.
ลิซ่า ถาม ปีนี้หาดใหญ่รอดไหม? จี้นายกฯกางแผนระยะยาว เลิกพิธีกรรมแก้ปัญหาด้วยการลงพื้นที่
.
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม น.ส.
ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเพจ “
Pukkamon Nunarnan – ภคมน ลิซ่า หนุนอนันต์”
.
ไปๆมาอีกไม่กี่เดือนจะปลายปีอีกแล้ว สิ่งที่นึกอยู่ตลอดคือ หาดใหญ่รอดม่ายปีนี้
.
ไม่เห็นความพยามจะแก้ปัญหาระยะยาวอะไรเลย ช่วงนี้ในพื้นที่มีดราม่ากัน นายกฯก็แก้ปัญหาด้วยการลงพื้นที่หาดใหญ่วันที่10กรกฎาคมนี้
.
เลิกพิธีกรรมแบบนี้แล้วกางแผนมายาวๆ เอายังไง ดิฉันพูดไม่ต้องการพลอยกระแสอะไรกับเขาแต่ภาพหลอนภาพจำตลอด 14 วันมันยังชัดเจนมากๆ ชีวิตคนที่ทวงกลับมาไม่ได้ ธุรกิจที่ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูในระดับนโยบาย
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/975491598853858
.
.
กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เชื่อ “นพ.สรณ” มีแบ็กใหญ่หนุน หลัง กมธ.ใช้อำนาจเรียกชี้แจง 3 ครั้ง แต่ไม่มา
https://www.thairath.co.th/news/politic/2945099
.
“กมธ.พัฒนาการเมืองฯ” เชื่อ “นพ.สรณ” มีแบ็กใหญ่หนุน หลัง กมธ.ใช้อำนาจเรียกชี้แจง 3 ครั้ง แต่ไม่มา ขู่ หากยังเพิกเฉยอาจเข้าข่ายความผิดอาญา ด้าน “ผู้แทน ครป.” ซัด หน่วยงานรัฐไม่ให้ความร่วมมือ
.
วันที่ 9 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.พัฒนาการเมือง ว่า วาระนี้เป็นการพิจารณาต่อเนื่องเพราะมีการประชุมกันเป็นครั้งที่ 3 กรณีคุณสมบัติต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยล่าสุดได้มีการเรียก นายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาให้ข้อมูลโดยใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียก แต่สุดท้ายได้ส่งตัวแทนมาและถามอะไรไปก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องของเอกสารที่ยังไม่ค่อยชัดเจน จึงมีการตั้งคำถามในกรรมาธิการโดย นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ว่าสุดท้ายแล้วมีความพยายามอย่างมากในการที่จะปกป้อง นพ.สรณ หรือไม่
.
น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า เพราะมีหลักฐานมากมายในเรื่องของคุณสมบัติต้องห้าม แต่สุดท้ายดูเหมือนมีองคาพยพจากหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่เรียกใครไปก็ไม่มีใครมาให้ข้อมูลด้วยตัวเองเลย คนที่มีตำแหน่งรับผิดชอบโดยตรงก็ไม่มีใครให้ข้อมูล คำถามสำคัญคือ นพ.สรณ เป็นใคร ทำไมมีการปกป้องกันอย่างเป็นองคาพยพเป็นระบบกันขนาดนี้ซึ่งจริงๆ ที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่ามหิดลบอกว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติสุดท้ายแล้วพอไปหาในแหล่งข่าว เราหาตัวผู้พูดไม่เจอก็เลยเป็นการตั้งคำถามว่าข่าวนี้เป็นข่าวปั่นหรือมาจากไหนแน่ และยืนยันว่าการนำเรื่องต่างๆ ที่ประชาชนร้องเรียนมาหารือในที่ประชุม เป็นการทำงานโดยสุจริต และไม่ได้มีการตั้งตนเป็นศาล แต่เอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยกัน เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ไม่ได้เอนเอียงไปข้างไหน แต่สุดท้ายก็ถูกร้องว่าไม่เป็นกลาง ซึ่งมองว่าเป็นการเล่นงานกันอย่างเป็นระบบ
....
ขณะที่ นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. และผู้แทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า เราไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ ในการให้ข้อมูลหลักฐาน และข้อเท็จจริงก็ปรากฏชัดตั้งแต่สมัย กมธ. ICT ของสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 วันนี้เราเชิญทุกหน่วยงานมาให้ข้อมูลแต่ละหน่วยงานก็ไม่ได้ให้เกียรติสภาในการตรวจสอบ รวมถึง นพ.สรณ ซึ่งวันนี้ได้ข่าวว่าบินไปมาเลเซีย และการให้ข้อมูลหลักฐานก็เป็นข้อมูลเก่า รวมถึงเอกสารอื่นๆ ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ ดังนั้นจึงต้องรอกรรมการสรรหาที่พิจารณาอยู่ ว่าหลักฐานที่เรามีเพียงพอหรือไม่ และการไม่มาชี้แจงข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีหลักฐานที่จะชี้แจงว่าตนเองไม่มีความผิด หรือหาหลักฐานที่จะมาค้านกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
.
นอกจากนี้ตนได้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อกรรมาธิการว่า คนที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในเรื่องนี้ ที่เกี่ยวกับคลื่นความถี่โทรคมนาคม มีทั้งเลขาธิการวุฒิสภา และประธานวุฒิสภา โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี หากพบว่าประธานขาดคุณสมบัติจะต้องปลดออกจากตำแหน่ง แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2567 จนถึงตอนนี้ ทาง ครป.ได้ยื่นขอให้ปลดประธานกสทช. และนายกรัฐมนตรีทุกคน แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายในทันทีและพยายามประวิงเวลา จึงอยากให้ กมธ.พัฒนาการเมืองตรวจสอบนายกรัฐมนตรีว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มาตรา 157 และจงใจฝ่าฝืนจริยธรรมขั้นร้ายแรง ที่พยายามประวิงเวลาช่วยเหลือคดีนี้หรือไม่ เพราะหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่ถูกปฏิเสธเลย
.
ดังนั้นถ้าคณะกรรมการสรรหาชี้ว่ามีความผิดเรื่องนายกฯละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ และหวังว่า กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จะส่งให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. เพื่อยื่นไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และถ้า เรื่องนี้จงใจฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง สส.ในกรรมาธิการ ก็สามารถเสนอชื่อ 1 ใน 10 ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ได้ เพราะเป็นความผิดร้ายแรง
.
น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า แม้ขณะนี้ใช้อำนาจเรียก นพ.สรณ ไปแล้วและในที่ประชุมมีการจดชวเลขซึ่งมีผลตามกฎหมาย หากหลังจากนี้เรียกแล้วไม่มาอีก ไม่ใช่แค่ ผิดพ.ร.บ.อำนาจเรียก แต่เป็นคดีอาญาได้เลย เจ้าหน้าที่ที่ให้ข้อมูลเท็จและให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงหรือปิดบังข้อมูลเจอกฎหมายแน่นอน พร้อมยืนยันว่าเราทำงานบนพื้นฐานของความเป็นกลาง สำรวจข้อมูลทุกอย่างบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และจะไม่หยุดแค่นี้แน่นอน จะตามต่อไปจนกว่าจะนำผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงโดยตรง
.
เมื่อถามว่าที่มีการเรียกไปแล้วไม่มา ได้มีการส่งหนังสือมาชี้แจงหรือไม่ น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า ซึ่งปลัด อว.บอกว่ามีหมายเดินทางประเทศมาเลเซีย แต่จริงๆ แล้วคนที่เซ็นรับเรื่องควรจะมาแต่ก็ไม่มา ซึ่งมีความพยายามอย่างชัดเจนที่จะหลบเลี่ยงเพราะเรียกไปสามครั้ง ติดธุระทั้งสามครั้ง ซึ่งมีการเรียกก็ไม่มา คำถามคือคนที่ดูแลทรัพยากรของชาติระดับแสนล้านที่มีตำแหน่งสำคัญมากๆ เมื่อถูกตั้งคำถาม แต่ก็เกิดองคาพยพหลายส่วนหลายฝ่ายที่ดูเหมือนจะร่วมมือกันหลบเลี่ยงให้ข้อมูลกัน ซึ่งเป็นการตั้งคำถามต่อไปว่า นพ.สรณ คือใครทำไมทุกคนต้องปกป้องกันขนาดนี้
.
ซึ่งมีการพูดคุยกันว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล กมธ.พัฒนาการเมืองฯ พยายามจัดการสิ่งนี้ให้เป็นเรื่องของการเมือง และเราดูตามข้อมูลหลักฐานพบว่ามีความพยายามจากทุกฝ่ายในการช่วยกันซัพพอร์ต ในการช่วยกันหลบหลีกไม่ให้ข้อมูลและเหมือนเป็นการอุ้ม นพ.สรณ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นเรื่องของการเมืองแน่นอน และยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองรวมถึงมีแบ็กใหญ่หนุนหลังแน่นอน
.
น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า คนที่มีตำแหน่งดูแลทรัพยากรของชาติแสนล้าน มีอำนาจในการที่จะตัดสินเรื่องที่สำคัญมากๆ มีคุณสมบัติต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง หลังจากถูกตั้งคำถาม ก็มีการหลบเลี่ยงตลอดเวลา ไม่มีความรับผิดชอบแค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีความเหมาะสม
.
.
เอกชน ชี้โซลาร์ประชาชนจำกัด 5 กิโลวัตต์ ไม่มีประโยชน์ เพราะแทบไม่เหลือไฟขายให้รัฐ
https://www.matichon.co.th/economy/news_5799331
.
เอกชน ชี้โซลาร์ประชาชนจำกัด 5 กิโลวัตต์ ไม่มีประโยชน์ เพราะแทบไม่เหลือไฟขายให้รัฐ ตอนนี้คนติดเพิ่มเพราะค่าไฟแพง ไม่ใช่เพราะนโยบายดี
.
นาย
ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการพลังงาน เปิดเผยถึง โครงการ“โซลาร์ภาคประชาชน หรือระบบ Net Billing ไม่ใช่นโยบายใหม่ แต่เป็นนโยบายที่มีมาตั้งแต่สมัยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เปิดให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและขายไฟฟ้าคืนเข้าระบบได้สูงสุด 10 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน โดยรับซื้อไฟฟ้ารวม 100 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลนำนโยบายเดิมกลับมาใช้ใหม่แต่กำหนดให้ขายไฟได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน นั้นแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
.
“
การกำหนดเพดานรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชนไว้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อบ้าน นั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะบ้านที่ติดตั้งโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่มีค่าไฟประมาณ 3,000-4,000 บาทต่อเดือน และไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็มักถูกใช้ภายในบ้านจนหมด คนที่ใช้ไฟมากกว่านี้ก็มักติดตั้งระบบใหญ่กว่า ดังนั้นการจำกัดรับซื้อไว้แค่ 5 กิโลวัตต์จึงแทบไม่เหลือไฟฟ้าส่วนเกินให้ขายคืนรัฐ เพราะระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ผลิตไฟได้ประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเจ้าของบ้านก็เอาไปใช้เองหมดอยู่แล้ว ใครจะเหลือขายให้รัฐบาล” นาย
ตรีรัตน์ กล่าว
.
นาย
ตรีรัตน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ).จะรับซื้อไฟจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทหน่วย เป็นเวลา 10 ปี แต่ประชาชนต้องซื้อไฟฟ้าที่ราว 4.50 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ต้นทุนระบบสายส่งรวมกำไรอยู่แค่ 0.75 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากประชาชนเหลือไฟฟ้าแล้วจะเอามาขาย ก็ไม่อยากขายเพราะหากเก็บไว้ใช้เอง เขาประหยัดค่าไฟฟ้าได้ ส่วนการเพิ่มโควตารับซื้อไฟฟ้ารวมเป็น 500 เมกะวัตต์ ถือว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม แต่ควรปรับเพดานกำลังผลิตต่อครัวเรือนกลับไปที่ 10 กิโลวัตต์เหมือนในอดีต ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชนจริง มีอยู่ 2 ทางเลือก คือ ควรรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงกว่านี้ หรือไม่ก็ขายไฟฟ้าให้ประชาชนในราคาที่ถูกลง เพื่อลดกำไรส่วนต่าง และควรสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแบตเตอรี่มากกว่า เพื่อให้เก็บไฟไว้ใช้เอง แทนที่จะขายคืนรัฐในราคา 2.16 บาท แล้วรัฐนำไปขายต่อในราคา 4.50 บาท
.
“
รัฐบาลอย่าเพิ่งภูมิใจนะว่าวันนี้คนติดโซลาร์เยอะ เพราะนโยบายรัฐออกมาตอบโจทย์ นโยบายรัฐดี คนติดโซลาร์เยอะนั้นไม่ใช่ แต่เพราะค่าไฟฟ้าแพง และประชาชนต้องการลดค่าไฟของตัวเอง แต่นโยบายของภาครัฐที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ตรงจุดเลย” นาย
ตรีรัตน์ กล่าว
JJNY : ลิซ่าถาม ปีนี้หาดใหญ่รอดไหม?│กมธ.เชื่อ“นพ.สรณ”มีแบ็กใหญ่หนุน│ชี้โซลาร์ปชช.จำกัด ไม่มีประโยชน์│เตือน 39 จว.ตกหนัก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5799422
.
ลิซ่า ถาม ปีนี้หาดใหญ่รอดไหม? จี้นายกฯกางแผนระยะยาว เลิกพิธีกรรมแก้ปัญหาด้วยการลงพื้นที่
.
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Pukkamon Nunarnan – ภคมน ลิซ่า หนุนอนันต์”
.
ไปๆมาอีกไม่กี่เดือนจะปลายปีอีกแล้ว สิ่งที่นึกอยู่ตลอดคือ หาดใหญ่รอดม่ายปีนี้
.
ไม่เห็นความพยามจะแก้ปัญหาระยะยาวอะไรเลย ช่วงนี้ในพื้นที่มีดราม่ากัน นายกฯก็แก้ปัญหาด้วยการลงพื้นที่หาดใหญ่วันที่10กรกฎาคมนี้
.
เลิกพิธีกรรมแบบนี้แล้วกางแผนมายาวๆ เอายังไง ดิฉันพูดไม่ต้องการพลอยกระแสอะไรกับเขาแต่ภาพหลอนภาพจำตลอด 14 วันมันยังชัดเจนมากๆ ชีวิตคนที่ทวงกลับมาไม่ได้ ธุรกิจที่ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูในระดับนโยบาย
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/975491598853858
.
.
กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เชื่อ “นพ.สรณ” มีแบ็กใหญ่หนุน หลัง กมธ.ใช้อำนาจเรียกชี้แจง 3 ครั้ง แต่ไม่มา
https://www.thairath.co.th/news/politic/2945099
.
.
เอกชน ชี้โซลาร์ประชาชนจำกัด 5 กิโลวัตต์ ไม่มีประโยชน์ เพราะแทบไม่เหลือไฟขายให้รัฐ
https://www.matichon.co.th/economy/news_5799331
.
เอกชน ชี้โซลาร์ประชาชนจำกัด 5 กิโลวัตต์ ไม่มีประโยชน์ เพราะแทบไม่เหลือไฟขายให้รัฐ ตอนนี้คนติดเพิ่มเพราะค่าไฟแพง ไม่ใช่เพราะนโยบายดี
.
นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการพลังงาน เปิดเผยถึง โครงการ“โซลาร์ภาคประชาชน หรือระบบ Net Billing ไม่ใช่นโยบายใหม่ แต่เป็นนโยบายที่มีมาตั้งแต่สมัยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เปิดให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและขายไฟฟ้าคืนเข้าระบบได้สูงสุด 10 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน โดยรับซื้อไฟฟ้ารวม 100 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลนำนโยบายเดิมกลับมาใช้ใหม่แต่กำหนดให้ขายไฟได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน นั้นแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
.
“การกำหนดเพดานรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชนไว้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อบ้าน นั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะบ้านที่ติดตั้งโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่มีค่าไฟประมาณ 3,000-4,000 บาทต่อเดือน และไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็มักถูกใช้ภายในบ้านจนหมด คนที่ใช้ไฟมากกว่านี้ก็มักติดตั้งระบบใหญ่กว่า ดังนั้นการจำกัดรับซื้อไว้แค่ 5 กิโลวัตต์จึงแทบไม่เหลือไฟฟ้าส่วนเกินให้ขายคืนรัฐ เพราะระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ผลิตไฟได้ประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเจ้าของบ้านก็เอาไปใช้เองหมดอยู่แล้ว ใครจะเหลือขายให้รัฐบาล” นายตรีรัตน์ กล่าว
.
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ).จะรับซื้อไฟจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทหน่วย เป็นเวลา 10 ปี แต่ประชาชนต้องซื้อไฟฟ้าที่ราว 4.50 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ต้นทุนระบบสายส่งรวมกำไรอยู่แค่ 0.75 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากประชาชนเหลือไฟฟ้าแล้วจะเอามาขาย ก็ไม่อยากขายเพราะหากเก็บไว้ใช้เอง เขาประหยัดค่าไฟฟ้าได้ ส่วนการเพิ่มโควตารับซื้อไฟฟ้ารวมเป็น 500 เมกะวัตต์ ถือว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม แต่ควรปรับเพดานกำลังผลิตต่อครัวเรือนกลับไปที่ 10 กิโลวัตต์เหมือนในอดีต ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชนจริง มีอยู่ 2 ทางเลือก คือ ควรรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงกว่านี้ หรือไม่ก็ขายไฟฟ้าให้ประชาชนในราคาที่ถูกลง เพื่อลดกำไรส่วนต่าง และควรสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแบตเตอรี่มากกว่า เพื่อให้เก็บไฟไว้ใช้เอง แทนที่จะขายคืนรัฐในราคา 2.16 บาท แล้วรัฐนำไปขายต่อในราคา 4.50 บาท
.
“รัฐบาลอย่าเพิ่งภูมิใจนะว่าวันนี้คนติดโซลาร์เยอะ เพราะนโยบายรัฐออกมาตอบโจทย์ นโยบายรัฐดี คนติดโซลาร์เยอะนั้นไม่ใช่ แต่เพราะค่าไฟฟ้าแพง และประชาชนต้องการลดค่าไฟของตัวเอง แต่นโยบายของภาครัฐที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ตรงจุดเลย” นายตรีรัตน์ กล่าว