ถ้าคุณตัดสินใจ "สู้" ง่าย ๆ
อาจเป็นเพราะคุณไม่เคยเห็นลูกคนหนึ่งเป็นหนี้ก้อนโต เพื่อยื้อชีวิตพ่อ แต่ตัวเองทุกข์ทั้งชีวิต
แต่ถ้าคุณคิดจะ "ถอดใจ"
อาจเป็นเพราะคุณไม่เคยเห็นแววตา ของครอบครัว หลังได้ยินคำว่า "คุณพ่ออาจอยู่ได้ไม่ถึงวันพรุ่งนี้"
ทุกครั้งที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้
เป็นสิ่งที่หนักใจทุกครั้ง
ทั้งต่อตัวหมอเอง และครอบครัวของคนไข้
ชายอายุประมาณ 60 ปี
มีร่างกายแข็งแรงมาตลอด เพียงแค่เป็นเบาหวาน ความดัน ไขมัน และโรคหัวใจ
จนวันหนึ่งปวดท้องรุนแรง ปวดมากที่สุดในชีวิต
ตอนมาถึงโรงพยาบาล เขาเริ่มเหนื่อย ท้องอืด ความดันเริ่มตก กระสับกระส่าย
ผลเลือดพบเม็ดเลือดขาวสูง และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ เลือดเริ่มเป็นกรด
สำหรับคนทั่วไป ค่า pH ของเลือดควรอยู่ประมาณ 7.4 และค่า HCO₃⁻ ประมาณ 24
เมื่อค่าพวกนี้ต่ำกว่าปกติ พร้อมกับมี ความดัน และชีพจรที่ผิดปกติ ร่วมกับอาการปวดท้องรุนแรง
หมายถึงกำลังมีภาวะฉุกเฉินอยู่ในช่องท้องที่ต้องรีบผ่าตัด
อาจมี ลำไส้ขาดเลือด ลำไส้อุดตัน ติดเชื้อในช่องท้องรุนแรง ฯลฯ
โรคเหล่านี้ทุกนาทีมีความหมาย
หลายครั้งการรอผลตรวจให้ครบ อาจช้าเกินไป
ต้องรีบให้น้ำเกลือ ให้ยาปฏิชีวนะ ยากระตุ้นความดัน พาเข้าห้องผ่าตัดทันทีที่ความดันเริ่มขึ้น และไปแก้สาเหตุที่เหลือกันต่อในห้องผ่าตัด
สำหรับคนไข้รายนี้
ทันทีที่เริ่มดมยา...
ความดันก็ร่วงลงทันที
วิสัญญีแพทย์รีบเพิ่มยากระตุ้นความดันตัวที่ 2
เมื่อเปิดช่องท้อง
สิ่งแรกที่สัมผัสได้ ไม่ใช่ภาพ
แต่เป็นกลิ่น
กลิ่นที่ศัลยแพทย์หลายคนจำได้ขึ้นใจ
ไม่ใช่กลิ่นเลือด
ไม่ใช่กลิ่นอุจจาระ
แต่เป็นกลิ่นของเนื้อเยื่อที่ขาดเลือด
ลำไส้เล็กตั้งแต่ช่วงกลาง จนเกือบสุดปลาย กลายเป็นสีม่วงคล้ำแทบทั้งหมด
ตอนนั้นคำตอบชัดเจนแล้ว
ถ้าไม่ตัดลำไส้ที่ขาดเลือดออกทั้งหมด
คนไข้อาจอยู่ได้ไม่ถึงวันพรุ่งนี้
แต่ถ้าผ่าตัดลำไส้ที่ขาดเลือดออกไป
ลำไส้เล็กจะเหลือไม่ถึง 30 เซนติเมตร
แปลว่า ถึงแม้ว่าจะรอดชีวิต
ร่างกายจะดูดซึมอาหารได้ไม่เพียงพอ
เขาจะต้องใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่แต่ในโรงพยาบาล
เพื่อให้อาหารทางเส้นเลือด
เสี่ยงต่อติดเชื้อในกระแสเลือด
เสี่ยงทั้งเชื้อดื้อยา และเชื้อรา
และภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่ตามมา
ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายของอาหารทางเส้นเลือดอาจสูงหลายพันบาทต่อวัน
เวลานั้น ผมหยุดทุกอย่างกลางคัน
แล้วเดินออกมาเพื่อตัดสินใจร่วมกันกับครอบครัว
ถ้า “สู้ต่อ”
คนไข้อาจรอด
แต่ชีวิตที่เหลือ จะมีแต่ความทุกข์ทรมาน
ถ้า “ถอดใจ”
เขาจะจากไปโดยที่ ญาติไม่มีโอกาสได้บอกลา
ตลอดชีวิตการทำงาน
ผมเคยเห็นบางครอบครัวขายบ้าน ขายทรัพย์สิน เป็นหนี้
ทิ้งทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
เพื่อยื้อเวลาของคนที่รัก
แต่แลกกับภาระอันหนักอึ้งของคนที่ยังอยู่
และผมก็เคยเห็นครอบครัวเลือกที่จะ “หยุด”
เพื่อจับมือกันในวาระสุดท้าย
ถ้าวันหนึ่งคุณต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
คุณจะเลือก "ยื้อ" หรือ "บอกลา"...
CR เพจ #หมอโจอี้ นพ.ศริสิทธิ์ เลาหทัย ศัลยแพทย์เฉพาะทางผ่าตัดส่องกล้อง
⬇️🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122284500092187152&id=61555614582583&http_ref=eyJ0cyI6MTc4MzMxNjQzODAwMCwiciI6Imh0dHBzOlwvXC93d3cuZmFjZWJvb2suY29tXC9zaGFyZVwvcFwvMUdndmozeXF5c1wvP21pYmV4dGlkPXd3WElmciJ9
ถ้าเป็นคุณ จะเลือก “ยื้อ” หรือ “บอกลา” … เรื่องเล่าจากโรงพยาบาล
อาจเป็นเพราะคุณไม่เคยเห็นลูกคนหนึ่งเป็นหนี้ก้อนโต เพื่อยื้อชีวิตพ่อ แต่ตัวเองทุกข์ทั้งชีวิต
แต่ถ้าคุณคิดจะ "ถอดใจ"
อาจเป็นเพราะคุณไม่เคยเห็นแววตา ของครอบครัว หลังได้ยินคำว่า "คุณพ่ออาจอยู่ได้ไม่ถึงวันพรุ่งนี้"
ทุกครั้งที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้
เป็นสิ่งที่หนักใจทุกครั้ง
ทั้งต่อตัวหมอเอง และครอบครัวของคนไข้
ชายอายุประมาณ 60 ปี
มีร่างกายแข็งแรงมาตลอด เพียงแค่เป็นเบาหวาน ความดัน ไขมัน และโรคหัวใจ
จนวันหนึ่งปวดท้องรุนแรง ปวดมากที่สุดในชีวิต
ตอนมาถึงโรงพยาบาล เขาเริ่มเหนื่อย ท้องอืด ความดันเริ่มตก กระสับกระส่าย
ผลเลือดพบเม็ดเลือดขาวสูง และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ เลือดเริ่มเป็นกรด
สำหรับคนทั่วไป ค่า pH ของเลือดควรอยู่ประมาณ 7.4 และค่า HCO₃⁻ ประมาณ 24
เมื่อค่าพวกนี้ต่ำกว่าปกติ พร้อมกับมี ความดัน และชีพจรที่ผิดปกติ ร่วมกับอาการปวดท้องรุนแรง
หมายถึงกำลังมีภาวะฉุกเฉินอยู่ในช่องท้องที่ต้องรีบผ่าตัด
อาจมี ลำไส้ขาดเลือด ลำไส้อุดตัน ติดเชื้อในช่องท้องรุนแรง ฯลฯ
โรคเหล่านี้ทุกนาทีมีความหมาย
หลายครั้งการรอผลตรวจให้ครบ อาจช้าเกินไป
ต้องรีบให้น้ำเกลือ ให้ยาปฏิชีวนะ ยากระตุ้นความดัน พาเข้าห้องผ่าตัดทันทีที่ความดันเริ่มขึ้น และไปแก้สาเหตุที่เหลือกันต่อในห้องผ่าตัด
สำหรับคนไข้รายนี้
ทันทีที่เริ่มดมยา...
ความดันก็ร่วงลงทันที
วิสัญญีแพทย์รีบเพิ่มยากระตุ้นความดันตัวที่ 2
เมื่อเปิดช่องท้อง
สิ่งแรกที่สัมผัสได้ ไม่ใช่ภาพ
แต่เป็นกลิ่น
กลิ่นที่ศัลยแพทย์หลายคนจำได้ขึ้นใจ
ไม่ใช่กลิ่นเลือด
ไม่ใช่กลิ่นอุจจาระ
แต่เป็นกลิ่นของเนื้อเยื่อที่ขาดเลือด
ลำไส้เล็กตั้งแต่ช่วงกลาง จนเกือบสุดปลาย กลายเป็นสีม่วงคล้ำแทบทั้งหมด
ตอนนั้นคำตอบชัดเจนแล้ว
ถ้าไม่ตัดลำไส้ที่ขาดเลือดออกทั้งหมด
คนไข้อาจอยู่ได้ไม่ถึงวันพรุ่งนี้
แต่ถ้าผ่าตัดลำไส้ที่ขาดเลือดออกไป
ลำไส้เล็กจะเหลือไม่ถึง 30 เซนติเมตร
แปลว่า ถึงแม้ว่าจะรอดชีวิต
ร่างกายจะดูดซึมอาหารได้ไม่เพียงพอ
เขาจะต้องใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่แต่ในโรงพยาบาล
เพื่อให้อาหารทางเส้นเลือด
เสี่ยงต่อติดเชื้อในกระแสเลือด
เสี่ยงทั้งเชื้อดื้อยา และเชื้อรา
และภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่ตามมา
ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายของอาหารทางเส้นเลือดอาจสูงหลายพันบาทต่อวัน
เวลานั้น ผมหยุดทุกอย่างกลางคัน
แล้วเดินออกมาเพื่อตัดสินใจร่วมกันกับครอบครัว
ถ้า “สู้ต่อ”
คนไข้อาจรอด
แต่ชีวิตที่เหลือ จะมีแต่ความทุกข์ทรมาน
ถ้า “ถอดใจ”
เขาจะจากไปโดยที่ ญาติไม่มีโอกาสได้บอกลา
ตลอดชีวิตการทำงาน
ผมเคยเห็นบางครอบครัวขายบ้าน ขายทรัพย์สิน เป็นหนี้
ทิ้งทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
เพื่อยื้อเวลาของคนที่รัก
แต่แลกกับภาระอันหนักอึ้งของคนที่ยังอยู่
และผมก็เคยเห็นครอบครัวเลือกที่จะ “หยุด”
เพื่อจับมือกันในวาระสุดท้าย
ถ้าวันหนึ่งคุณต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
คุณจะเลือก "ยื้อ" หรือ "บอกลา"...
CR เพจ #หมอโจอี้ นพ.ศริสิทธิ์ เลาหทัย ศัลยแพทย์เฉพาะทางผ่าตัดส่องกล้อง
⬇️🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้