Kia เตรียมยุติการผลิต ‘K9’ เรือธงสิ้นปีนี้ เบนเข็มลุยตลาด EV

มีรายงานความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จากอุตสาหกรรมยานยนต์เกาหลีใต้ ระบุว่า Kia ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เตรียมยุติการผลิตรถยนต์ซีดานหรูขนาดใหญ่ที่เป็นเรือธงของแบรนด์อย่าง Kia K9 (หรือที่รู้จักในชื่อ K900 ในตลาดอเมริกาเหนือ) ภายในสิ้นปี 2026 นี้อย่างเป็นทางการ ปิดฉากตำนานรถเก๋งระดับพรีเมียมที่ทำตลาดมานานกว่า 14 ปี โดยทางค่ายตัดสินใจที่จะไม่มีการพัฒนาโมเดลปรับโฉม (Facelift) หรือตัวตายตัวแทนในเซกเมนต์เดิมอีกต่อไป
การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อความอยู่รอดในตลาดยุคใหม่ โดย Kia จะโยกย้ายกำลังการผลิต ทรัพยากร รวมถึงบุคลากรจากโรงงาน Autoland Gwangmyeong ที่ผลิต K9 เดิม ไปมุ่งเน้นการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เข้าถึงง่าย และนวัตกรรมรถยนต์แห่งอนาคตแทน

3 ปัจจัยหลักฉุดยอดขาย ‘Kia K9’ ดิ่งวิกฤต
          การประกาศปิดตัวของซีดานหรูรุ่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นผลมาจากตัวเลขยอดขายในประเทศเกาหลีใต้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 จากข้อมูลสถิติระบุว่า
ปี 2022 มียอดจำหน่ายรวม 6,585 คัน
ปี 2023 ยอดขายหดตัวอย่างรุนแรงเหลือ 3,898 คัน
ปี 2024 ลดลงเหลือ 1,870 คัน
ปี 2025 ทรุดลงอีกเหลือเพียง 1,581 คัน
ครึ่งแรกของปี 2026 (มกราคม - มิถุนายน) ทำยอดขายได้เพียง 734 คัน ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เปิดตัวโมเดลแรกในปี 2012

นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชี้ว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ K9 ไปต่อไม่ได้มาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ
- การแข่งขันกันเองภายในเครือ (Internal Competition) : ลูกค้ากลุ่มผู้บริหารระดับสูงหันไปเลือกแบรนด์หรูร่วมเครืออย่าง Genesis (รุ่น G80 และ G90) ซึ่งภาพลักษณ์พรีเมียมกว่า ประกอบกับ Hyundai Grandeur ที่มีการปรับโฉมใหม่ให้หรูหราและมีขนาดใหญ่ขึ้นในราคาที่คุ้มค่า เข้ามาบีบพื้นที่ตลาดของ K9 ทั้งบนและล่าง
- พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน : ตลาดผู้ซื้อรถยนต์ระดับพรีเมียมเปลี่ยนความนิยมจากรถเก๋งซีดาน 4 ประตู ไปสู่รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ที่ให้ความสะดวกสบายและอรรถประโยชน์ที่มากกว่า
- ไร้ขุมพลังทางเลือก (No Hybrid Option) : ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Kia K9 ยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (เบนซินล้วน) มาโดยตลอด ขณะที่รุ่นน้องอย่าง K5 หรือ K8 มีการติดตั้งขุมพลังไฮบริดไปแล้ว ทำให้ K9 ไม่ตอบโจทย์เรื่องความประหยัดพลังงานในยุคปัจจุบัน
ปรับทัพสายการผลิตใหม่: มุ่งหน้าสู่Mass-Market EV และระบบ SDV

          หลังจากถอยทัพออกจากเซกเมนต์รถเก๋งหรูขนาดใหญ่ Kia ได้วางโรดแมปใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันระดับโลก โดยจะนำพื้นที่และบุคลากรไปลุยตลาดที่กำลังเติบโตสูง ดังนี้
- รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากระแสหลัก (Mass-Market EVs) : เร่งกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่เน้นทำราคาจับต้องได้ง่ายเพื่อสู้กับคู่แข่งจากประเทศจีน เช่น EV2, EV3, EV4, และ EV5 เพื่อทำยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายไลน์อัป EV ทั่วโลกจำนวน 14 รุ่นภายในปี 2030
- ขยายพอร์ตโฟลิโอรถตู้ไฟฟ้า (PBV) : ต่อยอดจากรถตู้ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง PV5 ที่กำลังสร้างยอดขายได้ดี โดยเตรียมเปิดตัวรุ่นที่ใหญ่ขึ้นอย่าง PV7 และ PV9 ในอนาคต
- โปรเจกต์ลับ "XV1" (Software-Defined Vehicle) : ไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมเปิดตัวรถแฮตช์แบ็กไฟฟ้าขนาดเล็กรหัสพัฒนา XV1 (คาดว่าคือรุ่น EV1) ซึ่งจะเป็นรถยนต์คันแรกของกลุ่ม Hyundai Motor Group ที่ใช้สถาปัตยกรรมเน้นซอฟต์แวร์เป็นหลัก (SDV) พร้อมรองรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ Level 2++ ภายในปี 2029

          การยุติบทบาทของ Kia K9 ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าค่ายรถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้พร้อมที่จะตัดใจทิ้งอดีตอันรุ่งโรจน์ของรถยนต์สันดาปหรู เพื่อทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดไปกับการเป็นผู้นำในโลกยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่อย่างเต็มตัว

ที่มา Electrek, The Korea Economic Daily, Aju Press

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่