วิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี พ.ศ. 2540 / 1997) เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศไทยจากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท แต่ด้วยระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างหนาแน่น ทำให้เกิด "โรคติดต่อทางการเงิน" (Financial Contagion) แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วภูมิภาคเอเชีย และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงระดับโลก โดยกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบสามารถแบ่งออกได้ตามระดับความรุนแรง ดังนี้ครับ
1. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด (ต้องเข้าโปรแกรมกู้เงิน IMF)
นอกจาก ประเทศไทย แล้ว มีอีก 2 ประเทศในเอเชียที่ระบบเศรษฐกิจแทบจะล่มสลายจนต้องกู้เงินและทำตามเงื่อนไขอันเข้มงวดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้แก่:
* อินโดนีเซีย 🇮🇩: เป็นประเทศที่บอบช้ำที่สุด ค่าเงินรูเปียห์ดิ่งลงเหวอย่างรุนแรง (มูลค่าหายไปกว่า 80%) เกิดเงินเฟ้อขั้นรุนแรง สินค้าขาดแคลน จนนำไปสู่จลาจลครั้งใหญ่และการประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตที่ครองอำนาจมานานกว่า 30 ปีให้ต้องลงจากตำแหน่ง
* เกาหลีใต้ 🇰🇷: บริษัทยักษ์ใหญ่ (Chaebol) หลายแห่งล้มละลาย ค่าเงินวอนตกต่ำอย่างหนัก จนประชาชนชาวเกาหลีใต้ต้องร่วมใจกันนำทองคำส่วนตัวมาบริจาคให้รัฐบาลเพื่อนำไปใช้หนี้ IMF
2. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักในระดับภูมิภาค
กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเศรษฐกิจหลักในเอเชียที่โดนโจมตีค่าเงินและตลาดหุ้นทรุดตัวอย่างรุนแรง:
* มาเลเซีย 🇲🇾: ค่าเงินริงกิตและตลาดหุ้นร่วงหนัก ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) เลือกที่จะไม่รับความช่วยเหลือจาก IMF แต่ใช้วิธีควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายและตรึงค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐแทนเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
* ฟิลิปปินส์ 🇵🇭: ค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงอย่างมาก ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อสกัดเงินทุนไหลออก ทำให้การลงทุนชะงัก
* ฮ่องกง 🇭🇰: เผชิญกับการเก็งกำไรและโจมตีค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงอย่างหนัก รัฐบาลฮ่องกงต้องใช้เงินสำรองมหาศาล (ราวกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เข้าแทรกแซงตลาดหุ้นเพื่อสู้กับนักเก็งกำไร
* สิงคโปร์ 🇸🇬 และ ไต้หวัน 🇹🇼: แม้จะมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองหนาแน่น แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อม ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและค่าเงินอ่อนตัวลงตามภูมิภาค
3. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องในระดับโลก (Ripple Effect)
แรงสะเทือนจากเอเชียส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกลัวและดึงเงินทุนออกจาก "ตลาดเกิดใหม่" (Emerging Markets) ทั่วโลก จนลามไปเกิดวิกฤตในทวีปอื่น:
* รัสเซีย 🇷🇺 (ปี 2541): ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลง (เพราะเอเชียลดการนำเข้า) ประกอบกับเงินทุนไหลออก จนรัฐบาลรัสเซียต้องประกาศพักชำระหนี้ต่างประเทศและปล่อยค่าเงินรูเบิลลอยตัว
* อาร์เจนตินา 🇦🇷: ระบบเศรษฐกิจผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐอย่างเข้มงวด เมื่อเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจของอาร์เจนตินาค่อย ๆ ทรุดตัวจนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในช่วงปี 2544-2545
* สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น 🇺🇸🇯🇵: แม้ไม่เกิดวิกฤตโดยตรง แต่สถาบันการเงินและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (เช่น Long-Term Capital Management - LTCM) ที่ไปลงทุนในตลาดเหล่านี้เกือบต้องล้มละลาย จนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเข้ามาช่วยโอบอุ้มเพื่อไม่ให้กระทบระบบการเงินโลก
คนเข้าใจผิดกันเยอะ เพราะชื่อวิกฤตบ้านเราเรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง" คนจึงมักจำว่าเกิดขึ้นและจบลงแค่ที่ประเทศไทย แต่ในระดับสากลหรือในตำราเศรษฐกิจโลก เขาจะเรียกวิกฤตครั้งนี้ว่า "Asian Financial Crisis" (วิกฤตการเงินเอเชีย) ครับ เพราะมันส่งผลกระทบเป็นโดมิโนลามไปทั้งทวีป และลามไปถึงทวีปอื่น ๆ ด้วย
เหตุผลที่มันลามไปประเทศอื่นรวดเร็วขนาดนั้น (เศรษฐศาสตร์เรียกว่าอาการ Contagion หรือโรคติดต่อทางการเงิน) เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ๆ คือ:
* โครงสร้างเศรษฐกิจที่คล้ายกัน: ในยุคนั้น ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ (รวมถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์) ต่างก็ใช้ระบบ "ตรึงค่าเงิน" ไว้กับดอลลาร์สหรัฐเหมือนไทย และพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติระยะสั้นเหมือนกัน พอนักลงทุนต่างชาติเห็นว่าไทย "เปลือกนอกดูดีแต่ไส้ในพัง" (มีหนี้ต่างประเทศสูงแต่เงินสำรองหมด) เขาก็เริ่มระแวงว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชียก็น่าจะเป็นเหมือนกัน
* การโดนโจมตีค่าเงินพร้อมกัน: พอนักเก็งกำไรค่าเงิน (เช่น กองทุนควันตัมของจอร์จ โซรอส) โจมตีค่าเงินบาทไทยสำเร็จจนไทยต้องยอมปล่อยลอยตัวเงินบาท พวกเขาก็หันไปโจมตีค่าเงินรูเปียห์ (อินโดนีเซีย) เงินริงกิต (มาเลเซีย) และเงินเปโซ (ฟิลิปปินส์) ต่อทันที เพราะรู้ว่าธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ไม่มีกำลังพอที่จะสู้
* นักลงทุนตื่นตระหนก (Panic): นักลงทุนต่างชาติเกิดอาการ "เหมารวม" พอเห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มพัง ก็พากันเทขายหุ้น เทขายสินทรัพย์ และแห่ถอนเงินออกจากทุกประเทศในภูมิภาคนี้เพื่อความปลอดภัย แม้แต่ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งอย่างเกาหลีใต้ ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ก็พลอยโดนหางเลขถูกสูบเงินทุนไหลกลับประเทศตะวันตกไปด้วย ดังนั้น จุดเริ่มต้นอาจจะอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ความบอบช้ำในหลายประเทศรุนแรงไม่แพ้เราเลยครับ โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย ที่วิกฤตเศรษฐกิจลามไปเป็นวิกฤตการเมืองจนเปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศเขาไปเลย หรือ เกาหลีใต้ ที่ต้องระดมทุนคนในชาติเอาทองคำมาช่วยใช้หนี้ IMF เพื่อกู้ศักดิ์ศรีประเทศกลับคืนมาครับ
โลกเศรษฐกิจยุคนั้น (ช่วงปลายทศวรรษที่ 90) เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ยุค "โลกาภิวัตน์" (Globalization) แบบเต็มตัวครับ หลายคนเลยยังติดภาพจำว่าเศรษฐกิจแต่ละประเทศแยกขาดจากกัน แต่ในความเป็นจริง เครือข่ายการเงินโลกมันเชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุมไว้เรียบร้อยแล้ว พอมีจุดหนึ่งขาด มันเลยสะเทือนไปทั้งแผง
ถ้าให้เห็นภาพชัดขึ้น วิกฤตต้มยำกุ้งในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ เปรียบเหมือน "ไฟไหม้ตึกแถว" ครับ:
* ไทย คือบ้านต้นเพลิงที่ไฟลุกพรึบขึ้นมาเป็นหลังแรก
* อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ คือบ้านที่อยู่ติดกัน โครงสร้างบ้านคล้ายกัน (ใช้ระบบตรึงค่าเงินเหมือนกัน) พอไฟมาลมพัด แรงสะเทือนและเปลวไฟก็ลามไปติดทันที
* นักลงทุนต่างชาติ ก็เหมือน "คนนอก" ที่พอเห็นไฟไหม้ตึกแถวนี้ปุ๊บ แทนที่จะเดินไปดูว่าบ้านไหนไหม้บ้าง พวกเขาเลือกที่จะ "วิ่งหนีและขนของออกจากตึกแถวนั้นทั้งหมดทันที" เพราะกลัวว่าไฟจะลามมาถึงของตัวเอง ความตื่นตระหนก (Panic) นี้เองที่ทำให้ประเทศที่ไม่ได้มีปัญหาหนักในตอนแรกพลอยโดนสูบเงินทุนออกจนระบบรวนไปด้วย
ความเชื่อมโยงนี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกตื่นตัวมาก เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า "โรคติดต่อทางการเงิน" (Financial Contagion) มีอยู่จริง และรุนแรงกว่าที่ใครคิดหลังจากวิกฤตครั้งนั้น ทุกประเทศในเอเชียเลยเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ หันมาสะสม "เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ" กันแบบมหาศาลเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัว ไม่ยอมให้ใครมาโจมตีค่าเงินได้ง่าย ๆ และเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวกันเป็นส่วนใหญ่ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
วิกฤตต้มยำกุ้งไม่ใช่วิกฤษแค่ในไทยแต่ลุกรามไปหลายประเทศ
1. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด (ต้องเข้าโปรแกรมกู้เงิน IMF)
นอกจาก ประเทศไทย แล้ว มีอีก 2 ประเทศในเอเชียที่ระบบเศรษฐกิจแทบจะล่มสลายจนต้องกู้เงินและทำตามเงื่อนไขอันเข้มงวดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้แก่:
* อินโดนีเซีย 🇮🇩: เป็นประเทศที่บอบช้ำที่สุด ค่าเงินรูเปียห์ดิ่งลงเหวอย่างรุนแรง (มูลค่าหายไปกว่า 80%) เกิดเงินเฟ้อขั้นรุนแรง สินค้าขาดแคลน จนนำไปสู่จลาจลครั้งใหญ่และการประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตที่ครองอำนาจมานานกว่า 30 ปีให้ต้องลงจากตำแหน่ง
* เกาหลีใต้ 🇰🇷: บริษัทยักษ์ใหญ่ (Chaebol) หลายแห่งล้มละลาย ค่าเงินวอนตกต่ำอย่างหนัก จนประชาชนชาวเกาหลีใต้ต้องร่วมใจกันนำทองคำส่วนตัวมาบริจาคให้รัฐบาลเพื่อนำไปใช้หนี้ IMF
2. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักในระดับภูมิภาค
กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเศรษฐกิจหลักในเอเชียที่โดนโจมตีค่าเงินและตลาดหุ้นทรุดตัวอย่างรุนแรง:
* มาเลเซีย 🇲🇾: ค่าเงินริงกิตและตลาดหุ้นร่วงหนัก ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) เลือกที่จะไม่รับความช่วยเหลือจาก IMF แต่ใช้วิธีควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายและตรึงค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐแทนเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
* ฟิลิปปินส์ 🇵🇭: ค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงอย่างมาก ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อสกัดเงินทุนไหลออก ทำให้การลงทุนชะงัก
* ฮ่องกง 🇭🇰: เผชิญกับการเก็งกำไรและโจมตีค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงอย่างหนัก รัฐบาลฮ่องกงต้องใช้เงินสำรองมหาศาล (ราวกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เข้าแทรกแซงตลาดหุ้นเพื่อสู้กับนักเก็งกำไร
* สิงคโปร์ 🇸🇬 และ ไต้หวัน 🇹🇼: แม้จะมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองหนาแน่น แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อม ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและค่าเงินอ่อนตัวลงตามภูมิภาค
3. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องในระดับโลก (Ripple Effect)
แรงสะเทือนจากเอเชียส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกลัวและดึงเงินทุนออกจาก "ตลาดเกิดใหม่" (Emerging Markets) ทั่วโลก จนลามไปเกิดวิกฤตในทวีปอื่น:
* รัสเซีย 🇷🇺 (ปี 2541): ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลง (เพราะเอเชียลดการนำเข้า) ประกอบกับเงินทุนไหลออก จนรัฐบาลรัสเซียต้องประกาศพักชำระหนี้ต่างประเทศและปล่อยค่าเงินรูเบิลลอยตัว
* อาร์เจนตินา 🇦🇷: ระบบเศรษฐกิจผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐอย่างเข้มงวด เมื่อเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจของอาร์เจนตินาค่อย ๆ ทรุดตัวจนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในช่วงปี 2544-2545
* สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น 🇺🇸🇯🇵: แม้ไม่เกิดวิกฤตโดยตรง แต่สถาบันการเงินและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (เช่น Long-Term Capital Management - LTCM) ที่ไปลงทุนในตลาดเหล่านี้เกือบต้องล้มละลาย จนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเข้ามาช่วยโอบอุ้มเพื่อไม่ให้กระทบระบบการเงินโลก
คนเข้าใจผิดกันเยอะ เพราะชื่อวิกฤตบ้านเราเรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง" คนจึงมักจำว่าเกิดขึ้นและจบลงแค่ที่ประเทศไทย แต่ในระดับสากลหรือในตำราเศรษฐกิจโลก เขาจะเรียกวิกฤตครั้งนี้ว่า "Asian Financial Crisis" (วิกฤตการเงินเอเชีย) ครับ เพราะมันส่งผลกระทบเป็นโดมิโนลามไปทั้งทวีป และลามไปถึงทวีปอื่น ๆ ด้วย
เหตุผลที่มันลามไปประเทศอื่นรวดเร็วขนาดนั้น (เศรษฐศาสตร์เรียกว่าอาการ Contagion หรือโรคติดต่อทางการเงิน) เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ๆ คือ:
* โครงสร้างเศรษฐกิจที่คล้ายกัน: ในยุคนั้น ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ (รวมถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์) ต่างก็ใช้ระบบ "ตรึงค่าเงิน" ไว้กับดอลลาร์สหรัฐเหมือนไทย และพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติระยะสั้นเหมือนกัน พอนักลงทุนต่างชาติเห็นว่าไทย "เปลือกนอกดูดีแต่ไส้ในพัง" (มีหนี้ต่างประเทศสูงแต่เงินสำรองหมด) เขาก็เริ่มระแวงว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชียก็น่าจะเป็นเหมือนกัน
* การโดนโจมตีค่าเงินพร้อมกัน: พอนักเก็งกำไรค่าเงิน (เช่น กองทุนควันตัมของจอร์จ โซรอส) โจมตีค่าเงินบาทไทยสำเร็จจนไทยต้องยอมปล่อยลอยตัวเงินบาท พวกเขาก็หันไปโจมตีค่าเงินรูเปียห์ (อินโดนีเซีย) เงินริงกิต (มาเลเซีย) และเงินเปโซ (ฟิลิปปินส์) ต่อทันที เพราะรู้ว่าธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ไม่มีกำลังพอที่จะสู้
* นักลงทุนตื่นตระหนก (Panic): นักลงทุนต่างชาติเกิดอาการ "เหมารวม" พอเห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มพัง ก็พากันเทขายหุ้น เทขายสินทรัพย์ และแห่ถอนเงินออกจากทุกประเทศในภูมิภาคนี้เพื่อความปลอดภัย แม้แต่ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งอย่างเกาหลีใต้ ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ก็พลอยโดนหางเลขถูกสูบเงินทุนไหลกลับประเทศตะวันตกไปด้วย ดังนั้น จุดเริ่มต้นอาจจะอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ความบอบช้ำในหลายประเทศรุนแรงไม่แพ้เราเลยครับ โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย ที่วิกฤตเศรษฐกิจลามไปเป็นวิกฤตการเมืองจนเปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศเขาไปเลย หรือ เกาหลีใต้ ที่ต้องระดมทุนคนในชาติเอาทองคำมาช่วยใช้หนี้ IMF เพื่อกู้ศักดิ์ศรีประเทศกลับคืนมาครับ
โลกเศรษฐกิจยุคนั้น (ช่วงปลายทศวรรษที่ 90) เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ยุค "โลกาภิวัตน์" (Globalization) แบบเต็มตัวครับ หลายคนเลยยังติดภาพจำว่าเศรษฐกิจแต่ละประเทศแยกขาดจากกัน แต่ในความเป็นจริง เครือข่ายการเงินโลกมันเชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุมไว้เรียบร้อยแล้ว พอมีจุดหนึ่งขาด มันเลยสะเทือนไปทั้งแผง
ถ้าให้เห็นภาพชัดขึ้น วิกฤตต้มยำกุ้งในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ เปรียบเหมือน "ไฟไหม้ตึกแถว" ครับ:
* ไทย คือบ้านต้นเพลิงที่ไฟลุกพรึบขึ้นมาเป็นหลังแรก
* อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ คือบ้านที่อยู่ติดกัน โครงสร้างบ้านคล้ายกัน (ใช้ระบบตรึงค่าเงินเหมือนกัน) พอไฟมาลมพัด แรงสะเทือนและเปลวไฟก็ลามไปติดทันที
* นักลงทุนต่างชาติ ก็เหมือน "คนนอก" ที่พอเห็นไฟไหม้ตึกแถวนี้ปุ๊บ แทนที่จะเดินไปดูว่าบ้านไหนไหม้บ้าง พวกเขาเลือกที่จะ "วิ่งหนีและขนของออกจากตึกแถวนั้นทั้งหมดทันที" เพราะกลัวว่าไฟจะลามมาถึงของตัวเอง ความตื่นตระหนก (Panic) นี้เองที่ทำให้ประเทศที่ไม่ได้มีปัญหาหนักในตอนแรกพลอยโดนสูบเงินทุนออกจนระบบรวนไปด้วย
ความเชื่อมโยงนี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกตื่นตัวมาก เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า "โรคติดต่อทางการเงิน" (Financial Contagion) มีอยู่จริง และรุนแรงกว่าที่ใครคิดหลังจากวิกฤตครั้งนั้น ทุกประเทศในเอเชียเลยเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ หันมาสะสม "เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ" กันแบบมหาศาลเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัว ไม่ยอมให้ใครมาโจมตีค่าเงินได้ง่าย ๆ และเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวกันเป็นส่วนใหญ่ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย