พระสังกัจจายน์ ไม่ใช่เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง อิหยังวะ
.
พระสังกัจจายน์ (หรือ พระมหากัจจายนะ) แท้จริงแล้วท่านคือ พระอรหันต์สาวก องค์สำคัญของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เทพเจ้า (Deity) และไม่ใช่เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งหรือเงินทองตามคติพราหมณ์หรือจีนแต่อย่างใด
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดและโยงท่านเข้ากับเรื่องโชคลาภและความมั่งคั่ง เกิดจากวิวัฒนาการทางความเชื่อและรูปลักษณ์ ดังนี้ครับ:
1. รูปลักษณ์พุงพลุ้ยเพื่อ "พรางเสน่ห์"
ตามพุทธประวัติ พระมหากัจจายนะเดิมทีมีรูปงาม ผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองคำ จนทำให้ทั้งมนุษย์และเทวดาหลงใหล (ถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่าโสเรยยะเห็นท่านแล้วคิดอกุศลจนกลายร่างเป็นหญิง) ท่านเห็นว่ารูปร่างหน้าตาของท่านเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมและการเผยแผ่ศาสนา จึงอธิษฐานจิตให้ร่างกายเปลี่ยนเป็น อ้วนท้วน พุงพลุ้ย เพื่อไม่ให้ใครมาหลงใหลในรูปกายอีก
2. ความหมายดั้งเดิมคือ "ความอุดมสมบูรณ์ในธรรม"
ลักษณะอันอ้วนท้วนของท่าน ในทางธรรมหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ปัญญาที่แตกฉาน และความมีเมตตา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความอุดมสมบูรณ์ในทางธรรมกลับถูกตีความในแง่โลกๆ กลายเป็นเรื่องของโชคลาภ เงินทอง และความร่ำรวยไปแทน
3. การสับสนกับ "พระสังกัจจายน์จีน" (หลวงจีนปู้ไถ่)
คนไทยจำนวนมากจำสับสนระหว่างพระสังกัจจายน์ที่เป็นพระสาวก กับ หลวงจีนปู้ไถ่ (Budai) หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Laughing Buddha ซึ่งเป็นพระภิกษุในนิกายมหายานของจีนที่มีลักษณะอ้วนท้วน แบกย่ามใบใหญ่ และยิ้มแย้มตลอดเวลา คติจีนเชื่อว่าท่านเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยมาโปรดสัตว์ และเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความร่ำรวย และความมั่งคั่ง เมื่อความเชื่อสองสายนี้มาเจอกันในไทย จึงเกิดการหลอมรวมจนคนคิดว่าพระสังกัจจายน์คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภไปโดยปริยาย
สรุป: ถ้าว่ากันตามสายตรง พระสังกัจจายน์คือ พระอรหันต์ผู้เป็นเลิศในการอธิบายหัวข้อธรรมที่ย่อให้พิสดาร (มีความเป็นเลิศด้านปัญญา) ส่วนเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวยนั้น เป็นความเชื่อพื้นบ้านที่ผสมผสานขึ้นมาภายหลังครับ
.
พระสังกัจจายน์ ไม่ใช่เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง
พระสังกัจจายน์ ไม่ใช่เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง อิหยังวะ
.
พระสังกัจจายน์ (หรือ พระมหากัจจายนะ) แท้จริงแล้วท่านคือ พระอรหันต์สาวก องค์สำคัญของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เทพเจ้า (Deity) และไม่ใช่เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งหรือเงินทองตามคติพราหมณ์หรือจีนแต่อย่างใด
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดและโยงท่านเข้ากับเรื่องโชคลาภและความมั่งคั่ง เกิดจากวิวัฒนาการทางความเชื่อและรูปลักษณ์ ดังนี้ครับ:
1. รูปลักษณ์พุงพลุ้ยเพื่อ "พรางเสน่ห์"
ตามพุทธประวัติ พระมหากัจจายนะเดิมทีมีรูปงาม ผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองคำ จนทำให้ทั้งมนุษย์และเทวดาหลงใหล (ถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่าโสเรยยะเห็นท่านแล้วคิดอกุศลจนกลายร่างเป็นหญิง) ท่านเห็นว่ารูปร่างหน้าตาของท่านเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมและการเผยแผ่ศาสนา จึงอธิษฐานจิตให้ร่างกายเปลี่ยนเป็น อ้วนท้วน พุงพลุ้ย เพื่อไม่ให้ใครมาหลงใหลในรูปกายอีก
2. ความหมายดั้งเดิมคือ "ความอุดมสมบูรณ์ในธรรม"
ลักษณะอันอ้วนท้วนของท่าน ในทางธรรมหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ปัญญาที่แตกฉาน และความมีเมตตา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความอุดมสมบูรณ์ในทางธรรมกลับถูกตีความในแง่โลกๆ กลายเป็นเรื่องของโชคลาภ เงินทอง และความร่ำรวยไปแทน
3. การสับสนกับ "พระสังกัจจายน์จีน" (หลวงจีนปู้ไถ่)
คนไทยจำนวนมากจำสับสนระหว่างพระสังกัจจายน์ที่เป็นพระสาวก กับ หลวงจีนปู้ไถ่ (Budai) หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Laughing Buddha ซึ่งเป็นพระภิกษุในนิกายมหายานของจีนที่มีลักษณะอ้วนท้วน แบกย่ามใบใหญ่ และยิ้มแย้มตลอดเวลา คติจีนเชื่อว่าท่านเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยมาโปรดสัตว์ และเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความร่ำรวย และความมั่งคั่ง เมื่อความเชื่อสองสายนี้มาเจอกันในไทย จึงเกิดการหลอมรวมจนคนคิดว่าพระสังกัจจายน์คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภไปโดยปริยาย
สรุป: ถ้าว่ากันตามสายตรง พระสังกัจจายน์คือ พระอรหันต์ผู้เป็นเลิศในการอธิบายหัวข้อธรรมที่ย่อให้พิสดาร (มีความเป็นเลิศด้านปัญญา) ส่วนเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวยนั้น เป็นความเชื่อพื้นบ้านที่ผสมผสานขึ้นมาภายหลังครับ
.