เปิดศึกเดือด! สหรัฐฯ รัวบอมบ์อิหร่าน 80 จุด ยิงฐานทัพลามบาห์เรน-คูเวต

ไฟสงครามลุกท่วมตะวันออกกลาง! สหรัฐฯ เปิดฉากส่งเครื่องบินรบถล่มน่านฟ้าอิหร่านกว่า 80 จุด ปมโจมตีเรือน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมสั่งคว่ำบาตรน้ำมันซ้ำดันราคาโลกพุ่งกระฉูด ด้านอิหร่านไม่ยอมก้มหัว ยิงขีปนาวุธ-โดรนสวนกลับถล่มฐานทัพอเมริกาในบาห์เรนและคูเวตจนไซเรนเตือนภัยดังสนั่น สอยโดรนตัวท็อป MQ-9 ร่วงจมดิน

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางดิ่งเหวสู่ภาวะสงครามเต็มรูปแบบและสุ่มเสี่ยงขยายตัวเป็นสงครามระดับภูมิภาคอย่างน่ากลัว ล่าสุด กองทัพสหรัฐฯ และกองทัพอิหร่านเปิดฉากสาดอาวุธสงครามเข้าใส่กันอย่างดุเดือด โดยเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศได้ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วประเทศบาห์เรนและคูเวต หลังกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เปิดปฏิบัติการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพอเมริกาในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ บุกโจมตีทางอากาศถล่มชายฝั่งทางตอนใต้ของอิหร่านยับเยินกว่า 80 จุดในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงยืนยันว่า ได้ใช้ระบบอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านมากกว่า 80 จุด ประกอบด้วย ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, เครือข่ายบัญชาการและควบคุม, สถานีเรดาร์ชายฝั่งรวมถึงคลังขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ และเรือเร็วของ IRGC อีกกว่า 60 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โดยวอชิงตันอ้างว่านี่คือมาตรการตอบโต้ขั้นรุนแรงหลังจากเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าเคมี 3 ลำ (รวมถึงเรือติดธงกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย) ถูกลอบโจมตีในน่านน้ำสากล ซึ่งสหรัฐฯ ชี้ว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน ท่ามกลางรายงานจากสื่อท้องถิ่นอิหร่าน (IRIB) ที่ระบุว่า แรงระเบิดส่งผลให้ท่าเรือพาณิชย์และท่าเรือประมงในเมืองซิริก, เกาะเกชม์ และบันดาร์อับบาส พังพินาศ และมีพลเรือนได้รับบาดเจ็บระนาว เนื่องจากระเบิดส่วนใหญ่ตกลงในเขตชุมชน

ขณะเดียวกัน มาตรการหักดิบทางการเมืองก็ปะทุขึ้นพร้อมกัน โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศยกเลิกมาตรการผ่อนปรนการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านอย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ ซึ่งการตัดท่อน้ำเลี้ยงครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลก (WTI) พุ่งทะยานขึ้นทันที 2.7% ไปแตะที่ 72.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างแรงกดดันต่อตลาดทุนและภาวะเงินเฟ้อโลกอย่างหนัก นอกจากนี้ ทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปร่วมประชุมซัมมิต NATO ได้ออกมาจวกชาติพันธมิตรยุโรปอย่างรุนแรงที่ไม่ยอมส่งกำลังมาช่วยสหรัฐฯ รบกับอิหร่าน

ด้านกองทัพอิหร่านไม่ยอมก้มหัว ออกแถลงการณ์กร้าวว่าการโจมตีของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงครั้งใหญ่ และฉวยโอกาสลงมือระเบิดปูพรมในขณะที่ผู้นำประเทศและประชาชนกำลังร่วมรัฐพิธีเคลื่อนศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดในประเทศอิรัก กองทัพ IRGC จึงสั่งการให้หน่วยทัพเรือและทัพอากาศเปิดฉากระดมยิงขีปนาวุธและปล่อยฝูงโดรนกามิกาเซ่โจมตี "ฐานทัพและสถานที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ" ทันทีรวม 85 จุด นำโดยการถล่มฐานทัพเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ในบาห์เรน และฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเล็ม ในคูเวต ส่งผลให้กองทัพคูเวตต้องรีบออกแถลงการณ์ด่วนว่ากำลังยิงสกัดกั้นวัตถุระเบิดเหนือน่านฟ้าวุ่นวาย ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านยังประกาศความสำเร็จในการใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศสอยโดรนสอดแนมระดับท็อปตัวท็อป MQ-9 Reaper ของกองทัพสหรัฐฯ ร่วงจมดินที่จังหวัดบูเชอร์อีกด้วย

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงข้ามชาติเตือนว่า นี่คือช่วงเวลาที่ล่อแหลมและอันตรายที่สุด เพราะบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ทั้งสองฝ่ายเคยทำไว้เป็นเพียงแค่การระงับศึกชั่วคราว ไม่ใช่สนธิสัญญาติสันติภาพถาวร ตราบใดที่สิทธิ์การควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ลงตัว และแรงกดดันรอบด้านยังสูง การปะทะและประเมินสถานการณ์ผิดพลาดเพียงนิดเดียว อาจเป็นตัวจุดชนวนระเบิดให้กลายเป็นสงครามใหญ่ล้างภูมิภาคตะวันออกกลางที่ไม่มีใครควบคุมได้ในเร็ววัน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่