“สหรัฐ” โจมตีอิหร่านรอบใหม่ เพิกถอนสิทธิขายน้ำมัน หลังเรือพาณิชย์ถูกโจมตีในฮอร์มุซ

กระทู้ข่าว


“สหรัฐ” โจมตีอิหร่านรอบใหม่ เพิกถอนสิทธิขายน้ำมัน หลังเรือพาณิชย์ถูกโจมตีในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ พร้อมเพิกถอนใบอนุญาตที่เคยอนุญาตให้อิหร่านจำหน่ายน้ำมัน หลังเกิดเหตุเรือพาณิชย์ 3 ลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศเผชิญแรงกดดัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นราว 3% ท่ามกลางความกังวลต่ออุปทานพลังงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านระลอกใหม่ และเพิกถอนใบอนุญาตที่เคยอนุญาตให้อิหร่านจำหน่ายน้ำมัน หลังเรือพาณิชย์ 3 ลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนับเป็นความตึงเครียดครั้งล่าสุดที่กระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ต้นทุนที่หนักหน่วง” ให้อิหร่าน พร้อมระบุว่า “การกระทำที่ก้าวร้าวของอิหร่านไม่มีเหตุผลรองรับ เป็นอันตราย และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน”

รอยเตอร์สอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายของการโจมตีประกอบด้วย ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเฝ้าระวังชายฝั่ง ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือ และฐานปล่อยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ของอิหร่าน

ขณะที่สื่อทางการอิหร่าน รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ รวมถึงเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน ตลอดจนเกาะเกชม (Qeshm Island) และเมืองท่าบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) และสิริก (Sirik) โดยไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในหมู่พลเรือน แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันจากกองทัพสหรัฐเกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าว

รอยเตอร์ส รายงานเพิ่มเติมว่า เกาะคาร์กเป็นจุดส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 90% ของอิหร่าน ทำให้การโจมตีพื้นที่ดังกล่าวได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิดจากตลาดพลังงานโลก

ด้านกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เพิกถอนใบอนุญาตทั่วไป (General License) ที่ออกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งเคยอนุญาตให้มีการซื้อขายน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของอิหร่าน โดยกำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทยอยยุติธุรกรรมทั้งหมดภายในวันที่ 17 กรกฎาคม

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า แม้การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงระยะยาวกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แต่เหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มแรงกดดันต่อกระบวนการเจรจา ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านใช้เหตุโจมตีเรือเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจากับสหรัฐ

ด้านกาตาร์กล่าวหาอิหร่านว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือพาณิชย์ รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยว่า ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่าอิหร่านเป็นผู้ยิงโจมตีเรือพาณิชย์ทั้ง 3 ลำ อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมประณามการเพิกถอนมาตรการผ่อนปรนของสหรัฐว่าเป็นการละเมิดกรอบข้อตกลงยุติสงคราม และยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศ

หลังสหรัฐฯ ประกาศเพิกถอนมาตรการผ่อนปรนดังกล่าว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียท (WTI) พุ่งขึ้นเกือบ 3% แตะระดับประมาณ 72.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับขึ้นราว 3% จากความกังวลว่าความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานในระยะต่อไป


https://www.kaohoon.com/news/inter/844610
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่