จากกระแสข่าวคดี “แอร์มีนา” ลูกเรือสายการบินไทยที่ถูกจับคดียาเสพติด (เฮโรอีน) ที่ประเทศออสเตรเลีย หลังจากรับจ้างหิ้วกระเป๋าผ้าลายช้างผ่านเพจโซเชียล สิ่งหนึ่งที่สังคมและนักกฎหมายสายเคร่งชอบหยิบยกมาวิจารณ์คือ “ทำไมไม่เอะใจ?” หรือ “ค่าจ้างตั้ง 8,800 บาท ไม่คิดว่าสูงผิดปกติเหรอ?”
แต่ถ้าเราลองมาแกะพฤติการณ์ในมุมของ “มนุษย์ปุถุชนทั่วไป” และความจริงของตลาดรับหิ้ว เราจะพบว่าระบบกฎหมายกำลังเอาบรรทัดฐานของคนฉลาดระดับอัจฉริยะ มาตัดสินคนธรรมดาอย่างไม่เป็นธรรมหรือเปล่า?
1. ค่าจ้าง 8,800 บาท ไม่ใช่เงินปิดปาก แต่มันคือ “ราคาตลาดปกติ”
สิ่งที่หลายคนขยี้ว่าเงินแปดพันกว่าบาทดูเยอะเกินไปสำหรับกระเป๋าผ้า 12 ใบ แต่อย่าลืมว่าในโลกของการรับจ้างหิ้วของข้ามประเทศ เขาคิดราคาตาม “น้ำหนักน้ำหนักสิ่งของเป็นกิโลกรัม” ไม่ได้คิดตามมูลค่าสินค้า ซึ่งเรตราคาตลาดทั่วไปจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 ถึง 1,000+ บาท ในคดีนี้กระเป๋าผ้าลายช้างถูกส่งมาในพัสดุน้ำหนักรวมถึงประมาณ 9 กิโลกรัม!
เมื่อคำนวณตามเนื้อผ้า เงิน 8,800 บาทจึงเป็นตัวเลขที่ สมเหตุสมผลตามเรตราคาตลาดปกติมาก ขบวนการค้ายาเสพติดทำการบ้านมาเนียนมาก ตั้งราคาจ้างให้ตรงเป๊ะกับราคาตลาดเพื่อไม่ให้เหยื่อเกิดความระแวง แล้วแบบนี้คนธรรมดาที่ไหนจะไปคิดเยอะว่ามันคือเงินสินบนค้ายาเสพติด?
2. “คนเราคิดไม่เท่ากัน” กฎหมายออสเตรเลียจะเอาความฉลาดมาตัดสินไม่ได้
จุดตายของกฎหมายออสเตรเลียคือการใช้หลัก Wilful Blindness (แกล้งทำเป็นไม่รู้) โดยศาลมักจะอ้างเกณฑ์ “วิญญูชน” หรือคนปกติทั่วไปว่าควรต้องตั้งข้อสงสัย แต่ถามจริง ๆ ในโลกความเป็นจริง เคยมีใครทำผลสำรวจจริง ๆ ไหมว่ามนุษย์เดินดินทั่วไปจะเอะใจกับเรื่องแบบนี้เกิน 50% หรือเปล่า? ดีไม่ดีคนไม่คิดเยอะอาจจะมีมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ!
ผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความที่เรียนจบสูง ๆ นั่งวิเคราะห์คดีในห้องแอร์ มีสัญชาตญาณความระแวงภัยขั้นสูง จึงชอบเอาบรรทัดฐานและความคิดของตัวเอง (ที่คิดซับซ้อนหลายตลบ) ไปครอบหัวจำเลย แล้วตราหน้าว่า “คุณประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ทั้งที่ในความจริง มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตบนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ และการทำมาหากินสุจริตตามเรตราคาที่ควรจะได้เท่านั้น
3. ความรับรู้ของคนสามัญ: ถ้าไม่ได้เห็นก้อนยาโต้ง ๆ ใครจะไปรู้?
ในมุมมองของคนทั่วไป คำว่า “รู้ว่ามียาเสพติด” คือการเปิดกระเป๋ามาแล้วเจอผงสีขาว เจอยาบ้าเป็นเม็ด ๆ หรือเจอวัตถุต้องสงสัยวางอยู่ชัดเจน นั่นคือสิ่งที่คนสามัญรับรู้และเอะใจได้ทันที
แต่นี่คือยาเสพติดที่ถูก แยกส่วน ถอดรหัส แล้วนำไปตัดเย็บซุกซ่อนอยู่ภายในซับใน โครงสร้าง หรือตะเข็บของกระเป๋าอย่างมิดชิด ชนิดที่ว่าต่อให้คนธรรมดาเปิดกระเป๋าออกมาคลำดูด้วยตาเปล่าก็ไม่มีวันรู้ ถ้าไม่มีเครื่องสแกนเอกซเรย์ (X-ray) ของสนามบิน ในเมื่อมิจฉาชีพใช้เทคนิคระดับมืออาชีพที่ซ่อนเร้นเนียนตาขนาดนั้น มันเกินวิสัยที่คนธรรมดาจะจินตนาการไปถึง
บทสรุป: ความจริงอันโหดร้าย และความหวังในชั้นศาล
สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นเลยว่า กฎหมายบางครั้งก็ตัดขาดจากพฤติกรรมศาสตร์และพฤติกรรมจริง ๆ ของมนุษย์ในสังคม ออสเตรเลียเลือกที่จะ “ใจร้าย” ยอมขังคนซื่อที่คิดน้อย ดีกว่าปล่อยให้มีช่องโหว่ในระบบคัดกรองของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทางรอดของแอร์มีนาในตอนนี้น่าจะอยู่ที่ ระบบลูกขุน (Jury) ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประชาชนคนธรรมดา ไม่ใช่นักกฎหมายไอคิวสูง รวมถึงหลักฐานเด็ดจากฝั่งไทยที่ ป.ป.ส. สามารถจับกุมเครือข่ายต้นทางที่ยอมรับว่าแอร์สาวเป็นเพียงเหยื่อ หวังว่าทนายจะนำภาพสัมภาระที่ถูกซุกซ่อนอย่างแยบยลนี้ ไปเปิดตาให้ศาลออสเตรเลียเห็นว่า "ต่อให้เป็นพวกท่านเองมาเปิดดู ก็ไม่มีวันรู้เหมือนกัน" เพื่อคืนความยุติธรรมให้คนธรรมดาที่ตกเป็นเหยื่อรายนี้เสียที
ถอดรหัสคดีแอร์ฯ หิ้วยาที่ออสเตรเลีย: เมื่อ “กฎหมายในห้องแอร์” บังคับให้คนธรรมดาต้องมีไอคิวระดับยอดสืบ?
แต่ถ้าเราลองมาแกะพฤติการณ์ในมุมของ “มนุษย์ปุถุชนทั่วไป” และความจริงของตลาดรับหิ้ว เราจะพบว่าระบบกฎหมายกำลังเอาบรรทัดฐานของคนฉลาดระดับอัจฉริยะ มาตัดสินคนธรรมดาอย่างไม่เป็นธรรมหรือเปล่า?
1. ค่าจ้าง 8,800 บาท ไม่ใช่เงินปิดปาก แต่มันคือ “ราคาตลาดปกติ”
สิ่งที่หลายคนขยี้ว่าเงินแปดพันกว่าบาทดูเยอะเกินไปสำหรับกระเป๋าผ้า 12 ใบ แต่อย่าลืมว่าในโลกของการรับจ้างหิ้วของข้ามประเทศ เขาคิดราคาตาม “น้ำหนักน้ำหนักสิ่งของเป็นกิโลกรัม” ไม่ได้คิดตามมูลค่าสินค้า ซึ่งเรตราคาตลาดทั่วไปจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 ถึง 1,000+ บาท ในคดีนี้กระเป๋าผ้าลายช้างถูกส่งมาในพัสดุน้ำหนักรวมถึงประมาณ 9 กิโลกรัม!
เมื่อคำนวณตามเนื้อผ้า เงิน 8,800 บาทจึงเป็นตัวเลขที่ สมเหตุสมผลตามเรตราคาตลาดปกติมาก ขบวนการค้ายาเสพติดทำการบ้านมาเนียนมาก ตั้งราคาจ้างให้ตรงเป๊ะกับราคาตลาดเพื่อไม่ให้เหยื่อเกิดความระแวง แล้วแบบนี้คนธรรมดาที่ไหนจะไปคิดเยอะว่ามันคือเงินสินบนค้ายาเสพติด?
2. “คนเราคิดไม่เท่ากัน” กฎหมายออสเตรเลียจะเอาความฉลาดมาตัดสินไม่ได้
จุดตายของกฎหมายออสเตรเลียคือการใช้หลัก Wilful Blindness (แกล้งทำเป็นไม่รู้) โดยศาลมักจะอ้างเกณฑ์ “วิญญูชน” หรือคนปกติทั่วไปว่าควรต้องตั้งข้อสงสัย แต่ถามจริง ๆ ในโลกความเป็นจริง เคยมีใครทำผลสำรวจจริง ๆ ไหมว่ามนุษย์เดินดินทั่วไปจะเอะใจกับเรื่องแบบนี้เกิน 50% หรือเปล่า? ดีไม่ดีคนไม่คิดเยอะอาจจะมีมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ!
ผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความที่เรียนจบสูง ๆ นั่งวิเคราะห์คดีในห้องแอร์ มีสัญชาตญาณความระแวงภัยขั้นสูง จึงชอบเอาบรรทัดฐานและความคิดของตัวเอง (ที่คิดซับซ้อนหลายตลบ) ไปครอบหัวจำเลย แล้วตราหน้าว่า “คุณประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ทั้งที่ในความจริง มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตบนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ และการทำมาหากินสุจริตตามเรตราคาที่ควรจะได้เท่านั้น
3. ความรับรู้ของคนสามัญ: ถ้าไม่ได้เห็นก้อนยาโต้ง ๆ ใครจะไปรู้?
ในมุมมองของคนทั่วไป คำว่า “รู้ว่ามียาเสพติด” คือการเปิดกระเป๋ามาแล้วเจอผงสีขาว เจอยาบ้าเป็นเม็ด ๆ หรือเจอวัตถุต้องสงสัยวางอยู่ชัดเจน นั่นคือสิ่งที่คนสามัญรับรู้และเอะใจได้ทันที
แต่นี่คือยาเสพติดที่ถูก แยกส่วน ถอดรหัส แล้วนำไปตัดเย็บซุกซ่อนอยู่ภายในซับใน โครงสร้าง หรือตะเข็บของกระเป๋าอย่างมิดชิด ชนิดที่ว่าต่อให้คนธรรมดาเปิดกระเป๋าออกมาคลำดูด้วยตาเปล่าก็ไม่มีวันรู้ ถ้าไม่มีเครื่องสแกนเอกซเรย์ (X-ray) ของสนามบิน ในเมื่อมิจฉาชีพใช้เทคนิคระดับมืออาชีพที่ซ่อนเร้นเนียนตาขนาดนั้น มันเกินวิสัยที่คนธรรมดาจะจินตนาการไปถึง
บทสรุป: ความจริงอันโหดร้าย และความหวังในชั้นศาล
สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นเลยว่า กฎหมายบางครั้งก็ตัดขาดจากพฤติกรรมศาสตร์และพฤติกรรมจริง ๆ ของมนุษย์ในสังคม ออสเตรเลียเลือกที่จะ “ใจร้าย” ยอมขังคนซื่อที่คิดน้อย ดีกว่าปล่อยให้มีช่องโหว่ในระบบคัดกรองของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทางรอดของแอร์มีนาในตอนนี้น่าจะอยู่ที่ ระบบลูกขุน (Jury) ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประชาชนคนธรรมดา ไม่ใช่นักกฎหมายไอคิวสูง รวมถึงหลักฐานเด็ดจากฝั่งไทยที่ ป.ป.ส. สามารถจับกุมเครือข่ายต้นทางที่ยอมรับว่าแอร์สาวเป็นเพียงเหยื่อ หวังว่าทนายจะนำภาพสัมภาระที่ถูกซุกซ่อนอย่างแยบยลนี้ ไปเปิดตาให้ศาลออสเตรเลียเห็นว่า "ต่อให้เป็นพวกท่านเองมาเปิดดู ก็ไม่มีวันรู้เหมือนกัน" เพื่อคืนความยุติธรรมให้คนธรรมดาที่ตกเป็นเหยื่อรายนี้เสียที