ถ้าคุณมีเงิน 100 ล้านในมือ คุณจะเอาไปจ้างซุปตาร์มาถือโปรดักส์ หรือเอาไปหมกตัวในห้องแล็บเพื่อทำของให้ดีที่สุด? วันนี้ "ฟ้า-ดาว" จากช่องเม้ามอยชีวิต ขอหยิบเคสที่น่าสนใจมากๆ ของ CEO แบรนด์ EVE มาชวนคุยกันค่ะ กับกลยุทธ์ที่สวนกระแสสายเปย์โฆษณา แต่ดันมาเจอโจทย์ใหญ่คือ "โดนลอกการบ้าน" แบบฉับไว งานนี้จะแก้เกมยังไง มามุงกันเลย!
1. 100 ล้านกับความเชื่อที่ว่า "ของดีคือ Marketing ที่ดีที่สุด" 💎
น้องดาวเปิดประเด็นแบบคนGen Z ว่า
"พี่ฟ้า ยุคนี้คนสมาธิสั้นนะ ถ้าไม่มีคนดังมาถือ ใครจะไปหยุดดูแพคเกจ?" จริงของดาวค่ะ แต่การจ้างดาราคือ "การซื้อความสนใจระยะสั้น" พอหมดสัญญาก็จบกัน CEO แบรนด์ EVE เลยเลือกเดินเกม Product-Led Growth (ใช้สินค้าเป็นตัวนำ) การทุ่มเม็ดเงินลงไปใน R&D (Research & Development) เป้าหมายคือต้องการให้คุณภาพมันฟ้องตัวมันเอง จนเกิด Affiliate Psychology หรือจิตวิทยาการบอกต่อ ลูกค้ารีวิวเพราะใช้ดีจริง ไม่ใช่เพราะโดนจ้างมาอวย ซึ่งความเชื่อใจตรงนี้ มันซื้อด้วยเงินโฆษณาไม่ได้ค่ะ
2. ฝันร้ายของคนทำของดี คือเจอ "แฝดคนละฝา" ขายตัดราคา 😈
ปัญหาคลาสสิกของคนทำแบรนด์คือ พอสินค้าเราติดตลาด ปุ๊บ! โรงงานพี่จีน หรือคู่แข่งหัวหมอก็พร้อมชำแหละสูตร ก๊อปปี้แพคเกจให้ออกมาเหมือนเป๊ะ แล้วหั่นราคาลงครึ่งนึง ดาวถึงกับบ่นว่า
"เหนื่อยแทบตาย โดนปาดหน้าเค้กเฉยเลยพี่ฟ้า!"
3. "ระบบ (System)" คือป้อมปราการที่ก๊อปไม่ได้ 🏰
แล้วเราจะป้องกันยังไง? ฟ้าบอกเลยว่า สิ่งที่คนอื่นขโมยไปได้คือ "ส่วนผสม (Ingredients)" แต่สิ่งที่พวกเขาไม่มีทางก๊อปปี้ได้คือ
"ระบบการทำงานเบื้องหลัง (Backend Operations)" ค่ะ
การทุ่ม 100 ล้าน ไม่ใช่แค่ซื้อสารสกัดแพงๆ แต่คือการสร้างระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control), การบริหารคลังสินค้า, และการใช้ Data จากลูกค้ามาพัฒนาสูตรต่อไป (Version 2, 3...) อย่างเป็นระบบ เมื่อคุณทำงานอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน ต่อให้คู่แข่งก๊อปของวันนี้ออกไป พรุ่งนี้คุณก็มีนวัตกรรมใหม่หนีพวกเขาไปอีกขั้นแล้วค่ะ ลูกค้ายุคนี้ฉลาดมาก พวกเขายอมจ่ายแพงกว่านิดหน่อยเพื่อซื้อ "ความมั่นใจ" และ "ความเสถียร" จากแบรนด์จริงค่ะ
สรุปสั้นๆ คือ แนวคิดนี้ "เวิร์คแน่นอน" แต่ต้องแลกมากับการวางระบบหลังบ้านที่ต้องเหนื่อยกว่าการจ่ายเงินจ้างพรีเซนเตอร์หลายเท่าตัวค่ะ ระยะสั้นอาจจะดูเงียบๆ แต่ระยะยาวกินเรียบแน่นอน!
แล้วเพื่อนๆ ชาวพันทิป ล่ะคะ? เวลาเลือกซื้อของสักชิ้น โดยเฉพาะสกินแคร์หรือของใช้ส่วนตัว ระหว่างแบรนด์ที่มีดาราคนโปรดเป็นพรีเซนเตอร์ กับแบรนด์ที่โนเนมแต่คนรอบตัวรีวิวว่าใช้แล้วชีวิตเปลี่ยน... คุณจะยอมรูดบัตรให้ฝั่งไหนมากกว่ากัน?
คอมเมนต์มาแชร์มุมมองกันหน่อยนะคะ อยากรู้ใจผู้บริโภคยุคนี้จริงๆ ค่ะ! 👇✨
กรณีศึกษา CEO แบรนด์ EVE ทุ่ม 100 ล้านอัปเกรดคุณภาพ เมินพรีเซนเตอร์.กลยุทธ์นี้จะรอดไหมในยุค "ก๊อปเกรดเอ" เกลื่อนเมือง!?
1. 100 ล้านกับความเชื่อที่ว่า "ของดีคือ Marketing ที่ดีที่สุด" 💎
น้องดาวเปิดประเด็นแบบคนGen Z ว่า "พี่ฟ้า ยุคนี้คนสมาธิสั้นนะ ถ้าไม่มีคนดังมาถือ ใครจะไปหยุดดูแพคเกจ?" จริงของดาวค่ะ แต่การจ้างดาราคือ "การซื้อความสนใจระยะสั้น" พอหมดสัญญาก็จบกัน CEO แบรนด์ EVE เลยเลือกเดินเกม Product-Led Growth (ใช้สินค้าเป็นตัวนำ) การทุ่มเม็ดเงินลงไปใน R&D (Research & Development) เป้าหมายคือต้องการให้คุณภาพมันฟ้องตัวมันเอง จนเกิด Affiliate Psychology หรือจิตวิทยาการบอกต่อ ลูกค้ารีวิวเพราะใช้ดีจริง ไม่ใช่เพราะโดนจ้างมาอวย ซึ่งความเชื่อใจตรงนี้ มันซื้อด้วยเงินโฆษณาไม่ได้ค่ะ
2. ฝันร้ายของคนทำของดี คือเจอ "แฝดคนละฝา" ขายตัดราคา 😈
ปัญหาคลาสสิกของคนทำแบรนด์คือ พอสินค้าเราติดตลาด ปุ๊บ! โรงงานพี่จีน หรือคู่แข่งหัวหมอก็พร้อมชำแหละสูตร ก๊อปปี้แพคเกจให้ออกมาเหมือนเป๊ะ แล้วหั่นราคาลงครึ่งนึง ดาวถึงกับบ่นว่า "เหนื่อยแทบตาย โดนปาดหน้าเค้กเฉยเลยพี่ฟ้า!"
3. "ระบบ (System)" คือป้อมปราการที่ก๊อปไม่ได้ 🏰
แล้วเราจะป้องกันยังไง? ฟ้าบอกเลยว่า สิ่งที่คนอื่นขโมยไปได้คือ "ส่วนผสม (Ingredients)" แต่สิ่งที่พวกเขาไม่มีทางก๊อปปี้ได้คือ "ระบบการทำงานเบื้องหลัง (Backend Operations)" ค่ะ
การทุ่ม 100 ล้าน ไม่ใช่แค่ซื้อสารสกัดแพงๆ แต่คือการสร้างระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control), การบริหารคลังสินค้า, และการใช้ Data จากลูกค้ามาพัฒนาสูตรต่อไป (Version 2, 3...) อย่างเป็นระบบ เมื่อคุณทำงานอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน ต่อให้คู่แข่งก๊อปของวันนี้ออกไป พรุ่งนี้คุณก็มีนวัตกรรมใหม่หนีพวกเขาไปอีกขั้นแล้วค่ะ ลูกค้ายุคนี้ฉลาดมาก พวกเขายอมจ่ายแพงกว่านิดหน่อยเพื่อซื้อ "ความมั่นใจ" และ "ความเสถียร" จากแบรนด์จริงค่ะ
สรุปสั้นๆ คือ แนวคิดนี้ "เวิร์คแน่นอน" แต่ต้องแลกมากับการวางระบบหลังบ้านที่ต้องเหนื่อยกว่าการจ่ายเงินจ้างพรีเซนเตอร์หลายเท่าตัวค่ะ ระยะสั้นอาจจะดูเงียบๆ แต่ระยะยาวกินเรียบแน่นอน!
แล้วเพื่อนๆ ชาวพันทิป ล่ะคะ? เวลาเลือกซื้อของสักชิ้น โดยเฉพาะสกินแคร์หรือของใช้ส่วนตัว ระหว่างแบรนด์ที่มีดาราคนโปรดเป็นพรีเซนเตอร์ กับแบรนด์ที่โนเนมแต่คนรอบตัวรีวิวว่าใช้แล้วชีวิตเปลี่ยน... คุณจะยอมรูดบัตรให้ฝั่งไหนมากกว่ากัน?
คอมเมนต์มาแชร์มุมมองกันหน่อยนะคะ อยากรู้ใจผู้บริโภคยุคนี้จริงๆ ค่ะ! 👇✨