ธุรกิจร้านยา “แข่งขันดุเดือด” ไม่แน่จริง! ไม่รอด
แม้สถานการณ์ของร้านยาในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีต แต่ถ้าดูมูลค่าตลาดยาในไทยปี 2569 ยังโตได้ 6-7% มูลค่ากว่า 2.4 แสนล้านบาท
ผู้ที่จะอยู่รอดได้ต้องแกร่งจริง เหตุผลหนึ่งที่กระทบกับร้านยาทำให้ไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีตส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กฎกระทรวงการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน พ.ศ. 2556 (GPP) ที่เริ่มประกาศใช้จริงจังในปี 2557
กฎหมายนี้กำหนดให้ร้านยาเปิดใหม่ทุกร้าน ตั้งแต่วันที่ประกาศ ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GPP ส่วน ร้านยาเก่า ที่เปิดอยู่ก่อนมิถุนายน 2557 อนุโลมให้เวลาปรับตัวเป็นระยะเวลา 8 ปี มาถึงตอนนี้คือปี 2569
มีร้านยาแผนปัจจุบันประมาณ 19,000 - 22,000 แห่ง บรรดาร้านยาเดี่ยวๆ (Standalone) ลดลงประมาณ 10-15%
ขณะที่ ร้านยาขนาดใหญ่ (Chain Store) กลับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีส่วนแบ่งสาขารวมกันมากกว่า 25-30% ของตลาดทั้งหมด
ถ้าให้วิเคราะห์ต่อไปว่าการทำร้านยาในยุคนี้ทำไมถึงรอดยาก ก็มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยได้แก่
1.อำนาจการต่อรองของร้านยาขนาดเล็กที่สู้รายใหญ่ไม่ได้ บรรดาร้านยาขนาดใหญ่มักจะซื้อยาล็อตใหญ่จึงได้ส่วนลด 20-30% ในขณะที่ร้านรายย่อยซื้อผ่านพ่อค้าคนกลางหรือตัวแทนจำหน่ายอีกทีต้นทุนจึงสูงกว่าราคาขายปลีกของร้านใหญ่
2.ภาระต้นทุนพนักงาน โดยเฉพาะค่าจ้างเภสัชกรตามกฎหมายใหม่ เฉลี่ย 35,000 - 50,000 บาท/เดือน กลายเป็น Fixed Cost ที่สูงเกินไปสำหรับร้านขายยาที่มียอดขายต่อเดือนต่ำ
3.กำไรต่อหน่วยที่น้อยมาก คนส่วนใหญ่มองว่ายาเป็นสินค้าจำเป็น ยังไงคนก็ต้องซื้อ แต่ความจริงคือ ยาคือสินค้าคุมราคายาบางตัวที่ขายดี มีกำไรบางเฉียบเพียง 5-10% ถ้าคุมสต็อกไม่ดี หรือซื้อยาล็อตเล็กมาในราคาสูง แทบไม่เหลืออะไรเลยหลังหักต้นทุนอื่นๆ
4.ขาดวิธีการสร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้า เพราะไม่ใช่แค่ทำเลดีแล้วจะขายได้ร้านยาต้องอาศัยความเชื่อใจจากลูกค้า บางร้านเปิดมานานรู้ประวัติลูกค้า รู้อาการเจ็บป่วย การจะให้ลูกค้าเหล่านี้ย้ายมาร้านที่เปิดใหม่จึงเป็นไปได้ยาก
5.ไม่รู้จักวิธีบริหารร้านอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดร้านยาจำเป็นต้องมีทักษะทางธุรกิจร่วมด้วย ร้านที่อยู่รอดไม่ใช่อาศัยรายได้จากการขายยาเท่านั้นแต่ต้องมีสินค้าเพิ่มรายได้เช่น วิตามิน, เวชสำอาง, หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกำไรสูงกว่าการขายยา
นอกจากนี้ควรใช้ระบบ POS วิเคราะห์ว่าช่วงไหนยาอะไรขายดี ควรสต็อกเท่าไหร่ เพื่อป้องกันการขาดทุน
.
.
ที่มา : ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์
อวสานร้านยาแบบเดิม กำไรถูกบีบ เถ้าแก่สุดทน แพ้ทุนรายใหญ่ [ThaiFranchise Today]
1.อำนาจการต่อรองของร้านยาขนาดเล็กที่สู้รายใหญ่ไม่ได้ บรรดาร้านยาขนาดใหญ่มักจะซื้อยาล็อตใหญ่จึงได้ส่วนลด 20-30% ในขณะที่ร้านรายย่อยซื้อผ่านพ่อค้าคนกลางหรือตัวแทนจำหน่ายอีกทีต้นทุนจึงสูงกว่าราคาขายปลีกของร้านใหญ่
2.ภาระต้นทุนพนักงาน โดยเฉพาะค่าจ้างเภสัชกรตามกฎหมายใหม่ เฉลี่ย 35,000 - 50,000 บาท/เดือน กลายเป็น Fixed Cost ที่สูงเกินไปสำหรับร้านขายยาที่มียอดขายต่อเดือนต่ำ
3.กำไรต่อหน่วยที่น้อยมาก คนส่วนใหญ่มองว่ายาเป็นสินค้าจำเป็น ยังไงคนก็ต้องซื้อ แต่ความจริงคือ ยาคือสินค้าคุมราคายาบางตัวที่ขายดี มีกำไรบางเฉียบเพียง 5-10% ถ้าคุมสต็อกไม่ดี หรือซื้อยาล็อตเล็กมาในราคาสูง แทบไม่เหลืออะไรเลยหลังหักต้นทุนอื่นๆ
4.ขาดวิธีการสร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้า เพราะไม่ใช่แค่ทำเลดีแล้วจะขายได้ร้านยาต้องอาศัยความเชื่อใจจากลูกค้า บางร้านเปิดมานานรู้ประวัติลูกค้า รู้อาการเจ็บป่วย การจะให้ลูกค้าเหล่านี้ย้ายมาร้านที่เปิดใหม่จึงเป็นไปได้ยาก
5.ไม่รู้จักวิธีบริหารร้านอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดร้านยาจำเป็นต้องมีทักษะทางธุรกิจร่วมด้วย ร้านที่อยู่รอดไม่ใช่อาศัยรายได้จากการขายยาเท่านั้นแต่ต้องมีสินค้าเพิ่มรายได้เช่น วิตามิน, เวชสำอาง, หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกำไรสูงกว่าการขายยา