทรงจำที่ไม่ดีที่นั่น แต่ความทรงจำที่ดีล่ะ? ถ้าหากไม่มี ครั้งนี้อาจจะมีก็ได้นะคะ ยังไงก็ไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่านี้ไม่ใช่หรอคะ?"

นั่นสินะ ความทรงจำที่ดี บางทีถ้าผมกลับไป ผมอาจจะเปลี่ยนอะไรบางอย่างที่ยังติดอยู่ในภายใจก็ได้...

และผมก็ตัดสินใจที่จะไป ...

ผมเดินลงจากรถรับส่ง ก่อนจะมายืนอยู่ที่หน้าโรงเรียน มองดูป้ายโรงเรียนที่ไม่ต่างไปจากวันที่ผมยังเรียนอยู่ ถึงกำแพงและตึกต่าง ๆ จะถูกทาสีให้ดูใหม่ขึ้น แต่ผมยังสัมผัสถึงวันเก่า ๆ ได้อยู่

ดูเหมือนด้านในจะมีเตนท์และเวทีที่ดูครึกครื้นของเด็กนักเรียนที่เจี้ยวจ้าวส่งเสียงกันไปมา พอมองดูแล้ว ตัวผมก็แก่เหมือนกันแฮะ

ขณะที่กวาดสายตามองอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีรุ่นน้องนักเรียนหญิงคนหนึ่งเดินมาสะกิดผมเบา ๆ

"ขอโทษนะคะ ใช่รุ่นพี่ที่จบจากที่นี่ไหมคะ?"

ดูแล้วเธอหน้าจะเป็นนักเรียนมอปลาย การแต่งตัวที่เนียบ ดูเป็นสาวกว่านักเรียนคนอื่น ๆ ถ้าให้ผมเดา เธอน่าจะอยู่มอ 6 แน่ ๆ

ยังไงก็เถอะ ตอนนี้ผมต้องวางตัวดี ๆ หน่อย ผมจัดคอเสื้อสักพัก ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ดูดีออกไป

"อ๋อ ใช่ครับ..."

"อืม งั้นหรอคะ"

"...งั้นก็ เชิญเข้าไปข้างในได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันพารุ่นพี่เข้าไป"

จะว่าไปแล้วการวางตัวของเธอก็ดูดีใช้ได้ ระหว่างที่เดินตามเธอไปนั้นผมก็สังเกตเห็นปลอกแขนของเธอ และใช่ครับ ไม่แปลกที่เธอจะดูดีและวางตัวดี เธอเป็นประธานนักเรียนนี่เอง

พอได้เห็นด้านหลังของเธอก็ทำให้ผมนึกถึงคนที่ผมแอบชอบในวัยมัธยมของผม ถ้ามีเพื่อนถามผมในสมัยนั้นว่าสะเปกของผมเป็นผู้หญิงแบบไหน ผมก็ต้องบอกพวกนั้นเลยว่า

สะเปคผมคือรุ่นพี่มอ.6 ช่วยวัย 17-18 ถึงจะผ่านช่วงวัยนั้นมานานแล้วอะนะ แต่ตอนนั้นเรื่องความรักของผมก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ค่อนข้างผิดหวังสะเยอะ

ถ้าถามผมตอนนี้ล่ะ 17-18 เหมือนเดิมไหม ผมคงต้องตอบว่า จุดจุดก่อน

ตอนนี้เธอหันหลังมามองผม ก่อนจะเรียกผมให้รีบเดินตามเธอไป พอผมมาหยุดที่กลุ่มคณะครู ผมก็ทักทายตามมารยาทในสไตล์ผู้ใหญ่อย่างผมที่มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้า และเป็นหน้าเป็นตาให้โรงเรียน

บอกตามตรงนะครับถึงชีวิตส่วนตัวผมจะไม่ใช่คนพูดเก่งอะไรเข้าขั้นเป็นคนอินโทรเวิร์ด แต่ว่านะเวลาที่ผมต้องรับหน้าที่สำคัญหรือเป็นผู้นำ ผมก็จะทำมันเต็มที่ ถึงจะดูขัดจากตัวผมก็ตาม แต่เพียงแค่วันเดียวก็คงไม่ถึงขั้นผมขาดใจหรอกอะนะ

ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ผมต้องขึ้นเวทีไปแนะนำและพูดคุยกับรุ่นน้อง

ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อย ๆ ดูเหมือนนักเรียนปีนี้จะมีมารยาทมากกว่าหลายปีที่ผมเคยมา ดูเป็นคนมีการศึกษารู้จักถามรู้จักมีส่วนร่วมจบแต่ละคำถามของผมและคนอื่นๆ ก็จะตามมาด้วยการปรบมือให้

เอาเถอะ มาถึงคำถามสุดท้ายที่มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งยกมือเพื่อถามคำถามผม ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ นักเรียนหญิงคนนั้นที่พาผมเดินเข้ามา

แววตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความตึงเครียด ก่อนจะเอ่ยคำพูดออกมาอย่างมั่นใจ

"...ที่รุ่นพี่บอกว่า คนที่พูดไม่เก่งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ...แต่ว่า รุ่นพี่ก็เป็นคนที่พูดเก่งไม่ใช่หรอคะ?"

พอมองดูตัวเองตอนนี้แล้ว ไม่แปลกที่เธอจะคิดแบบนั้น เธอไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าผมกำลังทำในสิ่งที่ขัดกับตัวเอง และผมเองก็พยายามฝึกมาตลอด และก็พลาดมาบ่อยครั้ง

ผมยิ้มที่มุมปากเบา ๆ ด้วยสายตาที่เรียบนิ่ง ก่อนจะยกไมค์ขึ้นมาพูด

"...ไม่แปลกครับที่รุ่นน้องจะคิดแบบนั้น การที่ผมยืนอยู่ตรงนี้ หรือการพูดกับทุกคนโดยไม่มีอาการประหม่าหรือขาดความมั่นใจ ไม่ใช่เพราะผมเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ผมฝึกและพลาดมามาก ...รู้อะไรไหมครับ ชีวิตจริงของผมน่ะพูดน้อยนะครับ ชอบอยู่คนเดียว และก็ ถ้าใครอยู่รอบข้างผมจะเข้าใจดี อาจจะขี้เกียดจะคุยกับผมไปเลยก็ได้ เพราะผมไม่ชอบคุยกับใครน่ะครับ"

ประโยคสุดท้ายผมส่งยิ้มไปให้เธอและนักเรียนคนอื่น ๆ เพื่อลดความตึงเครียด

แค่นั้นก็เป็นจังหวะที่ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มของเธอหลังจากเธอโยนคำถามพร้อมใบหน้าที่จริงจังก่อนหน้านี้ ...แต่บอกตามตรง

เธอทำให้ผมรู้สึกเหมือนตอน 14 ตอนที่ผมมีแฟนคนแรก ลึก ๆ ข้างในมันหวั่นมันไหวแปลก ๆ อะแค่นี้พอครับไปตามฟังกันเอาเอง

ตัดภาพมาที่ช่วงเย็น ทุกอย่างจบลงด้วยดี ตอนนี้ผมเดินสำรวจรอบโรงเรียนไปเรื่อย และพอมาที่ด้านหลังโรงเรียน ถนนเส้นนี้ยังเหมือนเดิม

ผมจำได้ เวลาที่ผมขี้เกียจเรียนหรือคาบไหนว่างผมก็จะหนีกลับบ้านที่เส้นนี้

...จะว่าไป ผมก็ไม่ได้กลับบ้านเก่ามานานมาก ตั้งแต่ย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัด พอนึกได้แบบนั้นผมก็รู้สึกคิดถึงบ้านอยู่บ้าง ไหน ๆ ก็มาแล้ว กลับไปนอนที่บ้านคงไม่เป็นไร

ต้องบอกก่อนว่า ตอนที่ผมมาร่วมงานผมเรียกรถมา และตอนนี้สิ่งที่ผมทำได้ คือการเดินกลับ

มันดูขัดแย้งยังไงไม่รู้ใช่ไหมครับ ผมมีเงินมากพอที่จะซื้อรถยนต์เป็นของตัวเองได้ แต่เมื่อที่ทำงานผมอยู่ใกล้ห้องพักก็ไม่จำเป็นที่ผมต้องซื้อรถให้จอดทิ้งไว้ ซึ่งการเดินนี่แหละเป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำ

ระหว่างที่เดินกลับนั้น ผมก็รับลมชมวิวข้างทางไปเรื่อย เหมือนกับการเดินไปทำงานทุกๆ วันของผม ระหว่างที่ผมเดินอยู่นั้นก็มีเสียงจักยานตามหลังผมมา

"เอ๊ะ รุ่นพี่หรอคะ? ทำไมถึง.."

และก็ใช่ครับ เป็นรุ่นน้องคนนั้น ไม่รู้ว่าทางกลับบ้านเธอเป็นทางเส้นนี้ด้วย ตอนนี้ผมพอเดาออกว่าเธอต้องการพูดอะไร

"...ไปก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมเดินไปอีกสักหน่อยก็ถึงที่หมายแล้วครับ"

"...งั้นหรอคะ"

ดูสีหน้าของเธอตอนนี้เหมือนจะผิดหวังเล็กน้อย ยังไงถ้าเธอจะชวนผมขึ้นไปนั่งด้วยก็คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ ยิ่งตอนนี้กฏหมายยิ่งรุนแรง จริงๆ ก็นะผมไม่ควรนึกถึงขั้นนั้น เพราะมันไม่มีอะไรนี่นา

แต่ว่า มีบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจ คือเธอดันจูงรถเดินข้าง ๆ ผมแทน อะไรกันเนี่ย แถมเธอยังหันหน้ามายิ้มอย่างหน้าตาเฉย

จะว่าไปแล้วมันให้ความรู้สึกดียังไงไม่รู้เหมือนกันครับ ช่วงวัยมัธยมผมเคยฝันไว้นะครับ ถ้าหากได้เดินกลับบ้านในช่วงเลิกเรียนกับใครสักคนก็คงจะดี

แต่ว่า ก็ยังไม่มีใครให้โอกาสผมเลยสักครั้งในช่วงวัยนั้น ..ตลกดีเหมือนกันนะครับ ผมแก่ขนาดนี้แล้วยังต้องการความฝันวัยเด็กอีกหรอ

พอมองใบหน้าเธอตอนนี้แล้ว มันไร้เดียงสาจริง ๆ เธอไม่ควรไว้ใจคนแปลกหน้าอย่างผม ไม่ควรเลยจริง ๆ

"นี่รุ่นพี่ รุ่นพี่จะเดินไปไหนงั้นหรอ?"

ผมนิ่งไปสักพัก ก่อนจะหันมาตอบเธอ

"...บ้านน่ะครับ"

ดูเหมือนเธอจะครุ่นคิดและอือออว่าตามนั้นโดยไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ ก่อนที่เธอจะเริ่มบ่นพึมพำออกมาลอย ๆ

"...เป็นแบบที่พูดจริง ๆ ด้วย"

ผมเองก็พอจะจับใจความได้ ว่าเธอหมายถึงอะไร เพราะชีวิตจริงผมก็พูดน้อยแบบนั้น มันเหมือนกับพลังงานทั้งหมดมันถูกใช้ไปแล้ว และการที่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้มันไม่เหนื่อยเลย

เอาเป็นว่ามันควรจะถึงที่หมายสักที และเราสองคนจะได้แยกย้ายกันกลับ

ตอนนี้ผมมาถึงที่หน้าบ้าน แต่ว่า...มันเงียบมาก เงียบจริง ๆ ครับ และข้างหน้าก็มีใบไม้ที่หล่นลงมาสะสมค่อนข้างเยอะโดยไม่มีใครทำความสะอาจ แต่ผมก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว และมันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว

"อย่าบอกนะคะ ว่านี่คือบ้านของรุ่นพี่!?"

"...ใช่ครับ"

ดูเหมือนเธอจะดูตกใจอยู่เหมือนกัน ที่สภาพบ้านเกิดผมเป็นแบบนี้ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้กลับมานานมาก อาจเป็นเพราะ ไม่มีใครรอให้ผมกลับมา

"...ครอบครัวพี่เสียไปหมดแล้วน่ะครับ พี่ถึงไม่ค่อยได้กลับมาที่นี่"

พอเห็นบ้านที่ตัวเองอยู่แบบนี้แล้ว ก็แอบเศร้าอยู่เหมือนกันนะครับ ไม่ใช่แค่บ้านอย่างเดียวหรอกครับ แต่รวมไปถึง ครอบครัว

"...เสียใจด้วยนะคะ"

ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะซึมไปเลย เอาเถอะยังไงเราสองคนก็ต้องแยกกันตรงนี้

"...ขอบใจที่มาส่งนะครับ"

เธอยังคงนิ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผม แววตานั้น ผมสัมผัสได้ว่าเธอรู้สึกเศร้ากับผมจริง ๆ ต่อให้ผมจะมีประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่าเธอ แต่ว่า แววตานั้นผมก็ไม่สามารถมองออก ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

"...รุ่นพี่คะ ฉันขอ เข้าไปข้างในได้ไหมคะ?"

...เอ่อ เธอพูดออกมาแบบนี้เลยหรอ

ขณะที่ผมกำลังลังเลอยู่นั้นและยังไม่ได้ตอบตกลงเธอก็เดินจูงรถก้มหน้าเดินเข้าบ้านผมแบบหน้าตาเฉย

เอาเถอะ ไม่ทันแล้วคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เธอจอดรถไว้ข้าง ๆ บ้าน ก่อนที่เธอจะหาอะไรบางอย่าง และเธอก็เดินออกมาจากมุม ๆ หนึ่งของบ้านพร้อมกับไม้กวาดในมือ

นั่นสินะ เธอคงจะเห็นมันลกจนไม่น่าอยู่ หรือไม่ก็เกะกะสายตา

ตอนนี้ผมตัดใจที่จะให้เธอกลับแล้ว ในเมื่อเธออยากช่วยผมแบบนั้นก็ตามใจเธอเลย ผมใช้กุจแจไขเข้ามาในบ้านพร้อมกับทำความสะอาดข้างใน เพราะผมตั้งใจไว้ว่าจะนอนที่นี่สักคืน และตอนเช้าผมถึงจะเรียกรถกลับ

เวลาได้ผ่านไปครึ่งชั่วโมงผมไม่แน่ใจว่าเธอคนนั้นกลับหรือยัง ถ้าเธอเหนื่อยก็คงจะกลับแล้วแหละ ผมยังคงมุ่งมั่นทำความสะอาจของผมไป ระหว่างที่ทำ ๆ ไปนั้นก็นึกขึ้นมาได้ ว่าตัวเองไม่ได้ซื้อของกินเข้ามาเลย

พอนึกได้แบบนั้นผมก็เดินออกมาที่นอกบ้านเพื่อจะเดินไปอีกหน่อยและเจอร้านค้า ...แต่ว่า

ไม่สิ! เธอยังอยู่?!

"เสร็จแล้วค่ะรุ่นพี่!"

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่