สวัสดีครับทุกคน
ออกตัวก่อนเลยว่ากระทู้นี้ไม่ได้มีเจตนาจะมาอวดเก่งหรือโชว์พอร์ตอะไรนะครับ
แต่อยากเขียนเพื่อเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนที่กำลังติดดอยหรือขาดทุนหนักอยู่ตอนนี้
ผมเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว (และอนาคตก็อาจจะเจออีก ใครจะรู้ 555)
เพื่อไม่ให้เสียเวลา เริ่มเลยครับ
เมื่อ 10 กรกฎาคม 2025 (2568) หรือ 1 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่พอร์ตของผมพังยับเยินที่สุดในชีวิต ตอนนั้นขาดทุนตัวเลขสมมติ (ขาดทุนทิพย์) ไปราว ๆ 450,000 บาท ตามภาพครับ
สังเกตในรูปได้เลยครับว่าผมแคปภาพนี้ไว้ตอนเวลาตีสาม เพราะคืนนั้นนอนไม่หลับจริง ๆ มันกระสับกระส่าย คิดวนเวียนว่าจะเอายังไงต่อดี
เงินก้อนนี้สำหรับบางคนอาจจะดูน้อย แต่สำหรับผม มันคือเงินก้อนสำคัญที่ตั้งใจเก็บออมร่วมกับแฟน เพื่อเอาไว้สร้างเงินปันผลใช้หลังเกษียณอายุ 60 ปี
สุดท้ายผมตัดสินใจบอกแฟนตรง ๆ ครับว่า "เงินของเราตอนนี้ขาดทุนอยู่เกือบห้าแสนนะ"
โชคดีมากที่แฟนผมไม่ซ้ำเติมเลยสักคำ เธอนิ่งและพูดแค่ว่า "ถ้ายังไม่เก่งพอ ก็อย่าเพิ่งลงเงินเพิ่มอีก"
ตอนนั้นมูลค่าพอร์ตรวมเงินสดของผมอยู่ที่ 1,563,598 บาทครับ (ยังไม่ได้หักขาดทุนทิพย์)
ตัดภาพกลับมาวันนี้ 10 กรกฎาคม 2026 (2569)(ขอแคปภาพตอน 3 ทุ่มพอนะครับ อยู่รอถึงตีสามแบบปีที่แล้วไม่ไหว 555)
พอร์ตผมพลิกกลับมาเป็นบวกได้แล้วครับ อยู่ที่ +3.29% แม้กำไรจะดูจุ๋มจิ๋มแค่ประมาณ 53,000 บาท
แต่สำหรับคนที่เคยจมกองเลือดข้ามปีมา ผมไม่หมิ่นเงินน้อยเลยครับ ขึ้นชื่อว่ากำไร ย่อมดีกว่าขาดทุนแน่นอน ตามภาพครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หมายเหตุ: มูลค่าพอร์ตรวมตอนนี้อยู่ที่ 1,621,109 บาท
ที่ตัวเลขพอร์ตรวมดูเยอะกว่าปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหุ้น SVI ออกจากตลาดไป ผมได้กำไรมาประมาณ 69,000 บาท เลยเอาเงินก้อนนั้นกลับเข้ามาสมทบในพอร์ตทั้งหมดครับ
(จริงๆ ถ้าเขายังไม่ออกจากตลาด ตอนนี้น่าจะกำไรกว่านี้อีก)
สรุป 4 บทเรียนราคาแพงที่ผมได้เรียนรู้หลังจากพอร์ตพังยับเยิน:
1. ถ้ามีเงินของคนในครอบครัวร่วมด้วย ให้รีบสารภาพบาป ต่อให้โดนด่าหรือโดนประณาม แต่อย่างน้อยใจเราจะเบาลง ไม่ต้องแบกความเครียดเอาไว้คนเดียวจนนอนไม่หลับตอนตีสาม
2. พอร์ตกลับมาได้เพราะหุ้นเทคสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าเวลามันบทจะลง มันลงแรงและดิ่งทีละหลายเปอร์เซ็นต์มาก ใครจะลงทุนผ่านพวก DR ต้องศึกษาและดูจังหวะให้ดีๆ ครับ
3. หลีกเลี่ยงหุ้นไทย (โดยเฉพาะหุ้น IPO) เพราะส่วนใหญ่ราคาแพงเกินจริงไปมาก กอไก่ล้านตัว!
4. หน่วยงานกำกับดูแลพึ่งพาได้ยาก ย้อนกลับไปข้อ 3 แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างบ้านเรา พอได้เห็นข่าวที่ ก.ล.ต. แถลงเรื่องเคสต่าง ๆ (อย่างข่าว "สุภาพร พิมพงษ์") ผมนี่ดวงตาเห็นธรรมเลยว่า การซื้อหุ้นในไทยเหมือนเอาชีวิตไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริง ๆ หุ้นไทยยังน่าซื้อเพื่อเอาปันผลอยู่แหละครับ แต่ต้องเลือกเฉพาะบริษัทที่ใหญ่และมั่นคงมาก ๆ เท่านั้น เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา อย่าหวังว่าเม่าน้อยอย่างเรา ๆ จะได้รับความยุติธรรม ความยุติธรรมไม่มีอยู่จริงสำหรับคนตัวเล็ก ๆ ในตลาดหุ้นไทยครับ
หวังว่าเรื่องราวของผมจะเป็นประโยชน์ หรืออย่างน้อยก็ช่วยเติมกำลังใจให้คนที่กำลังติดดอยอยู่ได้บ้างนะครับ
(พลีชีพ) พอร์ตเกือบดับ แต่ยังพอกลับมาได้
ออกตัวก่อนเลยว่ากระทู้นี้ไม่ได้มีเจตนาจะมาอวดเก่งหรือโชว์พอร์ตอะไรนะครับ
แต่อยากเขียนเพื่อเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนที่กำลังติดดอยหรือขาดทุนหนักอยู่ตอนนี้
ผมเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว (และอนาคตก็อาจจะเจออีก ใครจะรู้ 555)
เพื่อไม่ให้เสียเวลา เริ่มเลยครับ
เมื่อ 10 กรกฎาคม 2025 (2568) หรือ 1 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่พอร์ตของผมพังยับเยินที่สุดในชีวิต ตอนนั้นขาดทุนตัวเลขสมมติ (ขาดทุนทิพย์) ไปราว ๆ 450,000 บาท ตามภาพครับ
สังเกตในรูปได้เลยครับว่าผมแคปภาพนี้ไว้ตอนเวลาตีสาม เพราะคืนนั้นนอนไม่หลับจริง ๆ มันกระสับกระส่าย คิดวนเวียนว่าจะเอายังไงต่อดี
เงินก้อนนี้สำหรับบางคนอาจจะดูน้อย แต่สำหรับผม มันคือเงินก้อนสำคัญที่ตั้งใจเก็บออมร่วมกับแฟน เพื่อเอาไว้สร้างเงินปันผลใช้หลังเกษียณอายุ 60 ปี
สุดท้ายผมตัดสินใจบอกแฟนตรง ๆ ครับว่า "เงินของเราตอนนี้ขาดทุนอยู่เกือบห้าแสนนะ"
โชคดีมากที่แฟนผมไม่ซ้ำเติมเลยสักคำ เธอนิ่งและพูดแค่ว่า "ถ้ายังไม่เก่งพอ ก็อย่าเพิ่งลงเงินเพิ่มอีก"
ตอนนั้นมูลค่าพอร์ตรวมเงินสดของผมอยู่ที่ 1,563,598 บาทครับ (ยังไม่ได้หักขาดทุนทิพย์)
ตัดภาพกลับมาวันนี้ 10 กรกฎาคม 2026 (2569)(ขอแคปภาพตอน 3 ทุ่มพอนะครับ อยู่รอถึงตีสามแบบปีที่แล้วไม่ไหว 555)
พอร์ตผมพลิกกลับมาเป็นบวกได้แล้วครับ อยู่ที่ +3.29% แม้กำไรจะดูจุ๋มจิ๋มแค่ประมาณ 53,000 บาท
แต่สำหรับคนที่เคยจมกองเลือดข้ามปีมา ผมไม่หมิ่นเงินน้อยเลยครับ ขึ้นชื่อว่ากำไร ย่อมดีกว่าขาดทุนแน่นอน ตามภาพครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หมายเหตุ: มูลค่าพอร์ตรวมตอนนี้อยู่ที่ 1,621,109 บาท
ที่ตัวเลขพอร์ตรวมดูเยอะกว่าปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหุ้น SVI ออกจากตลาดไป ผมได้กำไรมาประมาณ 69,000 บาท เลยเอาเงินก้อนนั้นกลับเข้ามาสมทบในพอร์ตทั้งหมดครับ
(จริงๆ ถ้าเขายังไม่ออกจากตลาด ตอนนี้น่าจะกำไรกว่านี้อีก)
สรุป 4 บทเรียนราคาแพงที่ผมได้เรียนรู้หลังจากพอร์ตพังยับเยิน:
1. ถ้ามีเงินของคนในครอบครัวร่วมด้วย ให้รีบสารภาพบาป ต่อให้โดนด่าหรือโดนประณาม แต่อย่างน้อยใจเราจะเบาลง ไม่ต้องแบกความเครียดเอาไว้คนเดียวจนนอนไม่หลับตอนตีสาม
2. พอร์ตกลับมาได้เพราะหุ้นเทคสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าเวลามันบทจะลง มันลงแรงและดิ่งทีละหลายเปอร์เซ็นต์มาก ใครจะลงทุนผ่านพวก DR ต้องศึกษาและดูจังหวะให้ดีๆ ครับ
3. หลีกเลี่ยงหุ้นไทย (โดยเฉพาะหุ้น IPO) เพราะส่วนใหญ่ราคาแพงเกินจริงไปมาก กอไก่ล้านตัว!
4. หน่วยงานกำกับดูแลพึ่งพาได้ยาก ย้อนกลับไปข้อ 3 แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างบ้านเรา พอได้เห็นข่าวที่ ก.ล.ต. แถลงเรื่องเคสต่าง ๆ (อย่างข่าว "สุภาพร พิมพงษ์") ผมนี่ดวงตาเห็นธรรมเลยว่า การซื้อหุ้นในไทยเหมือนเอาชีวิตไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริง ๆ หุ้นไทยยังน่าซื้อเพื่อเอาปันผลอยู่แหละครับ แต่ต้องเลือกเฉพาะบริษัทที่ใหญ่และมั่นคงมาก ๆ เท่านั้น เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา อย่าหวังว่าเม่าน้อยอย่างเรา ๆ จะได้รับความยุติธรรม ความยุติธรรมไม่มีอยู่จริงสำหรับคนตัวเล็ก ๆ ในตลาดหุ้นไทยครับ
หวังว่าเรื่องราวของผมจะเป็นประโยชน์ หรืออย่างน้อยก็ช่วยเติมกำลังใจให้คนที่กำลังติดดอยอยู่ได้บ้างนะครับ